.
จีนทุ่มทุนกว่า 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ ลงทุนใน 138 ประเทศทั่วโลก ในรอบ 20 ปี 'สหรัฐฯ รับเงินทุนจีนสูงสุด' ตามด้วย ออสเตรเลีย–อังกฤษ
20-4-2026
Visual Capitalis รายงานว่า ทุ่มลงทุนต่างประเทศทะลุ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ใ น 20 ปี โดยมีสหรัฐฯ ครองแชมป์ผู้รับเงินทุนสูงสุด ข้อมูลจาก China Global Investment Tracker (CGIT) ซึ่งจัดทำร่วมกันโดย American Enterprise Institute (AEI) และ Heritage Foundation เผยให้เห็นภาพรวมการลงทุนต่างประเทศของ China (จีน) ในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 2005 ถึง 2025 ว่า บริษัท China (จีน) ได้ลงทุนออกไปต่างประเทศรวมทั้งสิ้นกว่า 1.558 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ใน 138 ประเทศทั่วโลก โดยมูลค่ารวมกว่าครึ่งหนึ่ง หรือ 806.8 พันล้านดอลลาร์ กระจุกตัวอยู่ในเพียง 10 ประเทศแรก ทั้งนี้รายงานดังกล่าวนับรวมเฉพาะธุรกรรมที่มีมูลค่าตั้งแต่ 100 ล้านดอลลาร์ขึ้นไปเท่านั้น
สหรัฐฯ (US) ยังคงเป็นเป้าหมายเบอร์ 1 ท่ามกลางความตึงเครียด
แม้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีนจะเสื่อมถอยลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่สหรัฐฯ (US) ยังคงเป็นประเทศที่ได้รับเม็ดเงินลงทุนจากจีนมากที่สุดในโลก รวมมูลค่ากว่า 2.04 แสนล้านดอลลาร์ ตลอดช่วง 20 ปีที่ผ่านมา โดยธุรกรรมที่ใหญ่ที่สุดคือการที่บริษัท Shuanghui เข้าซื้อกิจการ Smithfield Foods ผู้ผลิตเนื้อหมูรายใหญ่ที่สุดของโลกในปี 2013 ด้วยมูลค่า 7.1 พันล้านดอลลาร์
แม้ว่าคณะกรรมการว่าด้วยการลงทุนจากต่างประเทศในสหรัฐฯ (CFIUS) จะเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบการลงทุนจากจีนมากขึ้น แต่ในปี 2025 ยังคงมีเม็ดเงินลงทุนใหม่ไหลเข้าสู่สหรัฐฯ กว่า 3.79 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งสะท้อนว่าเศรษฐกิจของสองมหาอำนาจยังคงมีความเชื่อมโยงกันอย่างมีนัยสำคัญ
10 ปลายทางหลัก: ชาติตะวันตกนำโด่ง–บราซิล–อินโดฯ แจ้งเกิด
จากการจัดอันดับ 15 ประเทศแรกที่รับเงินลงทุนจากจีนระหว่างปี 2005–2025 มีรายละเอียดสำคัญดังนี้
อันดับ 1 สหรัฐอเมริกา (United States) 204.14 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
อันดับ 2 ออสเตรเลีย (Australia) 108.12 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
อันดับ 3 สหราชอาณาจักร (United Kingdom) 106.58 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
อันดับ 4 บราซิล (Brazil) 78.88 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
อันดับ 5 สวิตเซอร์แลนด์ (Switzerland) 62.87 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
อันดับ 6 แคนาดา (Canada) 57.28 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
อันดับ 7 เยอรมนี (Germany) 56.34 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
อันดับ 8 อินโดนีเซีย (Indonesia) 49.37 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
อันดับ 9 สิงคโปร์ (Singapore) 46.11 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
อันดับ 10 ฝรั่งเศส (France) 37.07 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
ในบรรดา 10 อันดับแรก ส่วนใหญ่เป็นประเทศพัฒนาแล้วในโลกตะวันตกที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่และโครงสร้างเศรษฐกิจหลากหลาย ทั้งออสเตรเลีย สวิตเซอร์แลนด์ แคนาดา เยอรมนี ฝรั่งเศส และสหราชอาณาจักร ซึ่งล้วนเป็นตลาดที่มีทั้งทรัพย์สินเชิงยุทธศาสตร์ เทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐานที่จีนต้องการเข้าไปถือครองหรือร่วมลงทุน
