จีนปฏิวัติพลังงาน? เร่งขุดถ่านหินซินเจียง
จีนปฏิวัติพลังงาน? เร่งขุดถ่านหินซินเจียง ดันอุตฯเคมี ทดแทนน้ำมันตะวันออกกลาง
25-5-2026
สำนักข่าว SCMP รายงานว่า จีนเร่งยุทธศาสตร์เปลี่ยนผ่าน: ใช้ถ่านหินซินเจียงทดแทนน้ำมันดิบตะวันออกกลาง ท่ามกลางภาวะสงครามอิหร่านสะเทือนพลังงานโลก
สงครามในอิหร่าน (Iran) ที่กำลังกระทบอุปทานน้ำมันและเคมีภัณฑ์ของโลก กำลังเปิด “หน้าต่างเชิงยุทธศาสตร์” ให้จีนเร่งใช้ทรัพยากรถ่านหินมหาศาลในซินเจียง (Xinjiang) เพื่อลดแรงกระแทกจากวิกฤตพลังงานและเสริมความมั่นคงด้านอุตสาหกรรมของตนเอง โดยรายงานตอนที่ 2 ของซีรีส์ 2 ตอนของ ดานนี เผิง (Dannie Peng) ซึ่งลงพื้นที่เขตปกครองตนเองชนชาติหุยชางจี๋ (Changji Hui Autonomous Prefecture) ทางตอนเหนือของซินเจียง ระบุว่า จีนกำลังใช้การแปรรูปถ่านหินเป็นเคมีภัณฑ์เพื่อชดเชยความผันผวนจากน้ำมันโลกที่สั่นคลอนอย่างหนักจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
ปลายเดือนเมษายน พื้นที่ตอนเหนือของซินเจียงเผชิญอากาศร้อนจัด ท่ามกลางทุ่งเกลือแห้งแล้งสุดสายตา แต่ที่อู่ไฉ่วาน (Wucaiwan) เมืองอุตสาหกรรมซึ่งเติบโตอย่างรวดเร็วจากการพัฒนาด้านพลังงาน เสียงเครื่องจักรจากเหมืองเปิด โรงไฟฟ้าพลังความร้อน และโรงงานเคมีภัณฑ์ขนาดใหญ่ ได้เข้ามาแทนที่ความเงียบของทะเลทรายโกบี (Gobi Desert) พื้นที่ดังกล่าวเป็นหัวใจของเขตพัฒนาเศรษฐกิจและเทคโนโลยีแห่งชาติจุ่นตง (Zhundong National Economic and Technological Development Zone) ซึ่งตั้งอยู่บนแหล่งสำรองถ่านหินราว 390 พันล้านตัน และเป็น 1 ใน 4 ฐานการผลิตเคมีภัณฑ์จากถ่านหินสมัยใหม่ขนาดใหญ่ของจีน
ในมุมมองของรายงาน พื้นที่ตะวันตกไกลของจีนกำลังก่อรูปเป็น “ตะวันออกกลางใหม่” ที่ขับเคลื่อนด้วยถ่านหินแทนน้ำมัน โดยโรงงานขนาดใหญ่และทันสมัยบางแห่งของโลกกำลังแปรรูปถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงเหลว ก๊าซสะอาด พลาสติก และปุ๋ยเคมี ท่ามกลางบริบทที่น้ำมันจากอ่าวเปอร์เซีย (Persian Gulf) ซึ่งครองสถานะเสาหลักของเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมโลกมานานเกือบ 1 ศตวรรษ กำลังถูกกระทบอย่างหนักจากสงครามต่ออิหร่าน (Iran) ที่สหรัฐฯ (US) และอิสราเอล (Israel) เปิดฉากในปีนี้
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า จีนเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่ยังลงทุนอย่างต่อเนื่องในอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์จากถ่านหิน ทั้งด้านการวิจัยและการขยายกำลังการผลิต โดย เควิน ถู (Kevin Tu) กรรมการผู้จัดการของ Agora Energy China กล่าวว่า ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา จีนแทบเป็นประเทศเดียวที่เดินหน้าลงทุนจริงจังในเส้นทางเทคโนโลยีนี้ ส่งผลให้ปัจจุบันจีนก้าวขึ้นเป็นผู้นำโลกทั้งด้านขนาดและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี พร้อมมี “กันชน” รับมือความปั่นป่วนจากภายนอก โดยเฉพาะในช่วงที่ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ (US) อิสราเอล (Israel) และอิหร่าน (Iran) กำลังคุกคามอุปทานน้ำมันและปิโตรเคมีระหว่างประเทศ
ตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนการปรับตัวดังกล่าว คือรถไฟขนส่งสินค้าเที่ยวแรกที่บรรทุกโพลิไวนิลคลอไรด์ หรือ PVC ออกจากศูนย์พลังงานจุ่นตง (Zhundong) ในปลายเดือนมีนาคม มุ่งหน้าผ่านกวางสี (Guangxi) ไปยังตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยผู้ผลิตคือ Xinjiang Yihua Chemical Co Ltd ซึ่งใช้ถ่านหินเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตยูเรีย เมลามีน และ PVC เดิมสินค้าของบริษัทส่งไปยังจีนตะวันออกและจีนตอนใต้เป็นหลัก แต่ในปีนี้กลับกลายเป็น “ดาวเด่นดวงใหม่” ของตลาดต่างประเทศ หลังสงครามทำให้อุปทานน้ำมันและก๊าซปั่นป่วนและราคาพุ่งขึ้น
ยูเรียเป็นอีกกรณีศึกษาที่ชัดเจน รายงานระบุว่า แม้สงครามจะผลักดันราคายูเรียโลกเพิ่มขึ้น 30%−40% สู่ระดับประมาณ
700 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน แต่อุปทานและราคาภายในจีนยังทรงตัว เนื่องจากจีนได้วางระบบผลิตยูเรียจากถ่านหินไว้ล่วงหน้านานแล้ว ปัจจุบันกำลังการผลิตยูเรียราว 80% ของจีนมาจากระบบดังกล่าว ต่างจากรัสเซีย (Russia) กาตาร์ (Qatar) และซาอุดีอาระเบีย (Saudi Arabia) ที่ยังพึ่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก ทำให้จีนยังสามารถส่งออกยูเรียได้ราว 5 ล้านตันต่อปี ไปยังประเทศเกษตรกรรมขนาดใหญ่ เช่น อินเดีย (India) และบราซิล (Brazil)
ณ สิ้นปี 2025 อัตราการเติบโตของผลผลิตถ่านหินดิบในซินเจียงครองอันดับ 1 ในบรรดาพื้นที่ผลิตถ่านหินรายใหญ่ของจีนติดต่อกัน 4 ปี โดยถ่านหินส่วนใหญ่ถูกใช้ในพื้นที่เพื่อผลิตไฟฟ้าและเคมีภัณฑ์ ขณะเดียวกัน รัฐบาลท้องถิ่นกำลังเร่งผลักดันอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์จากถ่านหินสมัยใหม่และส่งเสริมการใช้ถ่านหินอย่างสะอาดและมีประสิทธิภาพ
เมื่อวันที่ 20 มีนาคม ได้มีการเริ่มก่อสร้างโครงการถ่านหินสู่เอทิลีนไกลคอลที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่ทูร์พาน (Turpan) ทางตะวันออกของซินเจียง ซึ่งคาดว่าจะมีกำลังการผลิต 2.4 ล้านตันต่อปี เอทิลีนไกลคอลเป็นแอลกอฮอล์มีพิษที่ใช้เป็นสารป้องกันการแข็งตัวสำหรับยานยนต์และเครื่องบิน รวมถึงเป็นวัตถุดิบในการผลิตพลาสติก สำนักข่าวซินหัว (Xinhua) ระบุว่า โรงงานดังกล่าวจะผลิตเอทานอลจากถ่านหินและเคมีภัณฑ์มูลค่าสูงอื่นเป็นผลพลอยได้ พร้อมติดตั้งเทคโนโลยีไฟฟ้าสีเขียวและระบบดักจับและกักเก็บคาร์บอน โดยมีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2028
ในเดือนเดียวกัน เขตพัฒนาจุ่นตงยังประกาศเร่งโครงการถ่านหินสู่โอเลฟินส์กำลังการผลิต 1.6 ล้านตันต่อปี มูลค่าลงทุนเกือบ
40 พันล้านหยวน หรือราว 5.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมเร่งเดินหน้า 3 โครงการถ่านหินสู่ก๊าซ ซึ่งแต่ละโครงการมีกำลังการผลิต
