สหรัฐฯ ยกระดับความมั่นคงมาตุภูมิ
สหรัฐฯ ยกระดับความมั่นคงมาตุภูมิ ทรัมป์ไม่แคร์ NATO รุกคืบคุมกรีนแลนด์ หวังสร้างฐานทัพถาวรรับมือภัยคุกคาม 'รัสเซีย-จีน ในอาร์กติก'
17-1-2026
Asia Times รายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) แสดงความชัดเจนในการเร่งสร้างอิทธิพลทางการเมืองในวาระที่สองของการดำรงตำแหน่ง โดยเริ่มต้นปี 2026 ด้วยปฏิบัติการทางทหารที่ดุดัน ทั้งการโจมตีกลุ่มรัฐอิสลามในซีเรีย (Syria) การลักพาตัวประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร (Nicolás Maduro) แห่งเวเนซุเอลา (Venezuela) การข่มขู่จะแทรกแซงอิหร่าน (Iran) และการประกาศว่าสหรัฐฯ จะเข้าควบคุมกรีนแลนด์ (Greenland) ไม่ว่าจะด้วยวิธีการเจรจาหรือวิธีใดก็ตาม
ในบรรดาประเด็นเหล่านี้ แผนการผนวกกรีนแลนด์เข้าเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ ถือเป็นเรื่องที่สร้างความขัดแย้งมากที่สุด เนื่องจากอาจนำไปสู่การล่มสลายของกลุ่มพันธมิตรนาโต (NATO) ได้
กรีนแลนด์ ซึ่งเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลกและเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรเดนมาร์ก (Denmark) มีแร่ธาตุที่สำคัญจำนวนมหาศาลซึ่งพร้อมจะสร้างความมั่งคั่งและโอกาสทางธุรกิจ อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กลับเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการยึดครองกรีนแลนด์เพื่อความมั่นคงแห่งชาติ โดยอ้างถึงอันตรายจากรัสเซีย (Russia) และจีน (China) ซึ่งเขาระบุว่าเรือของทั้งสองประเทศกำลังเฝ้าสังเกตการณ์ในน่านน้ำรอบเกาะอย่างใกล้ชิด
ในส่วนของรัสเซียนั้น ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน (Vladimir Putin) ปฏิเสธที่จะวิพากษ์วิจารณ์ความทะเยอทะยานของทรัมป์ โดยระบุว่าสหรัฐฯ มีแผนที่จะผนวกกรีนแลนด์มานานแล้ว และอนาคตของเกาะแห่งนี้ "ไม่เกี่ยวข้องกับรัสเซีย" นอกจากนี้ รัสเซียยังแสดงท่าทีพร้อมร่วมมือทางเศรษฐกิจกับอาร์กติก โดยหลังการพบปะระหว่างปูตินและทรัมป์ในเดือนสิงหาคม 2025 ที่อลาสก้า (Alaska) รัสเซียได้เสนอแนวคิดการสร้าง "อุโมงค์ปูติน-ทรัมป์" (Putin-Trump tunnel) ข้ามทะเลเบริง (Bering Sea) ซึ่งทรัมป์มีปฏิกิริยาตอบรับในเชิงบวก
ทางด้านจีน (China) กลับแสดงความไม่พอใจต่อยุทธศาสตร์นี้ เนื่องจากจีนมองว่าอาร์กติกเป็น "พื้นที่ส่วนรวมของโลก" (Global Commons) ที่รัฐนอกเขตอาร์กติกควรมีส่วนได้ส่วนเสียอย่างเท่าเทียม จึงไม่พอใจต่อข้อตกลงใดๆ ที่จะนำไปสู่การแบ่งเขตอิทธิพลระหว่างสหรัฐฯ และรัสเซียในพื้นที่ดังกล่าว
ประวัติศาสตร์การพยายามครอบครอง
สหรัฐฯ พยายามซื้อกรีนแลนด์มาตั้งแต่ปี 1867 โดยวิลเลียม ซีวาร์ด (William Seward) รัฐมนตรีต่างประเทศในขณะนั้นประสบความล้มเหลวในการขอซื้อกรีนแลนด์และไอซ์แลนด์ (Iceland) จากเดนมาร์ก ต่อมาในปี 1946 แฮร์รี ทรูแมน (Harry Truman) ได้เสนอเงิน 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐแต่ถูกปฏิเสธ จนกระทั่งปี 1951 ทั้งสองประเทศจึงบรรลุสนธิสัญญาที่อนุญาตให้สหรัฐฯ วางกำลังทหารและติดตั้งระบบเตือนภัยล่วงหน้าในช่วงสงครามเย็น
