.
เปิดหน้า “ผู้ชนะ–ผู้แพ้” จากการเจรจาระหว่าง 'ทรัมป์-สี จิ้นผิง' หลังซัมมิตปักกิ่ง ใครเสียในเกมอิหร่าน–ไต้หวัน–การค้าโลก?
16-5-2026
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า การเยือนประเทศจีน (China) ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ในครั้งนี้เต็มไปด้วยพิธีการที่หรูหราและการแสดงออกถึงมิตรภาพระหว่างสองผู้นำ แต่เมื่อพิจารณาถึง "ผลลัพธ์ที่จับต้องได้" (Deliverables) กลับพบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละภาคส่วน โดยเฉพาะท่ามกลางวิกฤตสงครามในอิหร่าน (Iran) และภาวะเงินเฟ้อทั่วโลก
กลุ่มผู้ชนะ (The Winners)
1. สี จิ้นผิง (Xi Jinping)
ผู้นำจีนประสบความสำเร็จในการควบคุมบรรยากาศการประชุมให้ราบรื่นโดยไม่มีข้อขัดแย้งรุนแรง และได้รับชัยชนะด้านการประชาสัมพันธ์ (Propaganda victory) จากการที่ทรัมป์ยอมรับกรอบความสัมพันธ์ "ที่มั่นคงในเชิงกลยุทธ์ที่สร้างสรรค์" นอกจากนี้ จีนยังสามารถชิงพื้นที่ข่าวในประเด็นไต้หวัน (Taiwan) โดยการย้ำจุดยืนที่แข็งกร้าวต่อหน้าทรัมป์ก่อนการปิดการหารือ ซึ่งทำให้ภาพลักษณ์ของปักกิ่ง (Beijing) ดูมีอำนาจต่อรองที่เหนือกว่าในพื้นที่สื่อ
2. เจนเซน หวง (Jensen Huang) และ Nvidia
แม้ในช่วงแรกจะไม่มีชื่อในคณะผู้แทนภาคธุรกิจ แต่ซีอีโอของ Nvidia สามารถแทรกตัวเข้าร่วมคณะเดินทางบนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน (Air Force One) จากอลาสก้ามุ่งหน้าสู่ปักกิ่งได้อย่างน่าทึ่ง การที่ทรัมป์หยิบยกประเด็นชิป H200 ขึ้นหารือกับผู้นำจีนโดยตรง ถือเป็นการสร้างโอกาสให้ Nvidia ยังคงอยู่ใน "เรดาร์" ของตลาดจีน ท่ามกลางความพยายามของจีนในการพัฒนาเทคโนโลยีของตนเอง
3. Visa Inc.
ทรัมป์ได้แสดงบทบาทเป็นตัวแทนผลักดันให้ยักษ์ใหญ่ด้านบัตรเครดิตของสหรัฐฯ สามารถเข้าสู่ตลาดการชำระเงินในจีนที่มีบัตรหมุนเวียนกว่า $10.2$ พันล้านใบ และมีมูลค่าธุรกรรมสูงถึง $963.6$ ล้านล้านหยวน (ประมาณ $142$ ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในปี $2025$ โดยทรัมป์ระบุว่าเขาได้กดดัน สี จิ้นผิง โดยตรงเพื่อปลดล็อกการ "แบล็กลิสต์" ที่บริษัทเคยเผชิญ
4. อิหร่าน (Iran) - ในเชิงยุทธศาสตร์
แม้จะเป็นเป้าหมายหลักที่สหรัฐฯ ต้องการให้จีนช่วยกดดัน แต่รายงานเบื้องต้นระบุว่าทรัมป์ได้รับความช่วยเหลือเพียงเล็กน้อยจาก สี จิ้นผิง ในประเด็นนี้ การที่จีนไม่ยอมรับข้อตกลงที่ชัดเจนในการกดดันรัฐบาลเตหะราน (Tehran) อย่างรุนแรง ทำให้ความกดดันทางการทูตต่ออิหร่านไม่พุ่งสูงขึ้นอย่างที่ทำเนียบขาวคาดหวังไว้
กลุ่มผู้แพ้ (The Losers)
1. โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump)
แม้จะได้รับภาพลักษณ์ของการเป็นผู้นำระดับโลก แต่ในเชิงสาระสำคัญ ทรัมป์กลับมายังสหรัฐฯ พร้อมผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมเพียงน้อยนิด (Paltry deliverables) เขาไม่สามารถดึงคำมั่นสัญญาที่มีน้ำหนักจากจีนในเรื่องการยุติความขัดแย้งในตะวันออกกลาง หรือการแก้ไขปัญหาการเมืองในประเทศที่เขากำลังเผชิญอยู่ได้
2. ไต้หวัน (Taiwan)
การที่ประธานาธิบดีทรัมป์เลือกที่จะใช้คำพูดว่า "ผมไม่พูดถึงเรื่องนั้น" เมื่อถูกถามเรื่องการปกป้องไต้หวันจากการโจมตี และการที่ยังไม่มีการตัดสินใจที่แน่นอนเกี่ยวกับข้อตกลงขายอาวุธมูลค่า $14$ พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สร้างความไม่แน่นอน (Ambiguity) ที่ส่งผลเสียต่อความเชื่อมั่นด้านความมั่นคงของไต้หวัน ในขณะที่จีนกลับมีความชัดเจนในการข่มขู่มากขึ้น
3. ความโปร่งใสทางการทูต
การจัดเตรียมการเยือนที่เป็นไปอย่างเร่งรีบและวุ่นวาย ส่งผลให้แถลงการณ์สรุป (Readout) ของฝั่งสหรัฐฯ มีความยาวเพียง $158$ คำ ซึ่งแทบไม่ได้ระบุถึงความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมในประเด็นสำคัญ เช่น เสถียรภาพในช่องแคบไต้หวัน เมื่อเทียบกับแถลงการณ์ที่ละเอียดและมีทิศทางชัดเจนกว่าของฝั่งจีน
บทสรุป:
การประชุมสุดยอดครั้งนี้เป็นชัยชนะของ "พิธีการ" (Pageantry) เหนือ "นโยบาย" (Policy) โดยที่ปักกิ่งสามารถรักษาสถานะเดิมและขยายอิทธิพลทางความคิดได้มากกว่า ในขณะที่ฝั่งสหรัฐฯ ยังคงต้องเผชิญกับโจทย์เดิมที่ยังไม่มีทางออกที่ชัดเจนทั้งในและต่างประเทศ
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-05-15/winners-and-losers-from-trump-and-xi-s-two-day-beijing-summit?srnd=phx-politics