ข้อสังเกตสำคัญคือมี 2 ประเทศตลาดเกิดใหม่ที่ทะลุขึ้นมาสู่กลุ่มนำ ได้แก่ บราซิล และอินโดนีเซีย ซึ่งต่างเป็นสมาชิกกลุ่ม BRICS+ หรือมีความเชื่อมโยงใกล้ชิดกับจีนในกรอบเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ
บราซิลรับเงินลงทุนจากจีนสะสม 78.88 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และในปี 2025 เพียงปีเดียว บราซิลขึ้นแท่นปลายทางรับทุนจีนมากที่สุดในโลก ด้วยเม็ดเงินลงทุนกว่า 7.31 พันล้านดอลลาร์สหรัฐจากบริษัทขนาดใหญ่อย่าง State Grid และ China Communications Construction ในด้านพลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน
อินโดนีเซียรับเงินลงทุนสะสม 49.37 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่สิงคโปร์ แม้จะเป็นรัฐขนาดเล็กมีประชากรเพียงราว 6 ล้านคน แต่กลับดึงดูดเงินลงทุนจากจีนได้ถึง 46.11 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ตัวเลขใกล้เคียงกับอินโดนีเซียซึ่งเป็นประเทศที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 4 ของโลก สะท้อนว่าความเป็นศูนย์กลางการเงิน การค้า และระบบกฎหมายที่ชัดเจน มีน้ำหนักมากต่อการตัดสินใจของนักลงทุนจีนไม่แพ้ขนาดตลาดภายในประเทศ
ในทางกลับกัน อินเดีย (India) ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ติดอันดับโลกและเป็นสมาชิก BRICS+ กลับรับเม็ดเงินลงทุนจากจีนเพียง 17.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐตลอดช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ตัวเลขที่ต่ำกว่าประเทศอื่นในกลุ่มนำอย่างชัดเจน สะท้อนผลพวงจากความขัดแย้งด้านการเมืองและความสัมพันธ์ทวิภาคีจีน–อินเดียที่ตึงเครียดต่อเนื่อง
รัฐวิสาหกิจจีนเป็นหัวหอกลงทุนต่างแดน
ต่างจากประเทศผู้ลงทุนรายใหญ่รายอื่น เช่น เยอรมนี ญี่ปุ่น หรือสหรัฐฯ การลงทุนในต่างประเทศของจีนถูกขับเคลื่อนโดย “รัฐวิสาหกิจ” ในสาขายุทธศาสตร์หลักเป็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นพลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน และโลจิสติกส์
ตัวอย่างชัดเจนคือ State Grid บริษัทสาธารณูปโภครายใหญ่ของจีนที่มีรายได้รวมสูงเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจาก Walmart และ Amazon เท่านั้น โดย State Grid ลงทุนในต่างประเทศไปแล้วกว่า 33 พันล้านดอลลาร์สหรัฐนับตั้งแต่ปี 2005 โดยกระจายไปในหลายประเทศ เช่น ออสเตรเลีย บราซิล ชิลี อิตาลี รัสเซีย และฟิลิปปินส์
นอกจาก State Grid ยังมีรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่อีกหลายแห่งในกลุ่มพลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน เช่น China National Petroleum Corporation และ China Three Gorges ที่ทยอยออกไปลงทุนในต่างประเทศด้วยเม็ดเงินรวมระดับ “หลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ” ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ทั้งเพื่อรองรับความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นภายในจีน และเพื่อเติมเต็มช่องว่างด้านโครงสร้างพื้นฐานในตลาดเกิดใหม่ที่ต้องการเงินทุนขนาดใหญ่
แนวโน้มการลงทุนเช่นนี้ทำให้จีนไม่เพียงแต่เป็นผู้เล่นหลักในฐานะ “ตลาดผู้บริโภค” เท่านั้น แต่ยังกลายเป็นผู้จัดหาเงินทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน และอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ให้กับหลายภูมิภาคทั่วโลก เพิ่มทั้งอิทธิพลทางเศรษฐกิจและน้ำหนักทางการเมืองของปักกิ่งในเวทีระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่องในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.visualcapitalist.com/china-invested-most-in-last-20-years/