'หวัง อี้' เตรียมเยือนโซล
'หวัง อี้' เตรียมเยือนโซล หลัง 'ทรัมป์' สั่งลดการซ้อมรบกับเกาหลีใต้ เปิดช่องให้จีนเจาะเครือข่ายพันธมิตรสหรัฐฯ ในเอเชีย
19-8-2026
สำนักข่าว SCMP รายงานว่า หวัง อี้ (Wang Yi) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน (China) มีกำหนดการเดินทางเยือนกรุงโซล (Seoul) ประเทศเกาหลีใต้ (South Korea) เพียงไม่กี่วันหลังจาก ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ผู้นำสหรัฐฯ (US) ออกมาเรียกร้องให้ลดขนาดการซ้อมรบทางทหารร่วมกับประเทศเกาหลีใต้ (South Korea) ซึ่งส่งผลให้เกิดความกังวลและระส่ำระสายในกลุ่มประเทศพันธมิตรของสหรัฐฯ (US) ในภูมิภาคเอเชีย
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ได้โพสต์ตัดสินใจดังกล่าวผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ซึ่งก่อให้เกิดคำถามตามมาเกี่ยวกับความมั่นคงและความยั่งยืนของข้อตกลงพันธมิตรด้านความมั่นคงของกรุงวอชิงตัน (Washington) ในภูมิภาคที่กำลังมีการแข่งขันอย่างเข้มข้นกับกรุงปักกิ่ง (Beijing)
ผู้นำสหรัฐฯ ได้ระบุเหตุผลสนับสนุนหลายประการ รวมถึงข้อพิจารณาเรื่องการประหยัดงบประมาณ การแสดงไมตรีจิตต่อประเทศเกาหลีเหนือ (North Korea) และความไม่พอใจต่อการที่กรุงโซล (Seoul) ปฏิเสธที่จะเข้าร่วมกับสหรัฐฯ (US) ในสงครามต่อต้านประเทศอิหร่าน (Iran)
บรรดานักสังเกตการณ์ระบุว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อความร่วมมือในฐานะพันธมิตร สร้างความระส่ำระสายในหมู่ประเทศพันธมิตรในภูมิภาค และเป็นการหยิบยื่นโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ให้แก่ประเทศจีน (China) ในการลดทอนเครือข่ายความร่วมมือระดับภูมิภาคของสหรัฐฯ (US)
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) โพสต์ข้อความเมื่อวันอาทิตย์ว่า เขาได้สั่งการให้กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (Pentagon) ลดขนาดการซ้อมรบทางทหารที่เขาเรียกว่า "ไม่เหมาะสมและเป็นมิตร" กับประเทศเกาหลีใต้ (South Korea) ลง ซึ่งการซ้อมรบดังกล่าวมักจัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องปรามประเทศเกาหลีเหนือ (North Korea) ซึ่งเป็นประเทศที่เขาเคยอธิบายในช่วงดำรงตำแหน่งว่า "ไร้ภัยคุกคามและให้ความเคารพ"
เขากล่าวเสริมว่า ได้สั่งการให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ "ลดขนาดการซ้อมรบลงอย่างมีนัยสำคัญ" โดยอ้างถึงความลังเลของกรุงโซล (Seoul) ที่จะไม่สนับสนุนความพยายามของสหรัฐฯ (US) ในการ "ปลดอาวุธนิวเคลียร์ของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน (Islamic Republic of Iran)"
ในขณะที่กรุงโซล (Seoul) และพันธมิตรอื่น ๆ ของสหรัฐฯ (US) กำลังรับมือกับผลกระทบระลอกใหม่ นายหวัง อี้ (Wang Yi) มีกำหนดการจะเริ่มการเดินทางเยือนกรุงโซล (Seoul) เป็นเวลา 2 วันในวันพุธนี้ ซึ่งถือเป็นการเดินทางเยือนระดับทวิภาคีครั้งแรกในรอบ 5 ปี
การออกมารีบเร่งเรียกร้องให้ลดข้อผูกพันของ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) เกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่กรุงวอชิงตัน (Washington) และกรุงโซล (Seoul) จะเปิดฉากการซ้อมรบ Ulchi Freedom Shield เป็นเวลา 11 วัน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในการซ้อมรบร่วมประจำปีรายการใหญ่ที่สุดสองรายการ
