ผชช. เตือนอิหร่านอาจตอบโต้สหรัฐฯ รุนแรง
ผชช. เตือนอิหร่านอาจตอบโต้สหรัฐฯ รุนแรงกว่าครั้งก่อน งัดทุกมิติ 'ขีปนาวุธ-Proxy-ไซเบอร์' เล็งถล่ม 63 ฐานทัพตะวันออกกลาง
17-1-2026
Newsweek รายงานว่า ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิภาคเปิดเผยว่า การตอบโต้ของอิหร่าน (Iran) ต่อสหรัฐฯ (United States) ในครั้งนี้อาจเป็นอันตรายยิ่งกว่าการตอบโต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) จากเหตุการณ์โจมตีสถานประกอบการนิวเคลียร์เมื่อปีที่ผ่านมา โดยเหล่านักวิเคราะห์ได้ประเมินก้าวต่อไปของเตหะราน (Tehran) ท่ามกลางสถานการณ์ที่ตึงเครียดถึงขีดสุด
ปัจจุบันทรัมป์กำลังพิจารณาทางเลือกในการแทรกแซงอิหร่าน ซึ่งความไม่สงบภายในประเทศกำลังกลายเป็นภัยคุกคามครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปีต่อคณะผู้นำทางศาสนา โดยเตหะรานได้ออกมาเตือนว่าการโจมตีทางทหารของอเมริกาอาจทำให้ทรัพย์สินทางทหารของสหรัฐฯ ทั่วตะวันออกกลางตกอยู่ในอันตราย
ทั้งนี้ อิหร่านเคยพุ่งเป้าไปที่ฐานทัพอากาศ อัล อูเดด (Al Udeid Air Base) ในกาตาร์ (Qatar) เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2025 เพื่อแก้แค้นที่สหรัฐฯ โจมตีสถานประกอบการนิวเคลียร์ของอิหร่าน 3 แห่งในเดือนนั้น และเมื่อวันพุธที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ในฐานทัพดังกล่าวซึ่งเป็นฐานทัพที่ใหญ่ที่สุดของอเมริกาในภูมิภาค ได้รับคำแนะนำให้ถอนตัวภายหลังจากคำขู่ล่าสุดของเตหะราน ซึ่งแตกต่างจากเมื่อ 7 เดือนก่อน เนื่องจากครั้งนี้ระบอบการปกครองกำลังเผชิญกับ "ภัยคุกคามต่อความคงอยู่" (Existential threat)
โรสแมรี เคลานิก (Rosemary Kelanic) ผู้อำนวยการโครงการตะวันออกกลางจากสถาบันคลังสมอง ดีเฟนส์ ไพรออริตีส์ (Defense Priorities) กล่าวว่า "สถานการณ์นี้แตกต่างออกไปมาก เพราะมันเป็นเรื่องที่ว่าระบอบการปกครองจะดำรงอยู่ต่อไปในรูปแบบปัจจุบันได้หรือไม่" เธอยังเสริมว่าเมื่อ 7 เดือนก่อนอิหร่านยังคงมีความยับยั้งชั่งใจ แต่เธอไม่แน่ใจว่าจะเห็นระดับความยับยั้งชั่งใจแบบเดิมหรือไม่ หากสหรัฐฯ โจมตีโดยมีเป้าหมายเพื่อโค่นล้มระบอบการปกครอง
กำลังพลสหรัฐฯ 40,000 นายตกอยู่ในความเสี่ยง
จอน ฮอฟฟ์แมน (Jon Hoffman) นักวิจัยจากสถาบัน คาโต้ (Cato Institute) ระบุว่าเตหะรานต้องการส่งสัญญาณว่าการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอล (Israel) ภายในอิหร่านจะไม่กลายเป็นเรื่องปกติ "มีโอกาสสูงที่ระบอบการปกครองจะมองว่าการโจมตีระลอกใหม่รวมกับความไม่สงบในประเทศเป็นภัยคุกคามต่อความอยู่รอด ส่งผลให้เกิดการตอบโต้ต่อสหรัฐฯ ที่รุนแรงกว่าเดิม"
