.
กลุ่มประเทศอ่าวอาหรับหวั่นอิหร่านตอบโต้หนักกว่าเดิม หากสหรัฐฯ–อิสราเอลโจมตีรอบใหม่ ซ้ำเติมเศรษฐกิจภูมิภาค-ดันราคาพลังงานพุ่ง
3-11-2026
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า ประเทศอาหรับในภูมิภาคอ่าวกังวลว่า การโจมตีอิหร่านรอบใหม่โดยสหรัฐฯ และอิสราเอล อาจจุดชนวนสงครามที่สร้างความเสียหายรุนแรงยิ่งขึ้นทั่วภูมิภาค เนื่องจากอิหร่านเตรียมพร้อมรับมือได้ดีกว่าเดิม ขณะที่ประเทศเหล่านี้อาจต้องเป็นฝ่ายรับภาระฟื้นฟูความเสียหายจากความขัดแย้งที่ตนไม่ได้เป็นผู้เริ่มต้น
อันวาร์ การ์กาช (Anwar Gargash) ที่ปรึกษาด้านการทูตของประธานาธิบดีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กล่าวในการประชุม IISS Manama Dialogue ที่บาห์เรนเมื่อวันอาทิตย์ว่า “เราพบว่าตนเองถูกดึงเข้าสู่วิกฤตที่เราพยายามอย่างหนักผ่านช่องทางการทูตเพื่อหลีกเลี่ยง” พร้อมย้ำว่า “เรากำลังแสวงหาทางออกทางการเมืองอย่างชัดเจน”
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) กล่าวหลายครั้งว่า สหรัฐฯ และอิสราเอลจะ “จัดการภารกิจในอิหร่านให้เสร็จสิ้น” แม้เขาจะระบุว่าจะไม่มีการโจมตีรอบใหม่ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในวันอังคาร แต่ยังคงเปิดทางเลือกที่จะกลับมาโจมตีอีกครั้ง ท่ามกลางการเจรจาสันติภาพที่ยังติดขัด
“ไม่พวกเขาก็ทำข้อตกลง หรือไม่เราก็จะจัดการให้จบ” ทรัมป์กล่าวกับ Right Side Broadcasting Network เมื่อวันอาทิตย์
ราคาน้ำมันลดลงประมาณ 3% ในการซื้อขายช่วงต้นวันจันทร์ โดยราคาน้ำมันดิบ Brent ลดลงต่ำกว่า 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลัง Axios รายงานว่า ทรัมป์บอกกับเบนจามิน เนทันยาฮู (Benjamin Netanyahu) นายกรัฐมนตรีอิสราเอลว่า เขาต้องการให้เวลากับการทูตมากขึ้น ก่อนพิจารณากลับมาโจมตีอิหร่าน อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันดิบ Brent ซึ่งเป็นราคาอ้างอิงสำคัญของตลาดโลก ยังคงเพิ่มขึ้นประมาณ 80% นับตั้งแต่ต้นปี
หากการสู้รบปะทุขึ้นอีกครั้ง จะยิ่งสร้างความเสียหายให้ภูมิภาคอ่าว หลังเผชิญสงครามมานานกว่าแปดเดือน และอาจผลักดันราคาพลังงานให้สูงขึ้นอีก หากอิหร่านเพิ่มการโจมตีเรือในช่องแคบฮอร์มุซ
ตลอดปีนี้ อิหร่านยิงขีปนาวุธและส่งโดรนรวมหลายพันลูกโจมตีประเทศต่าง ๆ รวมถึงสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดีอาระเบีย และกาตาร์ โดยโจมตีเป้าหมาย เช่น สถานประกอบการด้านน้ำมัน สนามบิน และโรงไฟฟ้า ส่งผลให้พลเรือนเสียชีวิตหรือบาดเจ็บรวมหลายสิบคน และสร้างความปั่นป่วนให้เศรษฐกิจในภูมิภาค
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ว่า ประเทศอาหรับในภูมิภาคอ่าว รวมถึงอิรัก จะอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีผลการดำเนินงานทางเศรษฐกิจย่ำแย่ที่สุดของโลกในปีนี้ โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของซาอุดีอาระเบียจะหดตัว 3.3% ขณะที่กาตาร์และคูเวตจะหดตัวรุนแรงกว่า ซาอุดีอาระเบียยังต้องรับมือการโจมตีรายวันจากกลุ่มฮูตี (Houthis) ซึ่งมีฐานอยู่ในเยเมนและได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน
โมฮัมเหม็ด อัลบาชา (Mohammed al-Basha) นักวิจัยสมทบด้านความมั่นคงระหว่างประเทศของ Royal United Services Institute (RUSI) กล่าวว่า เขายังไม่เคยได้ยินเจ้าหน้าที่หรือประชาชนในประเทศอ่าวแม้แต่คนเดียวแสดงการสนับสนุนให้สหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีอิหร่านอีกครั้ง แต่คนส่วนใหญ่รู้สึกว่าการสู้รบรอบใหม่กำลังใกล้เข้ามา
