.
กษัตริย์มาเลเซียเสด็จฯ เยือนรัสเซีย คาดปูทางข้อตกลงน้ำมันดิบแก้พิษวิกฤตพลังงานจากสงครามอิหร่าน
8-5-2026
สำนักข่าว SCMP รายงานว่า สมเด็จพระราชาธิบดีสุลต่าน อิบราฮิม (Sultan Ibrahim) แห่งมาเลเซีย (Malaysia) เสด็จพระราชดำเนินถึงกรุงมอสโก (Moscow) เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา เพื่อการเยือนระดับสูงที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง ในขณะที่รัฐบาลกัวลาลัมเปอร์กำลังเร่งแสวงหาแหล่งน้ำมันทางเลือก ท่ามกลางวิกฤตเชื้อเพลิงที่เกี่ยวเนื่องกับสงครามในอิหร่าน (Iran)
รายงานข่าวจากมาเลเซียระบุว่า สมเด็จพระราชาธิบดีสุลต่าน อิบราฮิม เสด็จฯ ถึงท่าอากาศยานนานาชาติวนูโคโว-2 (Vnukovo-2 International Airport) เมื่อเวลา 16.20 น. ตามเวลาท้องถิ่นของวันพฤหัสบดี โดยมี อันเดรย์ รูเดนโก (Andrey Rudenko) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย, เจ้าหน้าที่ระดับสูงฝ่ายพิธีการทูต และ เจือง ลูน ไล (Cheong Loon Lai) เอกอัครราชทูตมาเลเซียประจำรัสเซีย เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ
การเสด็จฯ เยือนในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเข้าร่วมงานฉลองวันชัยชนะ (Victory Day) ของรัสเซียในวันที่ 9 พฤษภาคม ในฐานะแขกผู้มีเกียรติอย่างเป็นทางการตามคำกราบทูลเชิญของประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน (Vladimir Putin) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในชุดกิจกรรมระดับราชวงศ์ที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างมาเลเซียและรัสเซียกลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง
แม้ว่าการเสด็จฯ เยือนครั้งนี้จะมีวัตถุประสงค์หลักในเชิงพิธีการ แต่จังหวะเวลาดังกล่าวกลับประจวบเหมาะกับภาวะบีบคั้นด้านพลังงานที่กำลังคุกคามมาเลเซียและอีกหลายประเทศในภูมิภาคเอเชีย โดยสงครามอิหร่าน (Iran War) ได้ส่งผลกระทบต่อการขนส่งสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญในอ่าวเปอร์เซียสำหรับการค้ายาน้ำมันและก๊าซทั่วโลก บีบให้รัฐบาลต่างๆ ในภูมิภาคต้องเร่งเสาะหาอุปทานทางเลือก พร้อมพยายามควบคุมราคาเชื้อเพลิงไม่ให้ส่งผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อ
ทางด้านนายกรัฐมนตรี อันวาร์ อิบราฮิม (Anwar Ibrahim) เปิดเผยเมื่อเดือนที่แล้วว่า เปโตรนาส (Petronas) บริษัทน้ำมันแห่งชาติของมาเลเซีย จะดำเนินการเจรจากับรัสเซียเพื่อจัดซื้อน้ำมันดิบ ในขณะที่มาเลเซียพยายามสร้างความมั่นคงด้านอุปทานภายในประเทศ
“นับเป็นโชคดีที่ความสัมพันธ์ของเรากับรัสเซียยังคงดำเนินไปด้วยดี ดังนั้นทีมงานของเปโตรนาสจึงสามารถเจรจากับพวกเขาได้” อันวาร์กล่าวกับหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น ซีนาร์ ฮารียน (Sinar Harian) เมื่อวันที่ 18 เมษายน พร้อมเสริมว่าขณะนี้หลายประเทศที่เคยดำเนินมาตรการคว่ำบาตรรัสเซีย ต่างก็กำลังหันกลับมาเสาะหาน้ำมันจากรัสเซียเช่นกัน
ในเดือนมีนาคม เปโตรนาส (Petronas) ระบุว่า ความต้องการน้ำมันดิบของมาเลเซียเกือบร้อยละ 40 ต้องพึ่งพาการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ในขณะที่ความต้องการน้ำมันเบนซินและดีเซลในประเทศยังคงสูงกว่าขีดความสามารถในการผลิตภายในอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทระบุว่าราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงขึ้น รวมถึงต้นทุนการขนส่ง ค่าเบี้ยประกัน และค่าใช้จ่ายด้านโลจิสติกส์ ล้วนส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในการจัดหาเชื้อเพลิงของประเทศ
สถานการณ์ดังกล่าวกำลังสร้างแรงกดดันต่อสถานะการคลังของรัฐบาล โดยฝ่ายบริหารภายใต้การนำของอันวาร์ยังคงตรึงราคาน้ำมันเบนซินสูตร RON95 ไว้ที่ 1.99 ริงกิต (ประมาณ 50 เซนต์สหรัฐฯ) ต่อลิตร ซึ่งถือเป็นหนึ่งในราคาที่ต่ำที่สุดในภูมิภาค แม้ว่าราคาน้ำมันดิบโลกจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างรุนแรงก็ตาม