2 พันล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ภายใต้การพัฒนาโดยบริษัทที่รวมถึง National Energy Group หากโครงการทั้งหมดแล้วเสร็จ ซินเจียงจะกลายเป็นฐานผลิตก๊าซจากถ่านหินที่ใหญ่ที่สุดของจีน และส่งเชื้อเพลิงผ่านท่อไปยังเมืองใหญ่ทางภาคตะวันออก
อีกด้านหนึ่ง เมืองฮามี (Hami) กำลังก่อสร้างโครงการแรกของโลกที่ใช้เทคโนโลยี direct coal-to-liquid หรือ CTL รุ่นล้ำหน้าที่สุด เพื่อเปลี่ยนถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงเหลวซึ่งสามารถกลั่นเป็นน้ำมันเบนซิน ดีเซล และไฮโดรคาร์บอนชนิดอื่นได้ โครงการระยะแรกประกอบด้วยเหมือง การแปรรูปถ่านหินเป็นน้ำมัน และระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมและแสงอาทิตย์ ส่วนระยะที่ 2 จะผลิตพาราไซลีน (paraxylene) สำหรับอุตสาหกรรมสิ่งทอและเคมีภัณฑ์อื่น โดยโครงการนี้ต่อยอดจากความสำเร็จของโรงงาน CTL เชิงพาณิชย์ขนาด 1 ล้านตันแห่งแรกของโลกในเมืองเอ่อร์ตัวซือ (Ordos) มองโกเลียใน (Inner Mongolia) ซึ่งเริ่มดำเนินงานตั้งแต่ปี 2008 และถือเป็นต้นแบบที่ฮามีนำมาพัฒนาต่อยอดด้วยประสิทธิภาพที่สูงกว่า ใช้พลังงานต่ำกว่า และมีเสถียรภาพในการดำเนินงานดีกว่า
หวัง ซิ่วเจียง (Wang Xiujiang) รองเลขาธิการ China Petroleum and Chemical Industry Federation กล่าวว่า จีนเป็นผู้นำโลกด้านเคมีภัณฑ์จากถ่านหินทั้งในเชิงขนาดและเทคโนโลยี เขาระบุว่า ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ได้เห็นเทคโนโลยีหลายประเภทก้าวจากห้องปฏิบัติการไปสู่การผลิตระดับหลายล้านตัน โดยหนึ่งในตัวอย่างเด่นคือเทคโนโลยีถ่านหินสู่โอเลฟินส์ ซึ่งจีนพัฒนาจากห้องปฏิบัติการภายในประเทศ ภายใต้แรงขับจากความจำเป็นด้านความมั่นคงทางพลังงานหลังเผชิญวิกฤตน้ำมันโลก
โอเลฟินส์ซึ่งได้รับฉายาว่า “ธัญพืชของภาคอุตสาหกรรม” เป็นวัตถุดิบสำคัญของสินค้านับหมื่นชนิด ตั้งแต่พลาสติก เส้นใยสังเคราะห์ ไปจนถึงยาง รายงานระบุว่า แม้เทคโนโลยีการผลิตเมทานอลจากถ่านหินจะมีความพร้อมตั้งแต่ทศวรรษ 1980 แต่การเปลี่ยนเมทานอลเป็นโอเลฟินส์ยังเป็นโจทย์ท้าทายระดับโลก จนกระทั่งนักวิจัยจาก Dalian Institute of Chemical Physics ภายใต้ Chinese Academy of Sciences (CAS) ร่วมกับ Shenhua Group พัฒนาโครงการระดับอุตสาหกรรมแห่งแรกของโลกในเมืองเป่าโถว (Baotou) มองโกเลียใน และเริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ในปี 2011
ตลอด 4 ทศวรรษที่ผ่านมา สถาบันดังกล่าวได้พัฒนาเทคโนโลยี Dalian Methanol-to-Olefins หรือ DMTO อย่างต่อเนื่องจนเข้าสู่รุ่นที่ 3 ซึ่งถูกมองว่าเป็นระดับแนวหน้าของโลก เทคโนโลยีใหม่นี้ช่วยให้หน่วยผลิตเดี่ยวสามารถเพิ่มการแปรรูปเมทานอลได้เป็น 2 เท่า และปัจจุบันนักวิจัยกำลังทดลองใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและย่นระยะเวลาวิจัยและพัฒนา ในปี 2025 โครงการถ่านหินสู่โอเลฟินส์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกได้เปิดดำเนินการเต็มรูปแบบในเอ่อร์ตัวซือ โดยใช้ DMTO รุ่นที่ 3 ผลิตโอเลฟินส์มากกว่า 3 ล้านตันต่อปี ก่อนนำไปแปรรูปเป็นสินค้าตั้งแต่เครื่องใช้พลาสติก กระเป๋า เสื้อผ้า ไปจนถึงวัสดุอากาศยาน
