"พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ" ไม่ใช่ทางเลือกที่ยั่งยืน
ผู้จัดการกองทุนเบลเยียมชี้ "พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ" ไม่ใช่ทางเลือกที่ยั่งยืนอีกต่อไป
17-3-2026
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า สำหรับนักลงทุนจำนวนมาก กลยุทธ์นี้อาจเป็นเรื่องที่คิดไม่ถึง แต่เป็นเวลากว่าเกือบสองทศวรรษแล้วที่บริษัทจัดการสินทรัพย์มูลค่า 6 หมื่นล้านดอลลาร์ในประเทศเบลเยียม (Belgium) อย่าง Degroof Petercam Asset Management หรือ DPAM ได้ตัดสินใจหลีกเลี่ยงการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (US Treasuries)
DPAM ระบุว่าพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ยังดีไม่พอที่จะบรรจุเข้าในกองทุนพันธบัตรรัฐบาลเพื่อความยั่งยืนซึ่งเป็นกองทุนเรือธงของบริษัท เนื่องจากประเทศสหรัฐฯ (US) มีคะแนนในดัชนีชี้วัดด้านความเท่าเทียมและประชาธิปไตยไม่สูงเพียงพอ อย่างไรก็ตาม เมื่อไม่นานมานี้ สิ่งที่เคยเป็นเพียงกลยุทธ์เฉพาะกลุ่มในกองทุนเดียวได้แพร่กระจายไปยังส่วนอื่นๆ ของ DPAM และในครั้งนี้ความกังวลไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องความยั่งยืน แต่เป็นความกลัวต่อการสูญเสียทางการเงิน
นางโอเฟลี มอร์ติเยร์ (Ophelie Mortier) ประธานเจ้าหน้าที่ด้านความยั่งยืนของ DPAM ระบุว่าการตัดสินใจตัดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ออกจากพอร์ตการลงทุนส่วนอื่นๆ ของบริษัทนั้นมีฐานความคิดมาจาก "เรื่องการประเมินมูลค่า (Valuation) มากกว่าสิ่งอื่นใด" โดยนางมอร์ติเยร์ (Mortier) ปฏิเสธที่จะให้รายละเอียดเกี่ยวกับจำนวนเม็ดเงินที่ขายออกไปเนื่องจากข้อกำหนดด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบ แต่เธอมองว่าการลดการถือครองพันธบัตรสหรัฐฯ เป็นความเคลื่อนไหวที่ดีในแง่ของมูลค่า
DPAM ซึ่งมีธนาคาร Credit Agricole SA ของประเทศฝรั่งเศส (France) เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ คือนักลงทุนรายล่าสุดในยุโรปเหนือที่แสดงความกังวลต่อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ท่ามกลางปัจจัยลบตั้งแต่ภาวะการคลังที่พองโต, นโยบายภาษีศุลกากร ไปจนถึงรูปแบบการบริหารที่คาดเดาได้ยากในทำเนียบขาว (White House)
แม้ความเคลื่อนไหวดังกล่าวจะเป็นเพียงหยดน้ำในมหาสมุทรเมื่อเทียบกับตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ มูลค่า 30 ล้านล้านดอลลาร์ แต่ในบางครั้งก็ได้ดึงดูดความสนใจจากสมาชิกระดับสูงในคณะรัฐมนตรีสหรัฐฯ โดยเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา AkademikerPension กองทุนบำนาญในประเทศเดนมาร์ก (Denmark) ได้สร้างความสั่นสะเทือนต่อตลาดหลังจากประกาศถอนตัวจากพอร์ตพันธบัตรสหรัฐฯ มูลค่าเพียง 100 ล้านดอลลาร์ ซึ่งในขณะนั้น นายสก็อตต์ เบสเซนต์ (Scott Bessent) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ซึ่งเข้าร่วมการประชุม World Economic Forum ณ เมืองดาวอส ได้พยายามลดทอนความสำคัญของเหตุการณ์นี้โดยระบุกับผู้สื่อข่าวว่า "การลงทุนของเดนมาร์กในพันธบัตรสหรัฐฯ ก็เหมือนกับตัวประเทศเดนมาร์กเอง คือไม่มีนัยสำคัญ"