ฮอฟฟ์แมนกล่าวเสริมว่าสิ่งนี้จะเป็นอันตรายต่อชีวิตทหารสหรัฐฯ ราว 40,000 นายที่กระจายตัวอยู่ในฐานทัพและสิ่งอำนวยความสะดวกกว่า 63 แห่งทั่วภูมิภาค ซึ่งบางแห่งมีการป้องกันที่เบาบาง และอาจลากสหรัฐฯ เข้าสู่ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อในเวลาที่ประเทศกำลังแบกภาระในต่างแดนมากเกินไป
นอกจากฐานทัพอัล อูเดด (Al Udeid) ที่มีกำลังพลสหรัฐฯ ประมาณ 10,000 นายและเป็นศูนย์ประสานงานของเซนต์คอม (CENTCOM) แล้ว สหรัฐฯ ยังมีฐานทัพในอิรัก (Iraq) เช่น ฐานทัพอากาศ อัล อัสซาด (Al Asad Air Base) และฐานทัพอากาศเออร์บิล (Erbil Air Base) รวมถึงกองบัญชาการกลางกองกำลังทางเรือและกองเรือที่ 5 ในบาห์เรน (Bahrain) ตลอดจนกำลังพลในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, ซาอุดีอาระเบีย, ตุรกี และจอร์แดน
การใช้กลุ่มตัวแทนและขีปนาวุธ
แม้ว่าอิหร่านจะมีขีดความสามารถทางทหารด้อยกว่าวอชิงตัน (Washington) แต่ก็สามารถสร้างความเสียหายได้ผ่าน "กลุ่มติดอาวุธตัวแทน" (Proxy militias) หรือที่เรียกว่า "อักษะแห่งแรงต้านทาน" (Axis of Resistance) โดยเฉพาะในอิรักและซีเรีย ซึ่งเคลานิกชี้ว่าอิหร่านสามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้ง่ายกว่าการยิงขีปนาวุธโดยตรง
ขณะที่บริษัทที่ปรึกษาด้านข่าวกรอง S-RM ประเมินว่าเตหะรานมีแนวโน้มจะใช้คลังแสง "ขีปนาวุธนำวิถีระยะสั้นและระยะกลาง" โจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ทั่วภูมิภาคอ่าว และอาจใช้ไม้ตายสุดท้ายคือการขัดขวางการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งส่งผลกระทบต่อการค้าน้ำมันและก๊าซทั่วโลกถึงร้อยละ 20 แม้ว่าสิ่งนี้จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกน้ำมันของอิหร่านเองก็ตาม
ทางด้าน อาเมเนห์ เมห์วาร์ (Ameneh Mehvar) นักวิเคราะห์อาวุโสจาก ACLED ระบุว่าการตอบโต้ของอิหร่านจะถูกปรับตามขนาดของการแทรกแซงของสหรัฐฯ แต่หากเตหะรานตัดสินใจว่านี่คือวิกฤตความอยู่รอด พวกเขาอาจพุ่งเป้าไปที่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในอ่าวเปอร์เซีย รวมถึงโจมตีอิสราเอลด้วยขีปนาวุธนำวิถี และอาจใช้ปฏิบัติการแบบอสมมาตรหรือปฏิบัติการลับต่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ และอิสราเอลในต่างแดน
ในขณะเดียวกัน ข้อมูลการประเมินจากอิสราเอลระบุว่าทรัมป์ได้ตัดสินใจแทรกแซงแล้ว แม้ขอบเขตและระยะเวลายังไม่ชัดเจน โดยพลจัตวา (สำรอง) ยอสซี คูเปอร์วาสเซอร์ (Yossi Kuperwasser) จากสถาบัน JISS กล่าวว่าอิหร่านจะต้องการแสดงให้เห็นว่าตนเองไม่ได้สิ้นไร้ไม้ตอก แต่อาจเลือกการตอบโต้ที่วัดผลได้เพื่อรักษาหน้าโดยไม่ถลำลึกเข้าสู่สงครามเต็มรูปแบบ
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.newsweek.com/how-iran-could-strike-back-united-states-11359335