.
จุดเปราะบางเศรษฐกิจโลก เมื่อเส้นทางเดินเรือถูกใช้เป็นอาวุธทางการเมือง ช่องแคบฮอร์มุซ–มะละกา–ไต้หวันสั่นสะเทือนการค้าโลก
12-5-2026
สำนักข่าว DW รายงานว่า วิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ได้ปลุกความสนใจไปที่เส้นทางเดินเรือสำคัญอื่นๆ ทั่วโลก โดยผู้เชี่ยวชาญออกมาเตือนว่า ทางน้ำยุทธศาสตร์เช่น ช่องแคบไต้หวัน (Taiwan Strait) หรือช่องแคบมะละกา (Strait of Malacca) กำลังถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการกดดันทางการเมืองและเศรษฐกิจมากขึ้นอย่างน่ากังวล
ประเด็นดังกล่าวกลายเป็นที่ถกเถียงหลังจาก นายปูร์บายา ยูดี ซาเดวา (Purbaya Yudhi Sadewa) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของอินโดนีเซีย (Indonesia) ดูเหมือนจะโยนหินถามทางเกี่ยวกับแนวคิดการจัดเก็บค่าผ่านทางในช่องแคบมะละกาซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิกเมื่อปลายเดือนเมษายน โดยระบุว่า "หากเราแบ่งผลประโยชน์ระหว่างอินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์ มันน่าจะเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่มากใช่ไหม?"
อย่างไรก็ตาม นายซูกิโอโน (Sugiono) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอินโดนีเซีย ได้ออกมายืนยันในภายหลังว่าประเทศของเขายังคงสนับสนุนเสรีภาพในการเดินเรือและจะไม่มีการจัดเก็บค่าธรรมเนียมใดๆ ขณะที่นายปูร์บายาได้ชี้แจงว่าเขาไม่ได้พูดประเด็นนี้อย่างจริงจังนัก ทว่าการแสดงความเห็นดังกล่าวได้ทำให้เกิดความกังวลว่าการสัญจรทางทะเลอาจถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือสร้างอิทธิพลทางภูมิรัฐศาสตร์ ไม่ใช่เพียงแค่ในช่องแคบฮอร์มุซเท่านั้น โดยสำนักข่าวรอยเตอร์ (Reuters) ระบุว่า "การปิดช่องแคบฮอร์มุซบีบให้ผู้กำหนดนโยบายในเอเชียต้องเผชิญกับคำถามเรื่องความปลอดภัยของจุดคอขวดทางทะเลอื่นๆ"
ความสำคัญของช่องแคบมะละกาและจุดคอขวดทางทะเล
ช่องแคบมะละกาถือเป็นเส้นทางขนส่งสินค้าที่สำคัญที่สุดระหว่างเอเชียตะวันออก ตะวันออกกลาง และยุโรป โดยมีสัดส่วนถึง 22% ของการค้าทางทะเลระหว่างประเทศ นอกจากประเด็นเรื่องโจรสลัดและความขัดแย้งในภูมิภาคแล้ว ศูนย์ยุทธศาสตร์และนานาชาติศึกษา (CSIS) ยังเตือนถึงอันตรายใหม่จากกลุ่มที่ไม่ใช่รัฐ (Non-state actors) เช่น กลุ่มติดอาวุธฮูตี (Houthi) ในทะเลแดงที่สามารถขัดขวางการค้าโลก จนทำให้บริษัทเดินเรือต้องอ้อมไปยังแหลมกู๊ดโฮป (Cape of Good Hope) ส่งผลกระทบต่อโซ่อุปทานและราคาสินค้าอย่างรุนแรง
นายนิโคลัส โชลิก (Nikolaus Scholik) นักรัฐศาสตร์และที่ปรึกษาอาวุโสของสถาบันนโยบายยุโรปและความมั่นคงแห่งออสเตรีย (AIES) กล่าวกับสำนักข่าวดีดับเบิลยู (DW) ว่า "เรากำลังเผชิญกับผลลัพธ์ของการที่บางรัฐเชื่อว่าพวกเขาสามารถครอบงำช่องแคบยุทธศาสตร์ได้ตามกฎหมาย" พร้อมเสริมว่าหากช่องแคบฮอร์มุซ มะละกา หรือไต้หวัน กลายเป็นคานงัดทางภูมิรัฐศาสตร์ จะถือเป็นเรื่องที่อันตรายอย่างยิ่ง
