ค่ายรถเยอรมันสะเทือนหนัก จีนพลิกบทบาท
ค่ายรถเยอรมันสะเทือนหนัก จีนพลิกบทบาทคู่ค้าเป็นคู่แข่ง กดดันการเมืองภายในประเทศ
4-8-2026
POLITICOEurope รายงานว่า ประเทศจีน (China) เคยเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยพลิกโฉมค่ายรถยนต์ของประเทศเยอรมนี (Germany) ให้กลายเป็นยักษ์ใหญ่ระดับโลก มอบยอดขายที่แข็งแกร่งนานหลายทศวรรษพร้อมผลกำไรหลายพันล้าน แต่ในปัจจุบัน ตลาดจีนได้กลายเป็นภาระและความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดของอุตสาหกรรมยานยนต์เยอรมนี
ประเทศจีน (China) สร้างยักษ์ใหญ่อุตสาหกรรมรถยนต์ของประเทศเยอรมนี (Germany) ขึ้นมา แต่ในเวลานี้ ประเทศจีน (China) กำลังมีส่วนในการทำลายล้างค่ายรถเหล่านั้น ขณะที่นักการเมืองของประเทศเยอรมนี (Germany) กำลังวิตกกังวลอย่างหนักเกี่ยวกับผลกระทบสะท้อนกลับจากความระส่ำระสายของอุตสาหกรรมยานยนต์
ประเทศจีน (China) เคยช่วยเปลี่ยนผู้ผลิตรถยนต์ของประเทศเยอรมนี ให้เป็นยักษ์ใหญ่ระดับโลก โดยสร้างยอดขายที่แข็งแกร่งนานหลายทศวรรษและกำไรหลายพันล้าน ทว่าในปัจจุบัน ตลาดแห่งนี้กลับกลายเป็นภาระความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดของพวกเขา
บรรดาผู้ผลิตรถยนต์ของประเทศจีน ใช้เวลานานหลายทศวรรษในการเฝ้าสังเกต เรียนรู้ และลงทุน จนกระทั่งในปัจจุบันสามารถผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่มีอุปกรณ์และออปชันที่ดีกว่า ในราคาที่ถูกกว่าบริษัท โฟล์คสวาเกน (Volkswagen), บีเอ็มดับเบิลยู (BMW) และ เมอร์เซเดส-เบนซ์ (Mercedes-Benz) ในขณะเดียวกัน ตลาดรถยนต์ของประเทศจีน (China) ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกและกำลังประสบภาวะความร้อนแรงเกินตัว ได้หดตัวลงถึงหนึ่งในสี่ (1/5) ในปีนี้ ส่งผลกดดันให้ผู้ผลิตรถยนต์ทั้งท้องถิ่นและต่างชาติจำต้องก้าวเข้าสู่ศึกการต่อสู้แย่งชิงความอยู่รอดอันโหดร้าย
ผลกระทบดังกล่าวปรากฏชัดเจนในเดือนนี้ เมื่อผู้ผลิตรถยนต์เยอรมันรายงานผลประกอบการรอบครึ่งปี ซึ่งเผยให้เห็นการขาดทุนหลายพันล้าน พร้อมการประกาศเลิกจ้างงานและการสั่งปิดโรงงานทั่วทวีปยุโรป
โอลิเวอร์ บลูเมอ (Oliver Blume) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ โฟล์คสวาเกน กรุ๊ป กล่าวกับบรรดานักลงทุนว่า "สภาพแวดล้อมทางธุรกิจไม่เคยหนักหน่วงเท่าที่เรากำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน เมื่อเรามองไปสู่อนาคต เรายิ่งเห็นความเสี่ยงที่ทยอยเข้ามามากขึ้นเรื่อย ๆ"
ปัญหาความเดือดร้อนของอุตสาหกรรมยานยนต์ถือเป็นอีกหนึ่งหมัดหนักที่ซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจระส่ำระสายของประเทศเยอรมนี (Germany) และกลายเป็นปัญหาทางการเมืองที่ขยายตัวขึ้นเรื่อย ๆ สำหรับรัฐบาลผสมอันเปราะบางของนายกรัฐมนตรี ฟรีดริช แมร์ซ (Friedrich Merz) ในขณะที่การเลือกตั้งระดับรัฐนัดสำคัญกำลังจะเกิดขึ้นในช่วงฤดูใบไม้ร่วงนี้
นับตั้งแต่คริสต์ทศวรรษ 1980 ประเทศจีน คือขุมทรัพย์กุญแจสำคัญในการสร้างกำไรมหาศาลให้กับค่ายรถยนต์เยอรมนี เพื่อแลกกับการเข้าถึงตลาดขนาดใหญ่ยักษ์และเติบโตอย่างรวดเร็ว รัฐบาลปักกิ่ง ได้บังคับให้ค่ายรถยนต์ต่างชาติจำต้องตั้งบริษัทร่วมทุน (Joint Ventures) กับพันธมิตรในท้องถิ่น