“พวกเขารู้สึกว่าอิหร่านจะตอบโต้อย่างแข็งกร้าวมากขึ้นในรอบนี้ และจะไม่ยึดถือกฎการปะทะที่เคยปฏิบัติตามก่อนหน้านี้” อัลบาชากล่าว
เจ้าหน้าที่ทั่วภูมิภาคกังวลว่า หากเกิดการสู้รบอีกระลอกในลักษณะเดียวกับช่วงตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ ซึ่งสหรัฐฯ และอิสราเอลเริ่มโจมตีอิหร่านทางอากาศ จนถึงการพักรบช่วงต้นเดือนเมษายน อาจก่อให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรง
บัดร์ อับเดลอัตตี (Badr Abdelatty) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอียิปต์ กล่าวต่อที่ประชุมในบาห์เรนว่า เขา “กังวลอย่างยิ่ง” ต่อความเป็นไปได้ที่จะเกิดการสู้รบอีกครั้ง
“รอบที่สองจะอันตรายกว่า สร้างความเสียหายมากกว่า และจะไม่นำไปสู่ทางออกใด ๆ เราต้องถอดบทเรียนจากอดีต” เขากล่าว
อิหร่านยิ่งเพิ่มความกังวลดังกล่าวด้วยคำขู่ครั้งใหม่ว่าจะตอบโต้อย่างรุนแรง โดยเมื่อวันเสาร์ โมจตาบา คาเมเนอี (Mojtaba Khamenei) ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน สั่งการให้ผู้บัญชาการทหารเตรียมพร้อมตอบโต้ทันที และขยายบัญชีเป้าหมายของสหรัฐฯ และอิสราเอลที่อาจถูกโจมตี ขณะที่กองทัพอิหร่านเตือนว่า การโจมตีรอบใหม่จากสหรัฐฯ และอิสราเอลจะทำให้สงครามขยายวงออกไปในพื้นที่กว้างขึ้น
“หากศัตรูกลับมาโจมตีทางทหารหรือก่อการร้ายอีกครั้ง กองกำลังติดอาวุธของสาธารณรัฐอิสลามและประชาชาติอิหร่านจะเป็นผู้กำหนดเวลาและเงื่อนไขในการยุติความขัดแย้ง” คาเมเนอีระบุในแถลงการณ์ผ่าน Telegram
สื่ออิหร่านรายงานเมื่อวันอาทิตย์ โดยเน้นคำสั่งของคาเมเนอีที่ให้กองทัพตอบโต้การโจมตีครั้งใหม่ “โดยไม่มีข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์”
การโจมตีทางอากาศอย่างหนักของสหรัฐฯ รวมถึงการโจมตีหลายครั้งหลังการพักรบเดือนเมษายนล่มลง ไม่สามารถทำลายขีดความสามารถในการผลิตขีปนาวุธและโดรนของอิหร่านได้ทั้งหมด เจ้าหน้าที่ชาติตะวันตกเปิดเผยกับ Bloomberg เมื่อเดือนตุลาคมว่า อิหร่านยังรักษากำลังการผลิตไว้ได้มากพอที่จะผลิตอาวุธเติมคลัง
เจ้าหน้าที่รายหนึ่งระบุว่า อิหร่านยังมีขีปนาวุธทิ้งตัวในคลังจำนวนมาก รวมถึงอาวุธต่อต้านเรือบางส่วน และรัสเซียยังจัดส่งขีปนาวุธให้อิหร่านด้วย
ข้อมูลของ Bloomberg Economics ระบุว่า นับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์จนถึงต้นเดือนตุลาคม อิหร่านใช้โดรน Shahed ไปแล้วมากกว่า 4,000 ลำ และยิงขีปนาวุธทิ้งตัวอย่างน้อย 2,000 ลูก ขณะที่การประเมินของหน่วยข่าวกรองชาติตะวันตกเมื่อเดือนมิถุนายนระบุว่า อิหร่านยังมีอาวุธคงเหลือประมาณสามในสี่ของปริมาณก่อนสงคราม อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนว่าปัจจุบันมีอาวุธเหลืออยู่เท่าใด
เอมิล โฮคาเยม (Emile Hokayem) นักวิจัยอาวุโสด้านความมั่นคงตะวันออกกลางของ International Institute for Strategic Studies (IISS) กล่าวว่า “อิหร่านเตรียมพร้อมสำหรับการสู้รบรอบใหม่ได้ดีกว่าเดิมมาก”
โฮคาเยมกล่าวว่า การตอบโต้ของอิหร่านตลอดสงครามครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า อิหร่านเรียนรู้จากความล้มเหลวก่อนหน้านี้ และพัฒนายุทธศาสตร์ทางทหารที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น
“นี่ไม่ใช่ชัยชนะของอิหร่าน แต่แสดงให้เห็นว่าอิหร่านสามารถต่อกรกับคู่ต่อสู้ได้ และองค์กรทางทหารของอิหร่านมีความสามารถในการเรียนรู้และปรับตัว” เขากล่าว
