.
สหรัฐฯ รุกฆาตทางทะเล 'ทรัมป์' สั่ง 'ล็อกอำนาจเหนือ 4 ช่องแคบ' ยุทธศาสตร์โลก ปานามา–ฮอร์มุซ–มะละกา–ยิบรอลตาร์ ปิดล้อมเส้นทางพลังงานและสินค้าโดยไม่ต้องตั้งฐานทัพใหม่”
20-4-2026
Tanvi Ratna นักวิเคราะห์และวิศวกรด้านภูมิเศรษฐศาสตร์ และ คอลัมนิสต์ FoxNews เผยแพร่บทความเชิงวิเคราะห์บน แพลตฟอร์ม X ว่า สหรัฐฯ ถูกมองว่ากำลังทุ่มสรรพกำลังไปที่ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) แต่ในความเป็นจริง วอชิงตันได้เคลื่อนยุทธศาสตร์อย่างเงียบๆ จนสามารถล็อกการฉายกำลัง (power projection) ครอบคลุมช่องแคบยุทธศาสตร์สำคัญของโลกครบทั้ง 4 จุด ได้แก่ ปานามา (Panama) ฮอร์มุซ (Hormuz) มะละกา (Malacca) และยิบรอลตาร์ (Gibraltar) ภายในระยะเวลาเพียง 15 เดือนหลังเข้ารับตำแหน่งของรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) รอบสอง ถือเป็นการจัดระเบียบอำนาจครั้งใหญ่ที่ส่งแรงกระเพื่อมต่อภูมิรัฐศาสตร์โลก
การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ทางยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่นี้เกิดขึ้นภายในเวลาเพียง 15 เดือนหลังจาก นายโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) เข้ารับตำแหน่ง ซึ่งส่งผลกระทบในวงกว้างระดับโลก โดยนักวิเคราะห์ระบุว่า ประเทศอิหร่าน (Iran) ไม่ใช่เพียงจุดยุทธศาสตร์จุดหนึ่งเท่านั้น แต่เป็น "ตัวเร่ง" (Catalyst) ที่นำไปสู่การรีเซตสถานการณ์ในพื้นที่ต่างๆ ที่อยู่ห่างไกลออกไปจากตะวันออกกลาง โดยพบว่า 3 ใน 4 ของช่องแคบเหล่านี้ถูกจัดระเบียบใหม่ในเวลาที่ไล่เลี่ยกัน ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นถึงแผนงานที่วางไว้ล่วงหน้าของสหรัฐฯ (US) ผ่านรูปแบบการดำเนินงานที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่
ช่องแคบทั้ง 4 แห่งนี้ รองรับการค้าโลกถึง 40% และการขนส่งน้ำมัน 20% ครอบคลุม 4 ภูมิภาคหลัก ได้แก่ ปานามา (อเมริกา), ยิบรอลตาร์ (ยุโรป), ฮอร์มุซ (เอเชียและตะวันออกกลาง) และมะละกา (เอเชีย) ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นหัวใจสำคัญของระเบียบโลกใหม่ภายใต้การนำของ นายโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump)
1. ช่องแคบปานามา (Panama Canal): การใช้แรงกดดันทางกฎหมาย
สหรัฐฯ (US) สามารถควบคุมจุดนี้ได้ในเดือนมกราคม 2026 เพียงหนึ่งเดือนก่อนเริ่มปฏิบัติการ Operation Epic Fury ใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ (Hormuz) โดยเริ่มต้นจากการกดดันในเดือนมกราคม 2025 เมื่อ นายโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ระบุว่าการที่บริษัท CK Hutchison จากฮ่องกง (Hong Kong) เข้าควบคุมสถานีขนส่งสินค้านั้นเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ นอกจากนี้เขายังไม่ปฏิเสธการใช้มาตรการทางทหารหรือเศรษฐกิจเพื่อให้ได้มาซึ่งการควบคุมคลองปานามา (Panama Canal) และเกาะกรีนแลนด์ (Greenland)
ต่อมาในปี 2025 การตรวจสอบของปานามาพบความผิดปกติในสัญญาของบริษัทฮ่องกง จนนำไปสู่คำตัดสินของศาลฎีกาในเดือนมกราคม 2026 ที่ระบุว่าสัญญาดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญ ส่งผลให้สถานีขนส่งสินค้าเปลี่ยนมือจากจีนไปสู่การควบคุมของ Maersk, Blackrock และกลุ่มทุนอิตาลี (Italy) โดยไม่ต้องใช้ทหารหรือการลั่นกระสุนแม้แต่นัดเดียว