นายลี ดงกยู (Lee Dong-gyu) นักวิจัยระดับสูงจากสถาบันการศึกษานโยบายอาซาน (The Asan Institute for Policy Studies) กล่าวว่า ถ้อยแถลงของ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) เผยให้เห็นถึงความเต็มใจที่จะแลกความมั่นคงของพันธมิตรกับผลประโยชน์ทางการเมือง เช่น การกลับเข้าสู่การเจรจากับ นายคิม จอง อึน (Kim Jong-un) ผู้นำเกาหลีเหนือ (North Korea) ซึ่งการคำนวณเช่นนี้จะยิ่งเพิ่มวิกฤตความไว้วางใจที่กรุงโซล (Seoul) มีต่อพันธมิตรกับกรุงวอชิงตัน (Washington)
นายวิลเลียม หยาง (William Yang) นักวิเคราะห์ระดับสูงด้านเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือจากกลุ่มวิกฤตการณ์ระหว่างประเทศ (International Crisis Group) กล่าวว่า ถ้อยแถลงดังกล่าวสอดคล้องกับแนวทางปกติของ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ที่มักแสดงความหงุดหงิดต่อพันธมิตรที่เขามองว่าล้มเหลวในการตอบสนองต่อคำขอความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ (US)
นายวิลเลียม หยาง (William Yang) ระบุว่า "แม้คำสั่งนี้อาจเป็นกลยุทธ์ทางแทกติกจากสหรัฐฯ แต่ก็อาจทำลายความไว้วางใจที่มีมาอย่างยาวนานระหว่างสองประเทศ และกระตุ้นให้กรุงโซลทุ่มเททรัพยากรมากขึ้นในการดำเนินนโยบายสงวนท่าที (Hedging) ระหว่างกรุงปักกิ่งและกรุงวอชิงตัน"
นายลีฟ-เอริก อีสลีย์ (Leif-Eric Easley) ศาสตราจารย์ด้านการพัฒนาระหว่างประเทศจากมหาวิทยาลัยอีฮวา (Ewha Womans University) ในกรุงโซล (Seoul) กล่าวว่า การลดการซ้อมรบร่วมเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อประสานงานทางปฏิบัติการ และทำให้ศักยภาพในการป้องปรามความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในเอเชียอ่อนแอลง
บรรดาผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า คำกล่าวล่าสุดนี้จะสร้างความกังวลให้แก่พันธมิตรในภูมิภาค เช่น ประเทศฟิลิปปินส์ (Philippines) และประเทศญี่ปุ่น (Japan) โดยระบุว่าความขัดแย้งของพวกเขากับประเทศจีน (China) ทำให้ประเทศเหล่านี้ตกอยู่ในภาวะเปราะบางเป็นพิเศษ
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ได้วิพากษ์วิจารณ์พันธมิตรของสหรัฐฯ (US) อยู่เป็นประจำในระหว่างการดำรงตำแหน่งสมัยที่สอง ซึ่งยิ่งเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือในข้อผูกพันของกรุงวอชิงตัน (Washington) และ ผลักดันให้ประเทศพันธมิตรต้องพึ่งพาตนเองและใช้นโยบายสงวนท่าทีเชิงยุทธศาสตร์มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจ นายเอลบริดจ์ คอลบี (Elbridge Colby) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ฝ่ายนโยบาย ได้ใช้โอกาสในการเดินสายเยือนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ครั้งแรกเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อเน้นย้ำว่ากรุงวอชิงตัน (Washington)ไม่ได้ถอนตัวออกจากเอเชีย แต่กำลัง "ปักหลักปักฐาน" เพื่อรักษาดุลอำนาจที่ได้เปรียบในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก (Indo-Pacific)
