.
ทองคำและหนี้สหรัฐฯ! จับตา'Tether ผู้ออก Stablecoin ' จะกลายเป็นผู้ถือครองทุนสำรองรายใหญ่ภายในปี 2030 หรือไม่?
6-8-2026
Visual Capitalist รายงานว่า Tether ซึ่งเป็นผู้ออก Stablecoin ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (U.S. Treasuries) มูลค่าราว 117,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และทองคำ 132 เมตริกตันในปัจจุบัน ทำให้บริษัทกลายเป็นผู้ถือครองที่มีนัยสำคัญในตลาดหนี้สหรัฐฯ และตลาดทองคำ ข้อมูลจากกราฟิกของ Visual Capitalist ซึ่งจัดทำร่วมกับ Plasma ในชุด Money 2.0 เปรียบเทียบการถือครองของ Tether กับประเทศสำคัญ พร้อมฉายภาพแนวโน้มการเติบโตไปจนถึงปี 2030
โครงสร้างการเงินระดับโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่เมื่อสินทรัพย์ดิจิทัลอย่าง สเตเบิลคอยน์ (Stablecoin) ทรงอิทธิพลและเข้ามามีบทบาทสำคัญในตลาดการเงินกระแสหลักอย่างต่อเนื่อง
การวิเคราะห์ล่าสุดจากชุดข้อมูล Money 2.0 โดย พลาสม่า (Plasma) และ วิชวล คาปิตาลิสต์ (Visual Capitalist) เปิดเผยบทบาทของ บริษัท เทเธอร์ (Tether) ในฐานะผู้ถือครองรายใหญ่ของทั้ง พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (U.S. Treasuries) และ ทุนสำรองทองคำ (Gold Reserves)
ปัจจุบัน บริษัท เทเธอร์ (Tether) ถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อยู่ที่ประมาณ 1.17 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (US$117 billion) และถือครองทองคำแท่งปริมาณ 132 เมตริกตัน
แม้มูลค่าการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ของเทเธอร์ในปัจจุบันยังคงต่ำกว่าประเทศผู้ถือครองรายใหญ่อย่าง ประเทศญี่ปุ่น (Japan) ซึ่งถือครองอยู่ที่ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (US$1.2 trillion) และ สหราชอาณาจักร (UK) ซึ่งถือครองอยู่ที่ 9.27 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (US$927 billion) แต่เท เธอร์ได้ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้ซื้อหนี้สาธารณะรายใหญ่ที่สุดของรัฐบาลสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ
การคาดการณ์แนวโน้มจนถึงปี ค.ศ. 2030 ชี้ว่ามูลค่าการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ของ บริษัท เทเธอร์ (Tether) มีโอกาสเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดภายใต้สมมติฐานทางเศรษฐกิจที่กำหนดไว้
สมมติฐานดังกล่าวตั้งอยู่บนเงื่อนไขที่ว่า มูลค่าตามราคาตลาด (Market Capitalization) รวมของตลาดสเตเบิลคอยน์ทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 1.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในกรณีพื้นฐาน (Base Case) หรือพุ่งสูงถึง 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในกรณีขยายตัวสูง (Bull Case) ภายในปี ค.ศ. 2030
นอกจากนี้ ยังกำหนดให้ส่วนแบ่งตลาดของ บริษัท เทเธอร์ (Tether) คงที่อยู่ที่ระดับ 59% และสัดส่วนของสินทรัพย์สำรองที่ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงสัดส่วนเดิมไว้ที่ 61%
จากสมมติฐานดังกล่าว ในกรณีพื้นฐาน (Base Case) ยอดการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ของ บริษัท เทเธอร์ (Tether) จะขยับขึ้นไปแตะระดับ 6.82 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (US$682 billion) ภายในปี ค.ศ. 2030
