สหรัฐฯ-ญี่ปุ่นใช้ฟิลิปปินส์เป็นสนามซ้อมยิงมิสไซล์
สหรัฐฯ-ญี่ปุ่น 'ใช้ฟิลิปปินส์เป็นสนามซ้อมยิงมิสไซล์' ผลักประเทศขึ้นเป็นด่านหน้าในสายตาจีน
8-5-2026
Asia Times รายงานว่า การซ้อมรบร่วมภายใต้รหัส Balikatan ในปีนี้ได้กลายเป็นหลักไมล์สำคัญที่บ่งชี้ว่า ประเทศฟิลิปปินส์ (Philippines) กำลังเปลี่ยนสถานะจากเพียงประเทศพันธมิตรตามสนธิสัญญา ไปสู่การเป็น "ศูนย์กลางการวางกำลังขีปนาวุธส่วนหน้า" (Forward-deployed missile hub) ท่ามกลางการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงระหว่างประเทศสหรัฐฯ (US) และประเทศจีน (China) ในภูมิภาคแปซิฟิก
รายงานจากสื่อมวลชนหลายสำนักระบุว่า กองกำลังป้องกันตนเองทางบกของญี่ปุ่น (JGDSF) ได้ทำการยิงขีปนาวุธต่อต้านเรือจากชายฝั่งรุ่น Type 88 เป็นครั้งแรกในดินแดนฟิลิปปินส์ ขณะที่กองทัพบกสหรัฐฯ ได้ทดสอบยิงขีปนาวุธร่อน Tomahawk จากระบบขีปนาวุธพิสัยกลาง Typhon
ในการฝึกซ้อมที่เมืองปาโอย (Paoay) จังหวัดอีโลโกสนอร์เต (Ilocos Norte) กำลังพลญี่ปุ่นประมาณ 140 นายได้ยิงขีปนาวุธ Type 88 จำนวน 2 ลูก เข้าหาเป้าหมายซึ่งเป็นเรือที่ปลดประจำการของกองทัพเรือฟิลิปปินส์ที่จอดห่างจากชายฝั่ง 75 กิโลเมตร โดยมีนายชินจิโร โคอิซูมิ (Shinjiro Koizumi) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่น และนายกิลแบร์โต ทีโอโดโร จูเนียร์ (Gilberto Teodoro Jr.) เลขาธิการกระทรวงกลาโหมฟิลิปปินส์ เข้าร่วมสังเกตการณ์ ขณะที่ประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ (Ferdinand Marcos Jr.) ติดตามการซ้อมรบผ่านระบบทางไกล
ก่อนหน้านี้เพียงหนึ่งวัน กองพลน้อยภารกิจหลายมิติที่ 1 (1st Multi-Domain Task Force) ของกองทัพบกสหรัฐฯ ภาคพื้นแปซิฟิก ได้ยิงขีปนาวุธ Tomahawk จากเมืองตักโลบัน (Tacloban City) จังหวัดเลย์เต (Leyte) เข้าใส่เป้าหมายที่อยู่ห่างออกไป 600 กิโลเมตร ณ ค่ายแมกไซไซ (Fort Magsaysay) ในจังหวัดนูเอบาเอซิฮา (Nueva Ecija) เพื่อจำลองการสนับสนุนปฏิบัติการภาคพื้นดิน
การซ้อมรบครั้งนี้มีกำลังพลเข้าร่วมกว่า 17,000 นาย จากฟิลิปปินส์, สหรัฐฯ, ญี่ปุ่น, ออสเตรเลีย (Australia), แคนาดา (Canada), ฝรั่งเศส (France), นิวซีแลนด์ (New Zealand) และสหราชอาณาจักร (UK) โดยพุ่งเป้าไปที่การขยายความร่วมมือในการโจมตีทางทะเลและการป้องกันเกาะ ขณะที่รัฐบาลจีนได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่าการซ้อมรบดังกล่าวเป็นการทำลายเสถียรภาพ และเตือนถึงสภาวะ "การกลับมาเป็นมหาอำนาจทางทหาร" (Remilitarization) ของญี่ปุ่น
นัยทางยุทธศาสตร์และช่องว่างด้านความมั่นคง