ทว่าเขาได้กล่าวเสริมว่า กรุงวอชิงตัน (Washington) กำลังให้ความสำคัญกับการแบ่งปันภาระ (Burden-sharing) เนื่องจากตระหนักดีว่าประเทศพันธมิตร "สามารถและพร้อมที่จะทำหน้าที่ให้มากขึ้น"
นายวิลเลียม หยาง (William Yang) เห็นว่า พันธมิตรของกรุงวอชิงตัน (Washington) จะตระหนักถึงมุมมองนโยบายต่างประเทศเชิงแลกเปลี่ยน (Transactional) ที่ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ยึดถือ และจะพยายามตอบสนองต่อข้อเรียกร้องจากกรุงวอชิงตัน (Washington)
ในขณะเดียวกัน นายลี ดงกยู (Lee Dong-gyu) ข้อสังเกตว่า กรุงปักกิ่ง (Beijing) มีแนวโน้มที่จะใช้ประโยชน์จากการลดขนาดการซ้อมรบนี้เป็นเครื่องมือ โดยแสวงหาทางจำกัดการเข้าร่วมของกรุงโซล (Seoul) ในเครือข่ายพันธมิตรของสหรัฐฯ (US) และลดการปรากฏตัวทางทหารของอเมริกาในภูมิภาค
นายลี ดงกยู (Lee Dong-gyu) กล่าวว่า "ในขณะเดียวกัน ด้วยการอาศัยความสัมพันธ์อันดีกับกรุงเปียงยาง จีนมีแนวโน้มที่จะเพิ่มทั้งการเอาอกเอาใจและการกดดันต่อเกาหลีใต้ โดยอ้างเรื่องการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีเหนือ"
คำสั่งของ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ได้จุดประกายความคาดหวังถึงการกลับมาฟื้นฟูความสัมพันธ์กับ นายคิม จอง อึน (Kim Jong-un) อีกครั้ง แม้จะยังไม่แน่นอนว่าผู้นำเกาหลีเหนือ (North Korea) จะตอบรับหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่กรุงเปียงยาง (Pyongyang) ถือไพ่เหนือกว่าเมื่อเทียบกับการประชุมสุดยอดกับทรัมป์ในปี 2018 และ 2019
ภายหลังการประชุมสุดยอดกับ นายคิม จอง อึน (Kim Jong-un) ที่ประเทศสิงคโปร์ (Singapore) เมื่อเดือนมิถุนายน 2018 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ได้สั่งระงับการซ้อมรบทางทหารร่วมครั้งใหญ่กับประเทศเกาหลีใต้ (South Korea) อย่างกะทันหัน โดยระบุว่าเป็นภัยคุกคาม ไม่เหมาะสม และมีราคาแพงเกินไป
แต่นับตั้งแต่การล่มสลายทางการทูตระดับสูงในปี 2019 กรุงเปียงยาง (Pyongyang) ได้เร่งขยายการทดสอบขีปนาวุธอย่างก้าวร้าว และได้รับประสบการณ์ในสนามรบมากขึ้นจากการส่งกำลังพลทหารเข้าร่วมในสงครามรัสเซีย-ยูเครน (Russia-Ukraine war)
นายลี ชุงกู (Lee Choong-koo) นักวิจัยจากสถาบันวิเคราะห์การป้องกันประเทศแห่งเกาหลี (Korea Institute for Defence Analyses) กล่าวว่า คำสั่งของ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การทูตเชิงรุกของสหรัฐฯ (US) ต่อประเทศเกาหลีเหนือ (North Korea) ซึ่งอาจต้องได้รับความร่วมมือจากประเทศจีน (China)
กรุงโซล (Seoul) คาดหวังมาโดยตลอดให้กรุงปักกิ่ง (Beijing) มีบทบาทในการดึงกรุงเปียงยาง (Pyongyang) กลับสู่โต๊ะเจรจา เนื่องจากกรุงเปียงยาง (Pyongyang) เพิกเฉยต่อการเรียกร้องซ้ำแล้วซ้ำเล่าของกรุงโซล (Seoul) ในการปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างสองเกาหลี
นายลี ชุงกู (Lee Choong-koo) กล่าวว่า "ความเคลื่อนไหวของทรัมป์อาจกระตุ้นให้เกิดความร่วมมือทางการทูตระหว่างสหรัฐฯ และจีนมากขึ้นในประเด็นเกาหลีเหนือ" พร้อมกล่าวเสริมว่า กรุงปักกิ่ง (Beijing) อาจขานรับประกาศของ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump)