2. ช่องแคบฮอร์มุซ (Hormuz): ยุทธศาสตร์การใช้กำลังทางทหาร (Kinetic Strategy)
เป็นจุดที่ทั่วโลกเฝ้าจับตาผ่านปฏิบัติการ Operation Epic Fury ที่มุ่งทำลายระบบป้องกันและโลจิสติกส์ของประเทศอิหร่าน (Iran) โดย ณ เดือนเมษายน 2026 การปิดล้อมและการเจรจากำลังดำเนินอยู่ ส่งผลให้การคงกำลังของสหรัฐฯ (US) กลายเป็นเรื่องปกติ และได้รับการยอมรับจากกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ (Gulf countries)
3. ช่องแคบมะละกา (Malacca Strait): ข้อตกลงความมั่นคงและสิทธิเหนือน่านฟ้า
เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2026 นายพีท เฮกเซธ (Pete Hegseth) รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ได้ลงนามในข้อตกลง "หุ้นส่วนความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศที่สำคัญ" (Major Defense Cooperation Partnership) กับประเทศอินโดนีเซีย (Indonesia) ณ อาคารเพนตากอน (Pentagon) ชัยชนะหลักคือ สหรัฐฯ (US) ได้รับสิทธิในการส่งเครื่องบินทหารบินผ่านน่านฟ้าอินโดนีเซียแบบครอบคลุม (Blanket overflight rights) โดยไม่ต้องขออนุญาตเป็นรายกรณี เพียงแค่แจ้งให้ทราบเท่านั้น ข้อตกลงนี้ช่วยให้สหรัฐฯ (US) สามารถสอดแนมและวางกำลังตอบโต้ได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องตั้งฐานทัพใหม่ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศจีน (China) ที่พึ่งพาช่องแคบนี้ในการนำเข้าน้ำมันถึง 80%
4. ช่องแคบยิบรอลตาร์ (Strait of Gibraltar): พันธมิตรระยะยาว 10 ปี
เพียงสองวันหลังจากข้อตกลงกับอินโดนีเซีย ในวันที่ 16 เมษายน 2026 สหรัฐฯ (US) และประเทศโมร็อกโก (Morocco) ได้ลงนามใน "แผนที่ความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศปี 2026–2036" (2026–2036 Defense Cooperation Roadmap) ณ อาคารเพนตากอน (Pentagon) โดยมี นายเอลบริดจ์ โคลบี (Elbridge Colby) ปลัดกระทรวงสงคราม เป็นผู้ต้อนรับตัวแทนจากโมร็อกโก (Morocco)
ข้อตกลงนี้ครอบคลุมถึงการใช้อาวุธระดับมาตรฐานนาโต (NATO-level weapons), การฝึกร่วม, หน่วยข่าวกรอง, ไซเบอร์ (Cyber) และการต่อต้านการก่อการร้าย รวมถึง "การบูรณาการการปฏิบัติการในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน" เป็นเวลา 10 ปีเต็ม ซึ่งช่วยให้สหรัฐฯ (US) ควบคุมเส้นทางเชื่อมต่อแอตแลนติก-เมดิเตอร์เรเนียนได้โดยไม่ต้องตั้งฐานทัพเพิ่ม
บทสรุป: ภายในสัปดาห์เดียว สหรัฐฯ (US) ได้ดำเนินการปิดจ็อบใน 3 จุดยุทธศาสตร์สุดท้าย (ฮอร์มุซ-มะละกา-ยิบรอลตาร์) ในขณะที่ชาวโลกมัวแต่พะวงกับข่าวสงครามในอิหร่าน เส้นทางการค้าที่เคยเป็นจุดอ่อน ปัจจุบันได้กลายเป็น "ความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์" ของสหรัฐฯ (US) ภายใต้การนำของ นายโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) อย่างสมบูรณ์
---
IMCT NEWS
ที่มา https://x.com/tanvi_ratna/status/2045508417603727870?s=20
https://tanviratna.substack.com/p/the-iran-war-is-the-climactic-chapter