ขณะที่ในกรณีขยายตัวสูง (Bull Case) ยอดการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ของเทเธอร์อาจพุ่งสูงถึง 1.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (US$1.4 trillion) ซึ่งเป็นระดับที่สามารถเคียงบารมีหรือแซงหน้ามูลค่าการถือครองในปัจจุบันของประเทศมหาอำนาจอย่าง ประเทศญี่ปุ่น (Japan) ได้อย่างเต็มภาคภูมิ
ทั้งนี้ ตัวเลขการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ของ ประเทศญี่ปุ่น (Japan) และ สหราชอาณาจักร (UK) เป็นสถิติ ณ ปัจจุบันที่นำมาเปรียบเทียบเพื่อแสดงให้เห็นถึงขนาดและสเกลการเติบโตของเทเธอร์เท่านั้น โดยมูลค่าการถือครองของทั้งสองประเทศก็มีแนวโน้มที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้นตามกาลเวลาเช่นกัน
ในส่วนของ ทุนสำรองทองคำ (Gold Reserves) สินทรัพย์ของ บริษัท เทเธอร์ (Tether) มีแนวโน้มดำเนินไปในทิศทางเติบโตที่สอดคล้องกัน
การประเมินทิศทางทุนสำรองทองคำของเทเธอร์ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่า มูลค่าตลาดสเตเบิลคอยน์ขยายตัวสู่ระดับ 1.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ถึง 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนแบ่งตลาดของเทเธอร์อยู่ที่ 59% สัดส่วนการถือครองทองคำในสินทรัพย์สำรองคงที่อยู่ที่ 10% และราคาทองคำในตลาดโลกพุ่งขึ้นแตะระดับ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ภายในปี ค.ศ. 2030
เมื่อเปรียบเทียบกับปริมาณทองคำสำรองในปัจจุบัน ประเทศญี่ปุ่น (Japan) ถือครองทองคำอยู่ที่ 846 เมตริกตัน ขณะที่ สหราชอาณาจักร (UK) ถือครองอยู่ที่ 310 เมตริกตัน และ บริษัท เทเธอร์ (Tether) ถือครองในปัจจุบันอยู่ที่ 132 เมตริกตัน
หากเป็นไปตามการคาดการณ์ ในกรณีพื้นฐาน (Base Case) ทุนสำรองทองคำของ บริษัท เทเธอร์ (Tether) จะขยับขึ้นเป็น 719 เมตริกตัน ภายในปี ค.ศ. 2030
ส่วนในกรณีขยายตัวสูง (Bull Case) ปริมาณทองคำสำรองของ บริษัท เทเธอร์ (Tether) อาจทะยานขึ้นสูงถึง 1,514 เมตริกตัน ซึ่งเป็นระดับที่ใกล้เคียงหรือแซงหน้าปริมาณทองคำสำรองของธนาคารกลางในหลายประเทศชั้นนำของโลก
การเติบโตอย่างรวดเร็วของ บริษัท เทเธอร์ (Tether) เป็นดัชนีชี้วัดถึงการผงาดขึ้นของสเตเบิลคอยน์ในระบบการเงินระดับโลก ซึ่งกำลังกลายเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนระบบการเงินยุคใหม่ที่มีสเตเบิลคอยน์เป็นหนุนหลัง (Stablecoin-Powered Era)
เพื่อตอบรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว แอปพลิเคชัน พลาสม่า วัน (Plasma One) ได้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถใช้สเตเบิลคอยน์เป็นเงินตราในชีวิตประจำวันได้อย่างสะดวกสบาย
ผู้ใช้บริการสามารถฝากเหรียญสเตเบิลคอยน์ โอนเงิน ยูเอสดีที (USD₮) ข้ามแดนได้โดยไม่มีค่าธรรมเนียม และสามารถนำไปใช้จ่ายได้อย่างสะดวกในกว่า 180 ประเทศทั่วโลก
ข้อมูลเชิงวิเคราะห์ทั้งหมดอ้างอิงจากแหล่งข้อมูลสถาบันการเงินและองค์กรชั้นนำ ได้แก่ บริษัท เทเธอร์ (Tether), สถาบันซิตี (Citi Institute), คอยน์มาร์เก็ตแคป (CoinMarketCap), กระทรวงการคลังสหรัฐฯ (U.S. Treasury), เดอะสตรีต (TheStreet) และ สภาทองคำโลก (World Gold Council)
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.visualcapitalist.com/sp/pla02-gold-and-u-s-debt-tether-mega-holder-by-2030/