ตลอดหลายทศวรรษ ข้อตกลงดังกล่าวสร้างความสมเหตุสมผลทางธุรกิจ และสร้างเงินมหาศาลให้แก่บรรดาผู้ถือหุ้น ทว่าบริษัทของประเทศจีน (China) ได้แซงหน้าคู่แข่งจากประเทศเยอรมนี (Germany) ด้านเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งเติบโตอย่างก้าวกระโดดในประเทศจีน (China) หลังวิกฤตการแพร่ระบาด แม้แบรนด์เยอรมันจะเคยได้รับความนิยมและมีสถานะหรูหราทรงคุณค่าในหมู่ผู้ซื้อชาวจีนมาอย่างยาวนาน แต่ผู้บริโภคกลับเปลี่ยนความภักดีอย่างรวดเร็วไปสู่ผู้ผลิตรถยนต์ท้องถิ่นที่มีเทคโนโลยีที่ดีกว่าและราคาถูกกว่า
เปโดร พาเชโก (Pedro Pacheco) นักวิเคราะห์ด้านยานยนต์จากบริษัทที่ปรึกษา การ์ทเนอร์ (Gartner) ระบุว่า "พวกเขากำลังสูญเสียเค้กชิ้นใหญ่ในประเทศจีน (China) และอาจไม่สามารถฟื้นตัวกลับมาในตลาดนั้นได้อีกเลย"
ความเจ็บปวดดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในประเทศจีน อีกต่อไป แต่กำลังส่งผลกระทบอย่างหนักต่อโรงงานต่าง ๆ ในประเทศเยอรมนี
บริษัท บีเอ็มดับเบิลยู (BMW) ประกาศในสัปดาห์นี้ว่าจะทำการปรับลดตำแหน่งงานจำนวน 8,000 ตำแหน่งทั่วประเทศเยอรมนี ภายในสิ้นปี 2027 โดยแพ็กเกจการจ่ายเงินชดเชยจะเริ่มส่งถึงมือพนักงานตั้งแต่เดือนตุลาคมเป็นต้นไป ด้าน เมอร์เซเดส-เบนซ์ (Mercedes-Benz) ต้องการให้พนักงานขยายชั่วโมงการทำงานจาก 35 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เพิ่มเป็น 40 ชั่วโมงเต็ม — โดยได้รับค่าจ้างเท่าเดิม
ขณะที่ค่ายรถยนต์เรือธงอย่าง โฟล์คสวาเกน กำลังอยู่ในระหว่างการเจรจากับสหภาพแรงงานเพื่อปลดพนักงานจำนวน 100,000 ตำแหน่ง และทำการปิดโรงงาน
ปัจจัยเหล่านี้กลายเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีให้กับพรรคทางเลือกเพื่อเยอรมนี (Alternative for Germany: AfD) ซึ่งเป็นพรรคการเมืองฝ่ายขวาโต่ง ที่กำลังได้รับคะแนนนิยมเพิ่มขึ้นในการสำรวจความเห็นระดับชาติ และกำลังใช้ประเด็นการตกต่ำของอุตสาหกรรมยานยนต์และการเลิกจ้างงานในการโจมตีรัฐบาลอย่างหนัก
อลิซ ไวเดล (Alice Weidel) หนึ่งในผู้นำพรรค AfD กล่าวในสัปดาห์นี้ว่า "แม้แต่บริษัทอุตสาหกรรมหลักระดับหัวหอกอย่าง โฟล์คสวาเกน (Volkswagen), พอร์เชอ (Porsche) หรือ อินฟิเนออน (Infineon) ก็ยังบันทึกตัวเลขกำไรดิ่งลงประวัติศาสตร์ และกำลังวางแผนเลิกจ้างงานหลายแสนตำแหน่งในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่ากระบวนการย้อนกลับทางอุตสาหกรรม (Deindustrialization) ในฐานที่มั่นทางธุรกิจของเราได้ลุกลามไปไกลขนาดไหนแล้ว"
นายกรัฐมนตรี ฟรีดริช แมร์ซ (Friedrich Merz) และรัฐบาลผสม จะได้เห็นภาพแรกว่าการปรับลดจ้างงานเหล่านี้ส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้ลงคะแนนเสียงอย่างไร ในการเลือกตั้งระดับรัฐช่วงฤดูใบไม้ร่วงนี้ ในฐานที่มั่นทางตะวันออกของพรรค AfD อย่างรัฐซัคเซิน-อันฮัลท์ (Saxony-Anhalt) และรัฐเมคเลนบูร์ก-ฟอร์พ็อมเมิร์น