การทดสอบระบบขีปนาวุธ Typhon อาจเป็นการยืนยันความจำเป็นของสหรัฐฯ ในการวางกำลังระบบดังกล่าวในฟิลิปปินส์ เนื่องจากขีปนาวุธ Tomahawk ที่มีพิสัยทำการ 1,250 - 2,000 กิโลเมตร ช่วยให้สหรัฐฯ สามารถคุกคามเป้าหมายในแผ่นดินใหญ่ของจีนได้จากดินแดนฟิลิปปินส์ นอกจากนี้ การวางกำลัง Type 88 ของญี่ปุ่น และระบบ NMESIS ของนาวิกโยธินสหรัฐฯ ยังช่วยเสริมประสิทธิภาพให้กับขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียง BrahMos ของฟิลิปปินส์ในการควบคุมจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เช่น สันดอนสกาโบโรห์ (Scarborough Shoal)
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ตั้งข้อสังเกตว่า แม้ระบบเหล่านี้จะมีความคล่องตัวสูง แต่อาจเผชิญความเปราะบางเนื่องจากสภาพภูมิศาสตร์ที่เป็นเกาะขนาดเล็กและโครงสร้างพื้นฐานที่จำกัด ซึ่งง่ายต่อการถูกตรวจจับและโจมตีด้วยโดรนหรือขีปนาวุธจากจีน นอกจากนี้ ขีปนาวุธ Type 88 ของญี่ปุ่นยังเป็นเทคโนโลยีจากยุคสงครามเย็น ซึ่งอาจลดประสิทธิภาพเมื่อต้องเผชิญกับระบบป้องกันภัยทางอากาศสมัยใหม่และขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกของจีน
การส่งสัญญาณทางการเมือง
ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าการส่งสัญญาณจากการซ้อมรบครั้งนี้มีความสำคัญมากกว่าตัวอาวุธ เนื่องจากสหรัฐฯ กำลังติดพันกับสงครามในอิหร่าน (Iran) จึงจำเป็นต้องสร้างความมั่นใจให้แก่พันธมิตรในแปซิฟิกอย่างญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ และไต้หวัน (Taiwan) ว่าสหรัฐฯ จะไม่ละเลยภูมิภาคนี้ ขณะที่ฟิลิปปินส์เองก็เริ่มเร่งขยายความร่วมมือด้านความมั่นคงกับพันธมิตรที่หลากหลายมากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงจากนโยบายที่คาดเดายากของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) และสภาวะที่สหรัฐฯ มุ่งเน้นไปที่สงครามในตะวันออกกลาง
ท้ายที่สุด ฟิลิปปินส์อาจเผชิญกับภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก หากสหรัฐฯ ตัดสินใจโยกย้ายระบบอาวุธเหล่านี้ (เช่นระบบ THAAD) ไปยังภูมิภาคอื่นตามความจำเป็นเร่งด่วน เหมือนที่เคยเกิดขึ้นกับเกาหลีใต้ ซึ่งอาจทิ้งให้ฟิลิปปินส์ต้องเผชิญหน้ากับจีนที่โกรธเคืองเพียงลำพัง การวางกำลังขีปนาวุธในระยะยาวอาจนำฟิลิปปินส์ไปสู่ใจกลางความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจที่ตนเองไม่มีอำนาจเพียงพอที่จะควบคุมหรือกำหนดทิศทางได้ ตามรายงานเชิงวิเคราะห์สถานการณ์ความมั่นคงล่าสุด
---
IMCT NEWS
ที่มา https://asiatimes.com/2026/05/us-japan-missile-drills-put-philippines-in-chinas-line-of-fire/