พันธมิตรสหรัฐฯ เมินทรัมป์เลี่ยงร่วมวงสงครามอิหร่าน
พันธมิตรสหรัฐฯ เมินทรัมป์! เลี่ยงร่วมวงสงครามอิหร่าน EU-ญี่ปุ่น กังวลถูกลากเข้าสู่สงคราม หากร่วมส่งเรือรบคุ้มกันช่องแคบฮอร์มุซ
17-3-2026
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า พันธมิตรสหรัฐฯ ต่างปัดข้อเรียกร้องของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ที่ต้องการให้ช่วยเปิดช่องแคบ Hormuz โดยแสดงความกังวลเรื่องการถูกดึงเข้าสู่สงครามกับอิหร่าน (Iran) ในกรุงบรัสเซลส์ (Brussels) รัฐมนตรีต่างประเทศ EU ต่างเน้นย้ำว่าไม่ต้องการทำให้สงครามบานปลาย ขณะที่ญี่ปุ่น (Japan) เปิดเผยว่าไม่มีแผนส่งเรือไปคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันที่ติดค้างอยู่ ส่วนอังกฤษ (UK) ก็ไม่ยืนยันว่าจะเข้าร่วมภารกิจทางทะเลเต็มรูปแบบ
บรรดาประเทศพันธมิตรของสหรัฐฯ แสดงท่าทีแบ่งรับแบ่งสู้และปฏิเสธข้อเรียกร้องของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ที่ต้องการให้ช่วยเปิดทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) โดยแสดงความกังวลอย่างชัดเจนว่าอาจถูกลากเข้าสู่สงครามเต็มรูปแบบกับประเทศอิหร่าน (Iran)
ในการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศสหภาพยุโรป (EU) ณ กรุงบรัสเซลส์ บรรดาผู้นำทางการทูตต่างเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการลดระดับความรุนแรง และระมัดระวังอย่างยิ่งต่อข้อเสนอในการเปลี่ยนทิศทางภารกิจทางเรือ "Aspides" จากทะเลแดงไปยังช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่เจ้าหน้าที่ในประเทศญี่ปุ่น (Japan) ยืนยันว่ายังไม่มีแผนการส่งเรือรบไปคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันที่ติดค้างอยู่ และสหราชอาณาจักร (UK) ก็ยังไม่ตกลงที่จะเข้าร่วมภารกิจทางเรือเต็มรูปแบบ
ท่าทีของยุโรป: "เราไม่ใช่ตัวเอกในสงครามนี้"
นายแพต แมคฟาดเดน (Pat McFadden) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและบำนาญของอังกฤษ ในฐานะตัวแทนรัฐบาล ระบุว่า "แน่นอนว่าทุกคนกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ในฮอร์มุซและผลกระทบต่อราคาพลังงาน แต่สิ่งสำคัญที่ต้องจำไว้คือ เราไม่ได้แสวงหาการเป็นตัวเอกในสงครามครั้งนี้"
ขณะที่นายซาเวียร์ เบตเทล (Xavier Bettel) รัฐมนตรีต่างประเทศลักเซมเบิร์ก กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า "การข่มขู่ไม่ใช่สิ่งที่ผมปรารถนา" และเตือนว่า NATO มีไว้เพื่อตอบโต้เมื่อสมาชิกถูกโจมตี ไม่ใช่เพื่อตอบสนองต่อคำร้องขอทางทหารทุกรูปแบบ "ในขณะนี้ยังไม่มีมูลเหตุที่จะประกาศใช้มาตรา 5 (Article 5)" เขากล่าวเสริม โดยอ้างถึงมาตราการป้องกันร่วมกันของพันธมิตร
แรงกดดันจากทรัมป์และอนาคตของ NATO
ประธานาธิบดีทรัมป์ได้กดดันพันธมิตร NATO ผ่านบทสัมภาษณ์กับ Financial Times โดยเตือนว่ากลุ่มพันธมิตรทางทหารนี้จะมี "อนาคตที่ย่ำแย่มาก" หากสมาชิกไม่ยอมช่วยเหลือสหรัฐฯ ในอิหร่าน อย่างไรก็ตาม นายโยฮันน์ วาเดพุล (Johann Wadephul) รัฐมนตรีต่างประเทศเยอรมนี ตอบโต้ว่าเขายังไม่เห็นว่า NATO ตัดสินใจอะไรในทิศทางนี้ หรือจะต้องเข้ามารับผิดชอบต่อสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ
ทางออกที่เป็นไปได้และการแบ่งรับแบ่งสู้
แม้จะมีเสียงคัดค้าน แต่บางประเทศในยุโรปตะวันออก เช่น ลิทัวเนียและโปแลนด์ ระบุว่าพร้อมจะรับฟังและพิจารณาหากมีการนำเรื่องนี้เข้าสู่การหารือเชิงลึกในระบบของ NATO ส่วนสหราชอาณาจักรกำลังพิจารณาความเป็นไปได้ในการส่งโดรนล่าทำลายทุ่นระเบิดอัตโนมัติเข้าร่วม แทนการส่งกองเรือรบเต็มรูปแบบ
ทางด้าน นางคาจา คัลลาส (Kaja Kallas) หัวหน้านโยบายต่างประเทศของ EU เป็นหนึ่งในไม่กี่เสียงที่ผลักดันให้กลุ่มบล็อกยุโรปพิจารณาขยายภารกิจ Aspides โดยระบุว่า "หากเราต้องการความมั่นคงในภูมิภาคนี้ วิธีที่ง่ายที่สุดคือการใช้ปฏิบัติการที่เรามีอยู่แล้วและปรับเปลี่ยนมันเพียงเล็กน้อย"
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงภารกิจ Aspides จำเป็นต้องได้รับมติเอกฉันท์จากประเทศสมาชิก EU ซึ่งปัจจุบันเยอรมนีและอิตาลี (Italy) ได้แสดงท่าทีคัดค้านอย่างชัดเจน โดยเยอรมนียืนยันว่าจะไม่ขอเข้าร่วมในข้อพิพาทครั้งนี้
ผลกระทบทางเศรษฐกิจ
การปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมัน 1 ใน 5 ของโลก ได้ส่งผลให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง สร้างความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ การชะลอตัวของเศรษฐกิจ และการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานอาหาร แต่ถึงกระนั้น พันธมิตรส่วนใหญ่ยังคงมองว่าการเจรจาและการยุติการโจมตีด้วยขีปนาวุธคือทางออกที่ยั่งยืนกว่าการใช้กำลังทหารเข้าแทรกแซงในขณะนี้
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-03-16/eu-pushes-to-shift-naval-mission-to-protect-strait-of-hormuz?utm_source=website&utm_medium=share&utm_campaign=copy