ในขณะที่ผู้ผลิตรถยนต์ยังคงทำผลงานได้ดีในทวีปยุโรป และทวีปอเมริกาเหนือ แต่ยอดขายที่ดิ่งลงอย่างหนักในประเทศจีน กำลังลบเลือนผลกำไรเหล่านั้นจนหมดสิ้นและลุกลามเป็นผลขาดทุน
เมื่อต้องเผชิญกับการแข่งขันอันดุเดือดและภาวะกำลังการผลิตเกินความต้องการภายในประเทศ ผู้ผลิตรถยนต์จีนจึงส่งออกยานยนต์ในปริมาณทลายสถิติ โดยมีทวีปยุโรป (Europe) เป็นหมุดหมายหลัก ซึ่งในปัจจุบันประเทศจีน (China) สามารถขายรถยนต์ในทวีปยุโรป (Europe) ได้มากกว่าจำนวนรถยนต์ที่ประเทศเยอรมนี (Germany) ขายได้ในประเทศจีน (China) เสียอีก
และผู้บริโภคชาวชาวยุโรปก็ยินดีที่จะซื้อ รถยนต์แบรนด์จีนในสหภาพยุโรป (EU) มียอดขายพุ่งสูงขึ้นถึง 63% ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ โดยเติบโตจาก 338,000 คันในปี 2025 ขึ้นมาอยู่ที่เกือบ 549,000 คันในปี 2026 ตามข้อมูลล่าสุดจากสมาคมผู้ผลิตรถยนต์แห่งยุโรป (ACEA) ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 10% ของยอดขายรถยนต์ทั้งหมด
แม้ว่าบริษัทรถยนต์เยอรมันจะพึ่งพาประเทศจีน (China) มากเป็นพิเศษ แต่ผู้ผลิตรถยนต์ที่ไม่ได้มีฐานธุรกิจในจีนเลยอย่าง เรโนลต์ (Renault) ของประเทศฝรั่งเศส ก็เริ่มได้รับผลกระทบจากการทะลักเข้ามาของรถยนต์จีนในทวีปยุโรป (Europe) เช่นกัน
แมทเธียส ชมิดท์ (Matthias Schmidt) นักวิเคราะห์อุตสาหกรรมยานยนต์ยุโรป ระบุว่าการทะลักเข้ามาของรถยนต์จีนราคาถูกที่มีเทคโนโลยีดีกว่า กำลังตัดราคาและแย่งตลาดของ เรโนลต์ (Renault) รวมถึงรุ่นราคาย่อมเยาอย่าง ดาเซีย (Dacia) โดย เรโนลต์ (Renault) รายงานเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาว่า แบรนด์ ดาเซีย (Dacia) มียอดขายลดลง 8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีรุ่งขึ้นในครึ่งแรกของปี 2026
ทางด้านคณะกรรมาธิการยุโรป กำลังพยายามยื่นมือเข้าช่วยด้วยการจัดเก็บภาษีทุ่มตลาดกับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ผลิตในประเทศจีน หลังจากการสืบสวนการอุดหนุนภาครัฐ แต่ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นกลับทำอะไรได้ไม่มากนักในการยับยั้งการไหลทะลัก นอกจากนี้ ภาษีดังกล่าวยังไม่ครอบคลุมถึงรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด ทำให้กลายเป็นช่องโหว่ทำเงินมหาศาลสำหรับผู้ผลิตรถยนต์จีน
ชะตากรรมที่พลิกผันกำลังกดดันให้ผู้ผลิตรถยนต์ยุโรปบางรายเริ่มมองหาการจับมือเป็นพันธมิตรกับบริษัทจีน
สเตลแลนทิส (Stellantis) แบรนด์ร่วมทุนฝรั่งเศส-อิตาลี-อเมริกัน ได้เข้าเป็นพันธมิตรกับ ลีปมอเตอร์ (Leapmotor) ของประเทศจีน (China) ซึ่งมียอดขายพุ่งกระฉูดจากเพียง 7,701 คันในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 ขึ้นมาเป็น 48,261 คันในปีนี้ ตามรายงานของ ACEA
ทางด้าน โอลิเวอร์ บลูเมอ (Oliver Blume) จาก โฟล์คสวาเกน ได้ส่งสัญญาณถึงการดำเนินกลยุทธ์ในลักษณะเดียวกัน โดยบอกกับนักลงทุนว่า ผู้ผลิตรถยนต์อาจเริ่มนำโมเดลรุ่นที่พัฒนาในประเทศจีน มาผลิตในทวีปยุโรป เพื่อป้อนแก่ลูกค้าชาวยุโรป