"เนื่องจากคาดว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ หวัง อี้ จะเดินทางเยือนกรุงโซลในสัปดาห์นี้ จีนอาจเน้นย้ำว่าการสนับสนุนของตนมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการผลักดันข้อเสนอทางการทูตของเกาหลีใต้ในการเปิดการเจรจาสันติภาพแบบพหุภาคี"
เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า นายคิม จอง อึน (Kim Jong-un) ได้ตอบรับท่าทีล่าสุดของเขาแล้ว และอธิบายว่าสถานะการสื่อสารในปัจจุบัน "เป็นไปในเชิงบวกอย่างมาก" อย่างไรก็ตาม นายคิม จอง อึน (Kim Jong-un) ยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะอย่างเป็นทางการ
อย่างไรก็ตาม นายลีฟ-เอริก อีสลีย์ (Leif-Eric Easley) ได้ให้การประเมินที่เต็มไปด้วยความกังขามากกว่า โดยแย้งว่ากรุงเปียงยาง (Pyongyang) ไม่ได้สนใจที่จะพูดคุย เพราะกำลังได้รับผลประโยชน์จากสงครามของรัสเซีย (Russia) ในยูเครน (Ukraine) ในขณะเดียวกันก็กำลังยกระดับกองทัพของตนเองให้ทันสมัย
"ความยากลำบากอย่างต่อเนื่องของรัฐบาลทรัมป์ในการเจรจากับอิหร่าน ไม่ได้ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือในสายตาของระบอบคิมเลย"
ในขณะเดียวกัน บรรดานักสังเกตการณ์บางส่วนชี้ว่า ประกาศของ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) อาจส่งผลให้การป้องปรามประเทศจีน (China) ที่นำโดยสหรัฐฯ (US) อ่อนแอลงไปอีก ซึ่งเป็นพัฒนาการที่อาจเข้าทางและส่งผลดีต่อกรุงปักกิ่ง (Beijing)
นายวิลเลียม หยาง (William Yang) กล่าวว่า ความไม่สอดคล้องกันระหว่างเอกสารเชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ (US) ในการป้องกันห่วงโซ่เกาะชั้นแรก (First island chain) และการตัดสินใจของ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) เรื่องการซ้อมรบร่วม จะยิ่งตอกย้ำความเชื่อของประเทศในภูมิภาคว่าพวกเขานำมาตรการลดความเสี่ยงมาใช้เพื่อรับมือกับสหรัฐฯ (US)
"แนวโน้มนี้จะส่งผลดีต่อจีน เนื่องจากเปิดโอกาสให้กรุงปักกิ่งสามารถเสี้ยมเสี้ยมความแตกแยกระหว่างสหรัฐฯ และพันธมิตรในภูมิภาคได้"
อนึ่ง ห่วงโซ่เกาะชั้นแรก (First island chain) ประกอบด้วยส่วนโค้งยุทธศาสตร์หลายแห่ง ซึ่งทอดตัวตั้งแต่ประเทศญี่ปุ่น (Japan) และไต้หวัน (Taiwan) ผ่านประเทศฟิลิปปินส์ (Philippines) ไปจนถึงเกาะบอร์เนียว (Borneo) ซึ่งเป็นรากฐานของโครงสร้างความมั่นคงที่พันธมิตรกับสหรัฐฯ (US) ใช้ตรวจสอบและถ่วงดุลกรุงปักกิ่ง (Beijing)
แม้ว่าโดยประเพณีแล้วจะไม่ได้ถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่นี้ แต่ประเทศเกาหลีใต้ (South Korea) ซึ่งเป็นที่ตั้งของกองกำลังทหารสหรัฐฯ (US) ราว 28,500 นาย ภายใต้สนธิสัญญาพันธมิตรเก่าแก่หลายทศวรรษ กำลังถูกมองว่าเป็นจุดยึดทางตอนเหนือของเครือข่ายการป้องกันห่วงโซ่เกาะแห่งนี้เพิ่มมากขึ้น
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.scmp.com/news/china/diplomacy/article/3364454/wang-yi-heads-seoul-trump-cuts-south-korea-drills-opening-door-china?module=top_story&pgtype=homepage