การกลับมาของภูมิศาสตร์ (Return of Geography)
สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการศึกษาเชิงยุทธศาสตร์ (IISS) ระบุว่าปัจจุบันภูมิรัฐศาสตร์กำลังก้าวเข้าสู่ยุค "การกลับมาของภูมิศาสตร์" ซึ่งช่องแคบต่างๆ ไม่ใช่เพียงเส้นทางผ่านทางภูมิศาสตร์อีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ของมหาอำนาจ ความเชื่อมโยงกันอย่างแนบแน่นของโลกได้สร้าง "การพึ่งพาอาศัยกันแบบใหม่" และเป็นช่องทางให้เกิดการกดดันในรูปแบบใหม่เช่นกัน
ในแง่ของกฎหมายระหว่างประเทศ นายคริสเตียน เวิร์ธ (Christian Wirth) นักวิเคราะห์จากสถาบันกิจการระหว่างประเทศและความมั่นคงแห่งเยอรมนี (SWP) ย้ำว่า "หลักการผ่านแดนโดยเสรี (Free transit) มีผลบังคับใช้กับช่องแคบที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ" ซึ่งหมายความว่าเรือทุกลำรวมถึงเรือรบสามารถผ่านเข้าออกได้โดยไม่มีอุปสรรค การปิดล้อมหรือการเก็บค่าผ่านทางในช่องแคบสากลถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง โดยค่าธรรมเนียมจะจัดเก็บได้เฉพาะในทางน้ำประดิษฐ์ เช่น คลองสุเอซ (Suez Canal) หรือคลองปานามา (Panama Canal) เท่านั้น
ความเป็นจริงทางการเมืองและความเปราะบาง
อย่างไรก็ตาม นายโชลิกตั้งข้อสังเกตว่ากฎหมายระหว่างประเทศจะใช้งานได้ก็ต่อเมื่อประเทศที่เกี่ยวข้องยินดีที่จะปฏิบัติตามเท่านั้น ดังเช่นกรณีในทะเลจีนใต้ (South China Sea) ที่จีนเพิกเฉยต่อคำตัดสินของศาลอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ นอกจากนี้ เขายังเตือนว่าในปัจจุบันไม่จำเป็นต้องมีกองทัพเรือขนาดใหญ่ก็สามารถสร้างความปั่นป่วนได้ ดังที่อิหร่าน (Iran) ได้แสดงให้เห็นผ่านการใช้เรือเร็ว มิสไซล์ หรือโดรนในการสร้างแรงกดดัน
แม้ว่าการปิดล้อมช่องแคบมะละกาหรือไต้หวันจะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจของจีน (China) เองอย่างมหาศาล และมีเส้นทางเลือกอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ช่องแคบซุนดา (Sunda Strait) หรือช่องแคบลอมบอก (Lombok Strait) แต่การเปลี่ยนเส้นทางย่อมมีต้นทุนที่สูงขึ้นและใช้เวลานานขึ้น
ในท้ายที่สุด ผู้เชี่ยวชาญทั้งสองเห็นตรงกันว่าเศรษฐกิจโลกแบบโลกาภิวัตน์มีความเปราะบางมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะภายใต้หลักการผลิตแบบ "ทันเวลาพอดี" (Just in time) ซึ่งการหยุดชะงักเพียงช่วงสั้นๆ ก็สามารถสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจไปทั่วโลก วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซจึงไม่ใช่ข้อยกเว้น แต่เป็นอาการบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจโลกสมัยใหม่กำลังพึ่งพาจุดคอขวดทางทะเลเพียงไม่กี่แห่ง ซึ่งหากจุดใดจุดหนึ่งถูกทำลาย ย่อมส่งผลกระทบสะเทือนไปทั้งโลก
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.dw.com/en/strait-of-hormuz-strait-of-malacca-taiwan-strait-iran-war-economy-shipping/a-77108496