อย่างไรก็ตาม เมื่อสหภาพโซเวียตล่มสลาย ความสำคัญของกรีนแลนด์ก็ลดน้อยลง กำลังพลของสหรัฐฯ ลดลงจากกว่า 10,000 นาย เหลือเพียงประมาณ 150-200 นายที่ฐานอวกาศพิทุฟฟิก (Pituffik Space Base) หรืออดีตฐานทัพอากาศธูเล (Thule Air Base) แต่ปัจจัยจากสงครามยูเครน (Ukraine) ความก้าวร้าวของรัสเซียและจีน รวมถึงภาวะน้ำแข็งละลายจากเอฟเฟกต์ของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ได้ส่งผลให้สหรัฐฯ กลับมาให้ความสนใจในภูมิภาคนี้อีกครั้ง โดยประธานาธิบดีสหรัฐฯ มองว่ากรีนแลนด์คือจุดเปราะบางทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญ
ภัยคุกคามจากรัสเซีย
กรีนแลนด์ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของ "ช่องว่าง GIUK" (Greenland–Iceland–United Kingdom gap) ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการป้องกันยุโรปของนาโต หากรัสเซียสามารถส่งเรือดำน้ำจากกองเรือเหนือ (Northern Fleet) ในมูร์มันสค์ (Murmansk) ผ่านจุดนี้ไปได้ จะสามารถคุกคามเป้าหมายในฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ ได้ทันที
นอกจากนี้ รัสเซียยังได้ปรับปรุงฐานทัพนิวเคลียร์และฐานทัพอากาศในคาบสมุทรโกลา (Kola Peninsula) และขยายขีดความสามารถของฐานทัพในเขตขั้วโลกเหนือ เช่น Nagurskoye และเกาะ Kotelny ให้สามารถรองรับเครื่องบินทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ขนาดหนักได้ตลอดทั้งปี ซึ่งเครื่องบินอย่าง Mikoyan Mig-31, Sukhoi Su-35 และ Tupolev Tu-95 สามารถปฏิบัติการจากฐานทัพเหล่านี้เพื่อทำลายล้างฐานพิทุฟฟิกได้
ปัจจุบัน รัสเซียและจีนยังได้เริ่มการลาดตระเวนทางอากาศร่วมกันในภูมิภาคนี้อย่างต่อเนื่อง สร้างความกังวลต่อความพร้อมในการป้องกันประเทศของอลาสก้า โดยอาวุธของพวกเขาส่วนใหญ่เป็นระบบ "Stand-off" ที่สามารถโจมตีได้จากระยะไกลเกินกว่าที่อาวุธป้องกันจะเอื้อมถึง หากรัสเซียหรือจีนเข้ายึดครองพื้นที่บางส่วนของกรีนแลนด์ จะหมายความว่าอาวุธร้ายแรงเหล่านี้จะอยู่ห่างจากสหรัฐฯ เพียง 1,300 ไมล์ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ
การตอบโต้ของสหรัฐฯ
ในเดือนมิถุนายน 2025 กองบัญชาการภาคเหนือของสหรัฐฯ (US Northern Command) ได้เข้ามาดูแลรับผิดชอบกรีนแลนด์อย่างเต็มตัวเพื่อบูรณาการเข้ากับการป้องกันมาตุภูมิ โดยฌอน พาร์เนลล์ (Sean Parnell) โฆษกเพนตากอน (Pentagon) ระบุว่านี่คือการสร้างความแข็งแกร่งในการป้องกันซีกโลกตะวันตกและกระชับความสัมพันธ์กับพันธมิตรในอาร์กติก
ทั้งนี้ ทรัมป์ได้วิพากษ์วิจารณ์ความพยายามในการป้องกันกรีนแลนด์ของยุโรปในปัจจุบัน โดยยืนยันว่ามีเพียงสหรัฐฯ เท่านั้นที่ปกป้องสหรัฐฯ ได้ ความเชื่อมั่นนี้ยิ่งเพิ่มพูนขึ้นหลังจากความสำเร็จของปฏิบัติการ Operation Absolute Resolve ในการบุกชิงตัวมาดูโรจากคารากัส (Caracas) ซึ่งกองกำลังผสมของสหรัฐฯ แสดงให้เห็นถึงขีดความสามารถในการทำลายระบบป้องกันภัยทางอากาศ ทั้งเรดาร์ JY-27A ของจีน รวมถึงระบบ S-300 และ Buk-M2 ของรัสเซียได้อย่างราบคาบ
ไม่ว่าทรัมป์จะบรรลุความปรารถนาในการผนวกกรีนแลนด์หรือไม่ แต่เป็นที่แน่ชัดว่ากรีนแลนด์จะกลับมาเป็นที่ตั้งของกองกำลังสหรัฐฯ ที่เข้มแข็งอีกครั้ง และภูมิภาคอาร์กติกจะกลายเป็นพื้นที่จัดแสดงเทคโนโลยีทางทหารล่าสุดที่สหรัฐฯ มีอยู่ในคลังแสงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
---
IMCT NEWS
ที่มา https://asiatimes.com/2026/01/a-massive-arctic-military-buildup-will-center-on-greenland/