แคนาดา-EU เผชิญข้อจำกัดความสัมพันธ์
แคนาดา-EU เผชิญข้อจำกัดความสัมพันธ์ หลังสหภาพยุโรปยื่นข้อเสนอ "สมาชิกสมทบ" ให้ "มาร์ก คาร์นีย์" คานอำนาจสหรัฐฯ
19-9-2026
สำนักข่าว Reuters รายงานว่า นายกรัฐมนตรีมาร์ก คาร์นีย์ (Mark Carney) แห่งประเทศแคนาดา (Canada) บรรลุข้อเสนอประวัติศาสตร์จากสหภาพยุโรป (European Union: EU) ในการดำรงสถานะ "สมาชิกสมทบ" (associate member) เป็นประเทศแรกของประชาคมยุโรป ซึ่งนับเป็นชัยชนะเชิงสัญลักษณ์ครั้งสำคัญในยุทธศาสตร์หาเสียงและบริหารประเทศของเขา เพื่อพิสูจน์ว่าประเทศแคนาดา (Canada) สามารถเจริญรุ่งเรืองได้โดยการลดการพึ่งพาทางเศรษฐกิจจากประเทศสหรัฐฯ (US)
อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน ทั้งสหภาพยุโรป (EU) และประเทศแคนาดา (Canada) จำเป็นต้องร่วมกันกำหนดนิยามที่ชัดเจนว่าข้อเสนอดังกล่าวมีความหมายในทางปฏิบัติอย่างไร พร้อมทั้งต้องเผชิญกับอุปสรรคสำคัญ ทั้งเสียงคัดค้านจากประเทศสมาชิก EU บางประเทศ ตลอดจนความลังเลใจของฝ่ายบริหารทางการทหารของแคนาดา ซึ่งมีความผูกพันและเชื่อมโยงด้านความมั่นคงกับประเทศสหรัฐฯ (US) มาอย่างยาวนาน
ข้อเสนอดังกล่าว พร้อมด้วยคำมั่นสัญญาในการขยายความร่วมมือลึกซึ้งยิ่งขึ้นในด้านการป้องกันประเทศ, พลังงาน, แร่ธาตุขั้นวิกฤต (critical minerals) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) เกิดขึ้นในระหว่างสงครามการค้ากับประเทศสหรัฐฯ (US) และคำขู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจาก ประธานาธิบดีโดนัลด์ ททรัมป์ (Donald Trump) แห่งประเทศสหรัฐฯ (US) ที่จะผนวกประเทศแคนาดา (Canada) ให้กลายเป็น "รัฐที่ 51" (51st state) ของสหรัฐฯ
ในระหว่างการแถลงสุนทรพจน์ต่อสภายุโรป (European Parliament) เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีมาร์ก คาร์นีย์ (Mark Carney) ไม่ได้เอ่ยถึงคำว่า "สมาชิกสมทบ" ที่เสนอโดย นางอูร์ซูลา ฟอน เดอร์ เลเยน (Ursula von der Leyen) ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) โดยตรง แต่ระบุว่าเขารู้สึกชื่นชมในความทะเยอทะยานของเธอ อย่างไรก็ดี ประเทศสมาชิก EU บางประเทศได้แสดงข้อคัดค้าน โดยทางการประเทศเยเรมนี (Germany) ระบุว่าควรมีการทบทวนคำนิยามดังกล่าวใหม่ แม้ว่าจะยังคงให้การสนับสนุนการกระชับความสัมพันธ์ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นกับประเทศแคนาดา (Canada) ก็ตาม ทั้งนี้ ในทางกฎหมายและการต่างประเทศ ไม่เคยมีบรรทัดฐานหรือนิยามทางกฎหมายที่แน่ชัดสำหรับสถานะ "สมาชิกสมทบ" ของ EU มาก่อน โดยนักการทูตยุโรป 3 รายยอมรับว่าพวกเขารู้สึกประหลาดใจต่อคำประกาศดังกล่าว
สถานะที่ไม่เคยมีอยู่จริงในทางกฎหมาย
นายแบร์รี แอพเพิลตัน (Barry Appleton) นักกฎหมายการค้าระหว่างประเทศและอาจารย์พิเศษแห่ง Wilfrid Laurier University กล่าวประเมินว่า ประเทศแคนาดา (Canada) “กำลังได้รับข้อเสนอสถานะที่ไม่เคยมีอยู่จริง จากสถาบันที่ยังไม่ได้ทำความตกลงให้ชัดเจนกับสมาชิกของตนเอง และในสาขาที่รัฐธรรมนูญของแคนาดาเองก็มีข้อจำกัดในการส่งมอบผลประโยชน์ตอบแทน” โดยอ้างอิงถึงการแบ่งแยกอำนาจการปกครองระหว่างรัฐบาลกลางและรัฐบาลระดับมณฑลของแคนาดา พร้อมทั้งเปรียบเทียบว่าประเทศสวิตเซอร์แลนด์ (Switzerland) ต้องใช้เวลาเจรจายาวนานกว่าสองทศวรรษเพื่อขอสิทธิการเข้าถึงเขตเศรษฐกิจยุโรป (European Economic Area) ที่เสรียิ่งขึ้น
ทางด้าน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) แห่งประเทศสหรัฐฯ (US) ได้ออกมาตอบโต้ด้วยการขู่ว่าจะยุติการค้ากับทวีปยุโรป (Europe) “ในหลายๆ ด้าน” พร้อมทั้งวิจารณ์ข้อเสนอการให้สถานะสมาชิกสมทบแก่แคนาดาว่าเป็นเรื่อง “น่าหัวเราะ” (laughable)