รายงานของ China Science Daily เมื่อเดือนมกราคมระบุว่า ปักกิ่งได้อนุมัติโครงการ DMTO แล้วรวม
36 โครงการทั่วประเทศ ในจำนวนนี้ 20 โครงการเปิดดำเนินการแล้ว มีกำลังการผลิตรวมต่อปีมากกว่า 24 ล้านตันในพื้นที่ถ่านหินสำคัญ เช่น ส่านซี (Shaanxi) และมองโกเลียใน โดย หลิว จงหมิน (Liu Zhongmin) ผู้อำนวยการ Dalian Institute ระบุว่า เทคโนโลยีดังกล่าวมีบทบาทสำคัญต่อการบรรเทาภาวะขาดแคลนน้ำมัน การเสริมความมั่นคงทางพลังงาน และการรักษาเสถียรภาพของห่วงโซ่อุตสาหกรรมปิโตรเคมี อีกทั้งยังช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ราวครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับการใช้ถ่านหินแบบเผาไหม้ดั้งเดิม
อย่างไรก็ดี แม้ปักกิ่งจะมีแรงจูงใจสูงในการสนับสนุนอุตสาหกรรมฐานถ่านหิน เนื่องจากจีนยังพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบมากกว่า
70% และพึ่งพาการนำเข้าก๊าซธรรมชาติราว 40% แต่ผู้เชี่ยวชาญยังเตือนว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ควรถูกมองเป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งในยุทธศาสตร์ภาพรวม ซึ่งยังรวมถึงการขยายคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ การกระจายแหล่งนำเข้า การเพิ่มการผลิตในประเทศ การเร่งใช้ไฟฟ้าในภาคขนส่ง และการยกระดับประสิทธิภาพพลังงาน
เควิน ถู (Kevin Tu) เตือนด้วยว่า การขยายตัวของอุตสาหกรรมไม่ควรดำเนินไปโดยไร้ข้อจำกัด เพราะยังต้องคำนึงถึงปัจจัยด้านทรัพยากรน้ำ การปล่อยคาร์บอน และประสิทธิภาพของระบบโดยรวม สอดคล้องกับมุมมองของหวัง ซิ่วเจียง (Wang Xiujiang) ที่ระบุว่า อุตสาหกรรมถ่านหินสู่น้ำมันของจีนยังมีสัดส่วนน้อยกว่า
5% ของผลผลิตทั้งประเทศ ขณะที่โอเลฟินส์จากถ่านหินมีสัดส่วนต่ำกว่าหนึ่งในห้าของผลผลิตโอเลฟินส์ทั้งหมด นั่นหมายความว่า จีนยังไม่สามารถใช้ถ่านหินทดแทนเส้นทางปิโตรเคมีได้ทั้งหมด และยังต้องพึ่งพาการนำเข้าบางส่วน
ผู้เชี่ยวชาญทั้ง 2 รายยังเห็นตรงกันว่า แม้อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์จากถ่านหินสมัยใหม่ของจีนจะก้าวหน้าอย่างมาก แต่ปัญหาน้ำ สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี และมาตรฐาน ยังคงเป็นโจทย์สำคัญ โดยเฉพาะความต้องการใช้น้ำในระดับสูงของอุตสาหกรรมนี้ ซึ่งเป็นข้อจำกัดใหญ่ในพื้นที่อุดมถ่านหินทางภาคเหนือของจีนที่เผชิญภาวะขาดแคลนน้ำอยู่แล้ว ดังนั้น ยุคของการเติบโตที่เน้นปริมาณ ความเร็ว และการขยายตัวแบบกว้างขวางจึงสิ้นสุดลง และอุตสาหกรรมนี้จำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านสู่โมเดลที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.scmp.com/news/china/science/article/3354050/china-replacing-middle-east-oil-xinjiang-coal-what-does-it-mean-world?module=perpetual_scroll_0&pgtype=article