ทรัมป์รับสหรัฐฯ ให้ข่าวกรองช่วยยูเครนโจมตีรัสเซีย
ทรัมป์ยอมรับสหรัฐฯ ให้ข่าวกรองช่วยยูเครนโจมตีรัสเซีย ชี้เป็นภาพขนานกรณีมอสโกแชร์ข้อมูลข่าวกรองให้อิหร่าน โต้กลับตะวันตก
17-3-2026
Newsweek รายงานว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ดูเหมือนจะพยายามสร้างความเท่าเทียมเชิงศีลธรรมระหว่างการแบ่งปันข้อมูลข่าวกรองของรัสเซีย (Russia) แก่อิหร่าน (Iran) กับการสนับสนุนของสหรัฐฯ (US) ต่อประเทศยูเครน (Ukraine) ซึ่งคำกล่าวนี้อาจเพิ่มความซับซ้อนให้กับความสัมพันธ์กับพันธมิตรยุโรป (European allies) และกลุ่มผู้วิพากษ์วิจารณ์ในวอชิงตัน (Washington)
เมื่อถูกถามว่ารัสเซียกำลังส่งมอบข้อมูลดาวเทียมเพื่อช่วยให้อิหร่านเล็งเป้าหมายระบบป้องกันขีปนาวุธของสหรัฐฯ และอิสราเอล (Israel) หรือไม่ ทรัมป์ได้ตอบกับสำนักข่าวฟินันเชียลไทมส์ (Financial Times) ว่า "ผมไม่รู้แน่ชัดว่าจริงหรือไม่ แต่คุณก็สามารถยกกรณีที่เราช่วยยูเครนในระดับหนึ่งมาพูดได้เช่นกัน มันยากที่จะพูดว่า 'คุณกำลังพุ่งเป้ามาที่พวกเรา ทั้งที่เราเองก็กำลังช่วยยูเครนอยู่'"
คำกล่าวนี้มีขึ้นท่ามกลางรายงานที่เพิ่มหนาหูว่ามอสโก (Moscow) กำลังสนับสนุนข้อมูลข่าวกรองด้านเป้าหมายแก่เตหะราน (Tehran) เกี่ยวกับกองกำลังอเมริกันในตะวันออกกลาง ซึ่งผู้วิจารณ์ระบุว่ากรอบความคิดของทรัมป์มักสะท้อนข้ออ้างเดียวกับที่ทำเนียบเครมลิน (Kremlin) ใช้เพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่ปฏิบัติการทางทหารของตนเอง หากรัสเซียช่วยอิหร่านเล็งเป้ากองกำลังสหรัฐฯ จริง จะถือเป็นกรณีที่หาได้ยากที่มหาอำนาจนิวเคลียร์สนับสนุนการโจมตีทหารอเมริกันโดยอ้อม อีกทั้งยังชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงที่เพิ่มขึ้นระหว่างสงครามยูเครนและความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยที่คีฟ (Kyiv) ได้เสนอความเชี่ยวชาญด้านสงครามโดรนให้แก่สหรัฐฯ และกลุ่มรัฐอ่าวเพื่อต่อต้านอิหร่าน
ทรัมป์ชี้ให้เห็นถึงภาพขนานที่เป็นจริง
นับตั้งแต่การรุกรานเต็มรูปแบบในเดือนกุมภาพันธ์ 2022 สหรัฐฯ ได้สนับสนุนข้อมูลข่าวกรองที่ช่วยให้ยูเครนโจมตีเป้าหมายรัสเซีย โดยรายงานในปี 2022 จากสื่ออย่างเดอะนิวยอร์กไทมส์ (The New York Times), เอ็นบีซี (NBC) และซีบีเอส (CBS) ระบุว่าข้อมูลข่าวกรองสหรัฐฯ มีส่วนช่วยให้ยูเครนสังหารนายพลรัสเซียและจมเรือรบมอสควา (Moskva) ในทะเลดำ แม้ว่าการตัดสินใจโจมตีจะเป็นของยูเครน และตามนโยบายสหรัฐฯ จะไม่มีการให้ข้อมูลเพื่อเจาะจงสังหารบุคคลของรัสเซียโดยเฉพาะก็ตาม
อย่างไรก็ตาม แม้วอชิงตันจะไม่ได้เลือกเป้าหมายให้กองกำลังยูเครน แต่ได้ให้ข้อมูลสนามรบเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของรัสเซีย คำเตือนการโจมตีทางอากาศ และข้อมูลการตรวจการณ์ ซึ่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ ได้ยืนยันเรื่องการแชร์ข้อมูลนี้มาตั้งแต่ปี 2022 ทั้งนี้ รัฐบาลทรัมป์เคยสั่งระงับการแชร์ข้อมูลชั่วคราวในช่วงต้นปี 2025 เพื่อกดดันให้ประธานาธิบดี โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี (Volodymyr Zelensky) ยอมอ่อนข้อในการเจรจาสันติภาพ ก่อนจะกลับมาส่งมอบข้อมูลตามเดิมหลังจากความสัมพันธ์ดีขึ้น
การสะท้อนข้ออ้างของรัสเซีย