ขณะที่ นายเกร็ก แมกอีเชิร์น (Greg MacEachern) รองประธานบริหารแห่ง Sussex Strategy Group และอดีตที่ปรึกษาของ อดีตนายกรัฐมนตรีพอล มาร์ติน (Paul Martin) ระบุว่า “เป็นเรื่องฉลาดของนายกรัฐมนตรีที่ไม่เข้าไปติดกับดักในเรื่องคำนิยามทางศัพท์ภาษา แต่มุ่งเน้นไปที่ข้อเท็จจริงที่ว่าเรากำลังสร้างความสัมพันธ์ใหม่ในระหว่างรับมือกับรัฐบาลสหรัฐฯ ที่คาดเดาไม่ได้อย่างยิ่ง ซึ่งนี่ถือเป็นแต้มต่อมหาศาลในการเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อแสดงให้เห็นว่าแคนาดามีทางเลือกอื่น”
แรงสนับสนุนทางจริยธรรม และข้อจำกัดทางการทหาร
เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ประเทศแคนาดา (Canada) ได้ยื่นใบสมัครเข้าร่วมภาคีพันธมิตรทางทหารเพื่อการตอบโต้เร็ว (rapid response military partnership) ที่นำโดยประเทศสหราชอาณาจักร (UK) ซึ่งประกอบด้วยชาติสมาชิก NATO จำนวน 10 ประเทศ โดย นายกรัฐมนตรีมาร์ก คาร์นีย์ (Mark Carney) ได้ให้คำมั่นที่จะลดการพึ่งพาด้านการป้องกันประเทศจากสหรัฐฯ โดยเฉพาะในภูมิภาคอาร์กติก (Arctic) อันกว้างใหญ่ และเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ได้ประกาศเลือกบริษัท TKMS ของประเทศเยอรมนี (Germany) ในการต่อเรือดำน้ำสูงสุด 12 ลำให้แก่กองทัพเรือแคนาดา
กระนั้นก็ตาม บรรดาผู้นำระดับสูงทางการทหารของแคนาดาระบุว่า การตัดขาดความสัมพันธ์ทางการทหารจากประเทศสหรัฐฯ (US) เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ เนื่องจากทวีปยุโรป (Europe) เองก็ต้องพึ่งพาความมั่นคงจากสหรัฐฯ เช่นเดียวกัน
“แคนาดาจะไม่สามารถตัดขาดความสัมพันธ์กับกองทัพหรือหน่วยข่าวกรองของสหรัฐฯ ได้ เนื่องจากเราอยู่ในความสัมพันธ์การป้องกันทวีปร่วมกัน” ศาสตราจารย์ฟิลิปป์ ลากาสเซ (Philippe Lagassé) ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแห่ง Carleton University กล่าว พร้อมเสริมว่าด้วยปัจจัยทางภูมิศาสตร์ แคนาดายังคงต้องพึ่งพาสหรัฐฯ ในการสนับสนุนทางการทหารหากเกิดการโจมตี “ไม่มีกองเรือรบที่จะแล่นมาจากยุโรป แรงสนับสนุนเชิงจริยธรรมจาก EU จึงเป็นสิ่งเดียวที่เราคาดหวังได้มากที่สุด”
อุปสรรคทางการค้าและระเบียบเกษตรกรรม
ปัจจุบัน สหภาพยุโรป (EU) มีสัดส่วนการค้าคิดเป็นเกือบ 9% ของมูลค่าการค้าทั้งหมดของประเทศแคนาดา (Canada) ขณะที่ประเทศแคนาดา (Canada) ส่งออกสินค้าไปยังประเทศสหรัฐฯ (US) สูงถึงประมาณ 70%
ศาสตราจารย์มาร์ก แมนเกอร์ (Mark Manger) ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์การเมืองแห่ง University of Toronto ระบุว่า คณะเจ้าหน้าที่ EU รู้สึกอึดอัดต่อการที่ประเทศแคนาดา (Canada) ปฏิเสธที่จะเปิดเสรีภาคโทรคมนาคมและผลิตภัณฑ์นม และแม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะมีข้อตกลงการค้าเสรี (CETA) ร่วมกัน แต่ยังมีประเทศสมาชิก EU อีก 10 ประเทศที่ยังไม่ได้ให้สัตยาบันรับรองข้อตกลงดังกล่าว
นอกจากนี้ กลุ่มเกษตรกรแคนาดาได้ร้องเรียนอย่างสม่ำเสมอเกี่ยวกับระเบียบของ EU ที่สกัดกั้นการค้าเนื้อสัตว์ และมาตรการคุ้มครองการค้าที่กระทบต่อการส่งออกข้าวสาลีดูรัม (durum wheat) รวมทั้งกังวลว่าการกระชับความสัมพันธ์ทางการค้าอาจนำไปสู่การบังคับใช้ข้อจำกัดด้านสารเคมีกำจัดศัตรูพืชของยุโรปต่อเกษตรกรแคนาดา
ด้าน นางสาวดิยา เจียง (Diya Jiang) นักวิจัยแห่ง McGill University สรุปวิเคราะห์ว่า ความพยายามของคาร์นีย์ในการเข้าหา EU อาจช่วยบรรเทาแรงกดดันจากความสัมพันธ์อันผันผวนกับสหรัฐฯ ได้บ้าง แต่ก็นำมาซึ่งความซับซ้อนใหม่ “สิ่งนี้ส่งสารว่าแคนาดาเปิดรับการทำธุรกิจ แต่กระบวนการทางโลจิสติกส์ในการเจรจาข้อตกลงใหม่กับ EU จะเป็นเรื่องยากลำบาก เพราะต้องอาศัยฉันทามติทั้งจากฝ่าย EU และจากมณฑลต่างๆ ภายในแคนาดาเอง”
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.reuters.com/world/canada-eu-face-limits-relationship-after-symbolic-eu-overture-carney-2026-09-18/