โอลาฟ ลีส (Olaf Lies) มุขมนตรีรัฐซัคเซินล่าง (Lower Saxony) ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายสำคัญของ โฟล์คสวาเกน กล่าวเมื่อช่วงฤดูร้อนนี้ว่า มันจะเป็นความผิดพลาดหากผู้ผลิตรถยนต์จะวางตัวแบ่งแยกออกจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของประเทศจีน
"เป้าหมายของเราต้องไม่ใช่การกีดกันการพัฒนาทางเทคโนโลยีออกจากกัน" โอลาฟ ลีส กล่าว
ทว่า แมทเธียส ชมิดท์ (Matthias Schmidt) นักวิเคราะห์ ได้เตือนว่าก้าวเดินดังกล่าวเสี่ยงที่จะทำลายแบรนด์เยอรมัน เพราะรถยนต์เหล่านั้นจะกลายเป็นรถยนต์จีนที่ติดโลโก้ VW ซึ่งอาจยิ่งจูงใจให้ผู้บริโภคหันไปซื้อเวอร์ชันแบรนด์จีนที่มีราคาถูกกว่าแทน
การแสวงหาตลาดใหม่
ผู้ผลิตรถยนต์ในทวีปยุโรป กำลังพยายามหาทางรอดด้วยการขยายตัวเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ "ทวีปอเมริกาเหนือ , ประเทศอินเดีย (India) และกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา คือเครื่องยนต์ขับเคลื่อนการเติบโตในวันพรุ่งนี้ของเรา" โอลิเวอร์ บลูเมอ (Oliver Blume) กล่าวระหว่างการประชุมร่วมกับนักลงทุน
เว้นเสียแต่ว่า ฝ่ายจีนได้เข้าไปปักหมุดรออยู่ก่อนแล้ว โดยทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และลาตินอเมริกา แบรนด์รถยนต์จีนได้เข้าครอบครองและครองตลาดยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ไว้เรียบร้อยแล้ว
นอกจากนี้ บรรดาค่ายรถยนต์ยุโรปที่กำลังสะบักสะบอม ยังหวังที่จะสร้างกำไรจากการพุ่งขึ้นของงบประมาณด้านกลาโหมและความมั่นคง โดยการเสนอความเชี่ยวชาญด้านระบบการผลิตแบบอุตสาหกรรมขั้นสูง
โอลิเวอร์ บลูเมอ (Oliver Blume) กล่าวกับนักลงทุนว่า โฟล์คสวาเกน กำลังอยู่ในระหว่าง "การเจรจาขั้นสูง" กับบริษัทด้านกลาโหมแห่งหนึ่ง พร้อมเสริมว่าเขาคาดว่าจะมี "การตัดสินใจภายในปีนี้" อย่างไรก็ตาม พนักงานบางส่วน โดยเฉพาะในประเทศเยอรมนี ยังคงมีความวิตกกังวลและระมัดระวังที่จะต้องเข้าไปเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมยุทโธปกรณ์และอาวุธ
นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงที่จะถูกตอบโต้จากรัฐบาลปักกิ่ อีกด้วย เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ประเทศจีน ได้กำหนดมาตรการจำกัดการส่งออกต่อบริษัทด้านเทคโนโลยีและกลาโหม 14 แห่ง รวมถึงบริษัท ไรน์เมทัลล์ (Rheinmetall) ยักษ์ใหญ่ด้านกลาโหมของประเทศเยอรมนี แม้ว่าการกระทำดังกล่าวจะเป็นการตอบโต้มาตรการจำกัดการส่งออกที่บังคับใช้กับบริษัทจีน แต่มันแสดงให้เห็นว่าบริษัทในอุตสาหกรรมยานยนต์ที่โดดข้ามไปแตะธุรกิจกลาโหมก็อาจตกอยู่ในความเสี่ยงเช่นเดียวกัน
ด้วยเหตุที่อุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดของประเทศกำลังตกอยู่ในวิกฤตหนัก นายกรัฐมนตรี ฟรีดริช แมร์ซ จึงพยายามลดผลกระทบทางการเมือง โดยกระตุ้นเตือนผู้ลงคะแนนเสียงในรัฐซัคเซิน-อันฮัลท์ และรัฐเมคเลนบูร์ก-ฟอร์พ็อมเมิร์น ไม่ให้หันไปสนับสนุนพรรค AfD ในการเลือกตั้งเดือนกันยายนที่จะถึงนี้
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.politico.eu/article/china-germany-car-sales-loss/