คำกล่าวล่าสุดของทรัมป์สะท้อนรูปแบบวาทกรรมเดิมที่ผู้วิจารณ์มองว่าลอกเลียนมาจากเครมลิน โดยเขามักตำหนิยูเครนและนาโต (NATO) ว่าเป็นผู้จุดชนวนความขัดแย้ง และกังขาในความชอบธรรมของเซเลนสกี โดยเคยเรียกเขาว่าเป็น "เผด็จการ" เนื่องจากการงดจัดเลือกตั้งภายใต้กฎอัยการศึก นอกจากนี้ สตีฟ วิตคอฟฟ์ (Steve Witkoff) ทูตพิเศษและพันธมิตรใกล้ชิดของทรัมป์ ยังระบุกับ ทัคเกอร์ คาร์ลสัน (Tucker Carlson) เมื่อเดือนมีนาคม 2025 ว่าภูมิภาคที่ถูกยึดครองในยูเครนเป็นเขตที่พูดภาษารัสเซีย และการทำประชามติบ่งชี้ว่าประชาชน "ต้องการอยู่ภายใต้การปกครองของรัสเซีย"
ปฏิกิริยาจากพรรคเดโมแครตและพันธมิตร
แนวทางของทรัมป์ต่อรัสเซียถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงจากพรรคเดโมแครต (Democrats) และผู้นำยุโรป โดยมองว่าเป็นการเพิ่มความลำพองใจให้แก่ วลาดีเมียร์ ปูติน (Vladimir Putin) โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลกำลังผ่อนปรนการคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซียเพื่อรับมือกับราคาพลังงานโลกที่พุ่งสูง สว. เชลดอน ไวท์เฮาส์ (Sheldon Whitehouse) ตั้งคำถามว่าปูตินมีอะไรกุมความลับทรัมป์อยู่หรือไม่ ส่วน สว. เอลิสซา สลอตคิน (Elissa Slotkin) อดีตเจ้าหน้าที่ CIA เตือนว่าหากรัสเซียช่วยสังหารกองกำลังสหรัฐฯ เท่ากับเราได้ก้าวข้ามเส้นที่ไม่อาจหันหลังกลับได้ (Rubicon)
ด้านผู้นำยุโรปแสดงความกังวลต่อการผ่อนปรนคว่ำบาตร โดยนายกรัฐมนตรี ฟรีดริช แมร์ซ (Friedrich Merz) แห่งเยอรมนี (Germany) ระบุว่าการผ่อนปรนคว่ำบาตรตอนนี้เป็นเรื่องผิด และจะเดินหน้าเพิ่มแรงกดดันต่อมอสโกต่อไป เช่นเดียวกับประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง (Emmanuel Macron) แห่งฝรั่งเศส (France) ที่ย้ำว่าราคาน้ำมันที่สูงขึ้นต้องไม่ทำให้จุดยืนต่อรัสเซียเปลี่ยนไป
ความโปร่งใสทางยุทธศาสตร์หรือการยอมอ่อนข้อ?
การยอมรับของทรัมป์ว่าสหรัฐฯ ช่วยยูเครนโจมตีรัสเซียอาจตีความได้สองแง่ หนึ่งคือเพื่อรักษาความสัมพันธ์กับรัสเซียให้ยังคงมีการสื่อสารกันในขณะที่วอชิงตันกำลังผลักดันสันติภาพในยูเครน และช่วยลดความเสี่ยงของการขยายวงความขัดแย้งโดยการยอมรับความเป็นจริงของการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจในสงครามตัวแทน (Proxy conflicts) อย่างไรก็ตาม การตีกรอบเช่นนี้มีความเสี่ยงที่จะเป็นการสร้างความชอบธรรมให้รัสเซียสนับสนุนการโจมตีทหารอเมริกัน และทำให้เส้นแบ่งระหว่างการช่วยพันธมิตรป้องกันตนเองกับการช่วยโจมตีกองกำลังสหรัฐฯ นั้นเลือนลางลง
เดิมพันในการสานสัมพันธ์กับมอสโก
กลยุทธ์ของทรัมป์สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านจากนโยบายโดดเดี่ยวรัสเซียในยุคไบเดน (Biden) ไปสู่การรื้อฟื้นสายสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและยุติสงครามยูเครน โดยมีการจัดการประชุมสุดยอดระหว่างทรัมป์และปูตินที่อลาสก้า (Alaska) เมื่อเดือนสิงหาคม 2025 แผนสันติภาพของทรัมป์กำหนดให้ยูเครนยอมรับการสูญเสียดินแดนและอยู่นอกนาโต แลกกับการรับประกันความมั่นคงและการยกเลิกคว่ำบาตรรัสเซียเป็นลำดับขั้น
รัฐบาลมองว่ารัสเซียเป็นพันธมิตรที่มีศักยภาพในการลงทุนโครงการพลังงานและการสกัดทรัพยากร ซึ่งจะทำได้ก็ต่อเมื่อมีสันติภาพในยูเครน อย่างไรก็ตาม ฝ่ายที่คัดค้านรวมถึงยูเครนแย้งว่า นี่คือการให้รางวัลแก่รัสเซียที่เป็นผู้จุดเชื้อไฟแห่งความไม่มั่นคงและความรุนแรงในยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกา คำกล่าวล่าสุดของทรัมป์จึงตอกย้ำความขัดแย้งหลักในนโยบายรัสเซียของเขาว่า การสานสัมพันธ์กับมอสโกนั้นช่วยลดความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือเป็นเพียงการยอมสยบต่อความเสี่ยงนั้นกันแน่
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.newsweek.com/trump-putin-russia-ukraine-iran-11682126