.
ข่าวดีเศรษฐกิจไทย Moody’s ปรับเพิ่มแนวโน้มเครดิตไทยเป็น "มีเสถียรภาพ" ยืนยันอันดับ Baa1 หลังความเสี่ยงจากภาษีสหรัฐฯ ลดลงและการลงทุนภายในประเทศฟื้นตัว
22-4-2026
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ มูดี้ส์ เรตติ้งส์ (Moody’s Ratings) ปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือ (Credit Outlook) ของประเทศไทยจาก "เชิงลบ" (Negative) สู่ "มีเสถียรภาพ" (Stable) โดยระบุถึงความเสี่ยงด้านต่ำที่ลดลงจากประเด็นกำแพงภาษีของสหรัฐฯ และโมเมนตัมการลงทุนในประเทศที่ปรับตัวดีขึ้น พร้อมทั้งคงอันดับความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้รัฐบาล (Sovereign Rating) ไว้ที่ระดับ Baa1
มูดี้ส์ระบุในแถลงการณ์เมื่อวันอังคารว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้สะท้อนถึงการประเมินว่าความเสี่ยงจากการเผชิญภาวะช็อกทางภาษีที่รุนแรงและยืดหยุ่นได้ลดน้อยลง หลังจากภาษีนำเข้าที่สหรัฐฯ เรียกเก็บจากสินค้าส่งออกของไทยถูกปรับลดลงมาอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาคเดียวกัน แม้ว่าราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางอาจกดดันการเติบโตและหนี้สาธารณะ แต่ความเสี่ยงของไทยยังคงอยู่ในระดับที่เทียบเคียงได้กับกลุ่มประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือใกล้เคียงกัน
ย้อนกลับไปเพียงหนึ่งปีที่ผ่านมา มูดี้ส์เคยปรับลดมุมมองความน่าเชื่อถือของไทยลงสู่ "เชิงลบ" โดยอ้างถึงผลกระทบจากกำแพงภาษีของสหรัฐฯ ซึ่งการเคลื่อนไหวในขณะนั้นทำให้รัฐบาลไทยออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการตัดสินใจที่ "ด่วนสรุปเกินไป" (Jumping the gun)
ภายหลังการประกาศในครั้งนี้ ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น 0.1% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ชดเชยการอ่อนค่าในช่วงก่อนหน้า ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ปรับตัวลดลง 3 จุดพื้นฐาน (Basis Points)
มูดี้ส์ยังระบุด้วยว่า การปรับเพิ่มมุมมองในครั้งนี้สะท้อนถึงโมเมนตัมการลงทุนที่แข็งแกร่งขึ้น ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากการลดลงอย่างต่อเนื่องของการเติบโตในระยะยาวของไทย การลงทุนภาคเอกชนเริ่มฟื้นตัว โดยได้รับแรงหนุนจากโครงการที่ได้รับการอนุมัติจำนวนมากและกระบวนการอนุมัติที่รวดเร็วขึ้น ส่งผลให้ทั้งยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนและการลงทุนจริงในปี 2025 ปรับตัวสูงขึ้น
การอัปเกรดในครั้งนี้ทำให้ไทยอยู่ในตำแหน่งระบบเศรษฐกิจระดับน่าลงทุน (Investment-grade) ที่มีความมั่นคงค่อนข้างสูงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งอาจช่วยดึงดูดเงินทุนไหลเข้า อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเปราะบางที่ยังคงอยู่ เช่น ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น หนี้สาธารณะที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น และศักยภาพการเติบโตในระยะยาวที่ยังอ่อนแอ ยังคงเป็นปัจจัยจำกัดการปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือและเป็นความเสี่ยงในระยะกลาง
นอกจากนี้ การตัดสินใจของมูดี้ส์อาจช่วยลดความกดดันต่อรัฐบาลไทยในขณะที่กำลังพิจารณาออกพระราชกำหนด (Special Decree) เพื่อกู้เงินเพิ่ม 5 แสนล้านบาท และขยายเพดานหนี้สาธารณะ โดยเจ้าหน้าที่รัฐกำลังแสวงหาเงินทุนเพิ่มเติมเพื่อช่วยปกป้องครัวเรือนจากภาวะช็อกด้านพลังงานโลก แม้ว่าพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) จะเริ่มจำกัดลงก็ตาม ทั้งนี้ สัดส่วนหนี้สาธารณะของไทยในปัจจุบันขยับเข้าใกล้เพดานที่ระดับ 70% แล้ว
ในมิติด้านการเมือง มูดี้ส์ระบุว่าการจัดตั้งรัฐบาลผสมที่มีเสียงข้างมากในสภาอย่างมีนัยสำคัญ หลังจากนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล (Anutin Charnvirakul) ชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย ได้ช่วยลดความเสี่ยงทางการเมือง และสนับสนุนความต่อเนื่องของนโยบาย รวมถึงเพิ่มโอกาสในการผลักดันการปฏิรูปเศรษฐกิจให้ประสบความสำเร็จ
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ (Ekniti Nitithanprapas) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของไทย แสดงความยินดีต่อการปรับเพิ่มมุมมองในครั้งนี้ โดยระบุว่า "สะท้อนถึงพื้นฐานทางเศรษฐกิจและเสถียรภาพของไทยที่ยังคงแข็งแกร่ง และนโยบายของรัฐบาลมาถูกทางแล้ว"
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-04-21/moody-s-lifts-thai-outlook-to-stable-on-easing-us-tariff-shocks