อย่างไรก็ตาม นายอันเดอร์ส เชลเดอ (Anders Schelde) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ AkademikerPension ระบุว่าการตัดสินใจถอนตัวมีความเชื่อมโยงกับนโยบายที่ผลักดันโดยรัฐบาลของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) พร้อมย้ำว่าความเคลื่อนไหวนี้ใช้กับพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เท่านั้น ไม่ใช่สินทรัพย์อเมริกันประเภทอื่น และกองทุนมีความต้องการที่จะให้ความสำคัญกับสินทรัพย์ในยุโรปมากขึ้น โดยเฉพาะในภาคส่วนวิกฤต เช่น พลังงาน, การป้องกันประเทศ และเอกราชทางดิจิทัล (Digital autonomy)
นอกจากนี้ ยังมีนักลงทุนสถาบันรายอื่นที่ถอนตัวจากตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ รวมถึง Stichting Pensioenfonds ABP ซึ่งเป็นกองทุนบำนาญที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป โดยระบุว่าได้ลดการถือครองพันธบัตรสหรัฐฯ ลงประมาณ 1 หมื่นล้านยูโรในปีที่ผ่านมา
ข้อมูลที่ Morningstar Direct รวบรวมให้ Bloomberg แสดงให้เห็นว่ากองทุนพันธบัตรรัฐบาลที่มีฐานอยู่ในยุโรปและเน้นกลยุทธ์สกุลเงินดอลลาร์ มีกระแสเงินทุนไหลออกสุทธิในปี 2024 และ 2025 ซึ่งถือเป็นการไถ่ถอนคืนครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2013 สะท้อนถึงความเห็นที่ไม่ตรงกันระหว่างผู้จัดการกองทุนทั้งสองฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก โดยมีสงครามในประเทศอิหร่าน (Iran) เป็นปัจจัยเสริมที่สร้างความไม่สบายใจให้แก่ทางฝั่งยุโรป
ในโมเดลความยั่งยืนของ DPAM ประเทศสหรัฐฯ ติดอยู่ในกลุ่ม 50% ล่างของผู้ดำเนินนโยบาย และในการอัปเดตล่าสุด สหรัฐฯ ร่วงลงไปถึง 5 อันดับ มาอยู่ที่อันดับ 34 จากสมาชิก OECD ทั้งหมด 38 ราย เนื่องจากสหรัฐฯ ไม่ได้ให้สัตยาบันในสนธิสัญญาระหว่างประเทศหลายฉบับ เช่น ศาลอาญาระหว่างประเทศ หรืออนุสัญญาออตตาวาว่าด้วยการห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล นอกจากนี้ ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ในสหรัฐฯ ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศในยุโรปเหนืออย่างมาก
ข้อมูลจาก Verisk Maplecroft ยังระบุว่า สหรัฐฯ เป็นประเทศประชาธิปไตยตะวันตกอันดับ 1 ที่มีความเสี่ยงสูงสุดในด้านการนัดหยุดงาน, การจลาจล และความวุ่นวายภาคพลเมือง (Strikes, riots and civil commotion) โดยภาพรวมอยู่อันดับ 5 ของโลก นำหน้าประเทศปากีสถาน (Pakistan) และประเทศอินเดีย (India)
นางมอร์ติเยร์ (Mortier) สรุปว่า แม้สหรัฐฯ จะมีความโดดเด่นด้านเทคโนโลยีและการศึกษา แต่จุดแข็งเหล่านั้นกลับถูกหักล้างด้วยข้อบกพร่องเรื้อรังด้านความเท่าเทียมทางสังคมและประสิทธิภาพการธรรมาภิบาล เช่น การเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่ไม่เท่าเทียม ซึ่งทำให้สหรัฐฯ มีคะแนนด้านสวัสดิการสุขภาพจากรัฐต่ำเป็นอันดับ 2 โดยมีเพียงประเทศเม็กซิโก (Mexico) เท่านั้นที่มีคะแนนแย่กว่า ส่งผลให้สหรัฐฯ มี "โปรไฟล์ความยั่งยืนที่ไม่สมดุล" ในสายตาของนักลงทุนยุโรป
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-03-15/belgian-wealth-manager-says-us-bonds-aren-t-a-fit-for-its-sustainable-fund?utm_source=website&utm_medium=share&utm_campaign=copy