ในอีกด้านหนึ่ง ประเทศอ่าวกำลังพยายามจัดหาขีปนาวุธสกัดกั้นสำหรับระบบป้องกันภัยทางอากาศมาเติมคลัง ท่ามกลางภาวะขาดแคลนทั่วโลก และในช่วงที่สหรัฐฯ กับอิสราเอลให้ความสำคัญกับการจัดหาไว้ใช้เองก่อน ตามรายงานของ IISS ที่เผยแพร่เมื่อวันศุกร์
สงครามยังสะท้อนให้เห็นต้นทุนมหาศาลของการใช้ขีปนาวุธที่มีเทคโนโลยีซับซ้อนยิงสกัดโดรนราคาถูกของอิหร่าน กองกำลังของประเทศอ่าวจึงหันมาใช้เฮลิคอปเตอร์โจมตี เครื่องบินขับไล่ ปืนต่อสู้อากาศยาน และเครื่องรบกวนสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้นแทน
การโจมตียังเพิ่มความไม่พอใจในหมู่ประเทศอ่าว ซึ่งต้องแบกรับต้นทุนของความขัดแย้งที่ตนไม่ได้เป็นผู้เริ่มต้น
จาเซม อัลบูไดวี (Jasem AlBudaiwi) เลขาธิการคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (Gulf Cooperation Council: GCC) ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกหกประเทศ รวมถึงสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และซาอุดีอาระเบีย กล่าวต่อที่ประชุมเมื่อวันเสาร์ว่า “ประเทศสมาชิก GCC ไม่ได้เป็นคู่สงคราม และไม่ได้ต้องการให้เกิดสงครามนี้”
เจ้าหน้าที่จากประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคที่เข้าร่วมการประชุมในกรุงมานามาส่วนใหญ่กล่าวชื่นชมสหรัฐฯ ต่อสาธารณะ แต่ในการพูดคุยเป็นการส่วนตัว กลับแสดงความไม่พอใจต่อแนวทางดำเนินการทางทหารและการทูตของรัฐบาลสหรัฐฯ
ฮาซัน อัลฮาซัน (Hasan Alhasan) นักวิจัยอาวุโสด้านนโยบายตะวันออกกลางของ IISS กล่าวว่า “ทั่วทั้งภูมิภาคมีความผิดหวังอย่างกว้างขวางต่อสหรัฐฯ ทั้งจากความผิดพลาดอย่างขาดวิจารณญาณในการทำสงคราม ความไม่แน่นอนของการดำเนินการทางทหารและการทูตของรัฐบาลสหรัฐฯ และการตัดสินใจให้ความสำคัญกับการป้องกันอิสราเอลเหนือกว่าประเทศหุ้นส่วนในอ่าว”
“หากการที่สหรัฐฯ ปลดปล่อยคูเวตในปี 1991 เป็นจุดที่สถาปนาบทบาทของสหรัฐฯ ในภูมิภาค สงครามปี 2026 ก็อาจถูกจดจำว่าเป็นจุดที่ทำลายบทบาทนั้นลง” อัลฮาซันกล่าว
ขณะเดียวกัน ประเทศอ่าวกำลังเพิ่มความพยายามทางการทูตเพื่อป้องกันการโจมตีอิหร่านรอบใหม่โดยสหรัฐฯ และอิสราเอล โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากซาอุดีอาระเบีย ตุรกี และปากีสถานเดินทางไปกรุงเตหะรานเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่วนผู้ไกล่เกลี่ยจากกาตาร์หารือกับอิหร่านทั้งในกรุงเตหะรานและกรุงโดฮา
อย่างไรก็ตาม คู่สงครามยังมีจุดยืนแตกต่างกันอย่างมาก อิหร่านต้องการให้สหรัฐฯ ยุติการปิดล้อมทางทะเล ผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตร และปล่อยทรัพย์สินที่ถูกอายัด ก่อนที่จะเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ขณะที่สหรัฐฯ เรียกร้องให้อิหร่านยอมผ่อนปรนในประเด็นนิวเคลียร์
อับบาส อารักชี (Abbas Araghchi) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่า ผู้ไกล่เกลี่ยกำลังหารือแผนเปิดเส้นทางเดินเรือดังกล่าวอีกครั้งภายในสองวัน หากสหรัฐฯ ปฏิบัติตามเงื่อนไขของอิหร่าน แต่การบรรลุข้อตกลง “ขึ้นอยู่กับคำตอบที่อีกฝ่ายให้ต่อคำถามของเรา”
การ์กาช ที่ปรึกษาด้านการทูตของประธานาธิบดีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เตือนถึงผลที่จะตามมาหากความพยายามทางการทูตล้มเหลวว่า “หากไม่สามารถลดช่องว่างระหว่างจุดยืนเหล่านี้ได้ เราก็ต้องกังวลถึงสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด”
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-11-01/gulf-states-fear-fiercer-iran-retaliation-if-us-strikes-again?utm_source=website&utm_medium=share&utm_campaign=copy