อย่างไรก็ตาม สถาบันวิจัยคาซานาห์ (Khazanah Research Institute) ซึ่งเป็นหน่วยงานคลังสมองด้านนโยบาย ได้ออกมาเตือนเมื่อวันอังคารว่า หากภาวะช็อกด้านราคาน้ำมันยังคงดำเนินต่อไป อาจส่งผลให้งบประมาณอุดหนุนเชื้อเพลิงประจำปีของมาเลเซียพุ่งสูงถึงประมาณ 4.8 หมื่นล้านริงกิต ซึ่งเกือบจะเท่ากับงบประมาณทั้งหมดที่รัฐบาลจัดสรรไว้เพื่อการอุดหนุนและการช่วยเหลือทางสังคม
เมื่อช่วงต้นเดือนเมษายน นายกรัฐมนตรีอันวาร์เปิดเผยว่า การดำเนินภารกิจทางการทูตของมาเลเซียกับอิหร่าน ได้ช่วยให้เรือบรรทุกน้ำมันของเปโตรนาสลำหนึ่งสามารถเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซมายังโครงการปิโตรเคมีครบวงจรเป็งเงรัง (Pengerang Integrated Complex) ในรัฐยะโฮร์ (Johor) ทางตอนใต้ ซึ่งเป็นศูนย์กลางโรงกลั่นน้ำมันของประเทศได้สำเร็จ
นอกจากนี้ อันวาร์ยังได้โต้แย้งข้ออ้างที่ว่าการขนส่งน้ำมันของมาเลเซียไม่ได้พึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซ โดยยืนยันในสัปดาห์นี้ว่าเส้นทางดังกล่าวยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด “นี่คือเส้นทางที่ต้องใช้ แต่ขณะนี้กำลังเกิดอุปสรรค ราคาปรับตัวสูงขึ้นเนื่องจากค่าขนส่งและเบี้ยประกันพุ่งสูงขึ้น” อันวาร์กล่าวกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันจันทร์
มาเลเซียถือเป็นหนึ่งในกลุ่มรัฐบาลเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งรวมถึง อินโดนีเซีย (Indonesia), ฟิลิปปินส์ (Philippines) และไทย (Thailand) ที่กำลังหันหน้าเข้าหารัสเซีย (Russia) เพื่อขอรับการสนับสนุนด้านพลังงาน
แม้ว่าสหรัฐฯ จะมีการบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อพลังงานของรัสเซียภายหลังการบุกยูเครน (Ukraine) แต่รัฐบาลของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ได้ประกาศต่ออายุมาตรการผ่อนผันชั่วคราวเมื่อเดือนที่แล้ว เพื่ออนุญาตให้หลายประเทศสามารถจัดซื้อน้ำมันของรัสเซียที่มีการคว่ำบาตรผ่านทางทะเลได้
อย่างไรก็ดี บรรดาเจ้าหน้าที่จากยุโรปได้ออกมาเตือนประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เกี่ยวกับการหันไปหาเมืองหลวงมอสโก โดยให้เหตุผลว่าการจัดซื้อพลังงานจากรัสเซียมีความเสี่ยงที่จะเป็นการช่วยสนับสนุนเงินทุนในการทำสงครามยูเครน (Ukraine War)
สำหรับการเสด็จฯ เยือนรัสเซียของสมเด็จพระราชาธิบดีสุลต่าน อิบราฮิม ในครั้งนี้ ถือเป็นการเสด็จฯ เยือนครั้งประวัติศาสตร์ตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีที่แล้ว ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของประมุขแห่งรัฐมาเลเซียนับตั้งแต่มีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตในปี 1967 นอกจากนี้ พระองค์ยังได้รับการรับรองจากปูตินที่นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก (St Petersburg) ในเดือนมกราคม ระหว่างการเสด็จฯ เยือนพิพิธภัณฑ์เฮอร์มิเทจ (Hermitage Museum) เป็นกรณีพิเศษ
ฟรานซิส ฮัตชินสัน (Francis Hutchinson) และ อิซาเบลล์ ชัว (Isabelle Chua) นักวิเคราะห์จากสถาบัน ISEAS-Yusof Ishak ให้ความเห็นเมื่อปีที่แล้วว่า การดำเนินความสัมพันธ์กับรัสเซียของกษัตริย์มาเลเซียมีความสมเหตุสมผลผ่านมุมมองเรื่อง “การจัดซื้อยุทโธปกรณ์ทางการทหาร, นโยบายต่างประเทศ และความรู้สึกภายในประเทศ”
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีอันวาร์ยังได้แสดงท่าทีซ้ำหลายครั้งในการเข้าหารัสเซีย เพื่อแสวงหาความร่วมมือทั้งในด้านการค้า, พลังงาน, เกษตรกรรม, อวกาศ, ผลิตภัณฑ์ฮาลาล และการเงินอิสลาม
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.scmp.com/week-asia/economics/article/3352696/malaysian-kings-visit-russia-expected-smooth-path-oil-deal?module=top_story&pgtype=section