ญี่ปุ่นเดินหน้าสร้างแสนยานุภาพโจมตีระยะไกล
ญี่ปุ่นเดินหน้าสร้างแสนยานุภาพโจมตีระยะไกล ทั้ง Tomahawk และอาวุธไฮเปอร์โซนิก เขย่าหลักป้องกันตนเอง- จีนเฝ้าระวังใกล้ชิด
15-8-2026
สำนักข่าว RT รายงานว่า กรุงโตเกียว (Tokyo) กำลังเร่งปรับโครงสร้างด้านการทหารและข่าวกรองครั้งใหญ่ ซึ่งอาจขยายบทบาทของญี่ปุ่น (Japan) ออกไปไกลกว่ากรอบการป้องกันประเทศแบบจำกัดในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ขณะที่จีน (China) จับตาการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างใกล้ชิด เพราะอาจกระทบสมดุลเชิงยุทธศาสตร์ตามแนวชายขอบตะวันออกของจีนและน่านน้ำใกล้ไต้หวัน (Taiwan)
สมุดปกขาวด้านกลาโหมฉบับล่าสุดของกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่น ซึ่งเผยแพร่เมื่อต้นเดือนสิงหาคม ระบุว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ (Sanae Takaichi) กำลังเปลี่ยนการพัฒนากองทัพแบบค่อยเป็นค่อยไปตลอดหลายปี ให้เป็นระบบความมั่นคงแห่งชาติที่บูรณาการมากขึ้น มีระยะปฏิบัติการไกลขึ้น และรองรับการโจมตีต่อเป้าหมายที่อยู่นอกดินแดนญี่ปุ่นได้
เอกสารดังกล่าวประเมินว่า สภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงของญี่ปุ่นรุนแรงและซับซ้อนที่สุดนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยอ้างถึงกิจกรรมทางทหารของจีนใกล้น่านน้ำญี่ปุ่น สถานการณ์ไต้หวัน โครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ (North Korea) รวมถึงความร่วมมือใกล้ชิดระหว่างจีน รัสเซีย (Russia) และเกาหลีเหนือ
ประเด็นสำคัญคือ การเร่งทบทวนเอกสารความมั่นคงหลัก 3 ฉบับ ได้แก่ ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ (National Security Strategy) ยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศ (National Defense Strategy) และแผนเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศ (Defense Buildup Program) เพื่อพัฒนาการขยายกำลังทหารหลังปี 2022 สู่ระบบที่เชื่อมโยงงานข่าวกรอง การทหาร เศรษฐกิจ เทคโนโลยี และการทูตเข้าด้วยกันมากขึ้น
ตั้งสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ
หนึ่งในการปรับโครงสร้างสำคัญ คือ การจัดตั้งสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ (National Intelligence Bureau) เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม โดยยกระดับจากสำนักงานข่าวกรองและวิจัยคณะรัฐมนตรี (Cabinet Intelligence and Research Office)
สำนักงานใหม่นี้มีบุคลากรราว 700 คน ทำหน้าที่รวบรวมและประสานข้อมูลข่าวกรองจากหน่วยงานรัฐ อีกทั้งทำหน้าที่เป็นสำนักงานเลขานุการของสภาข่าวกรองแห่งชาติ (National Intelligence Council) ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เป้าหมายคือแก้ปัญหาระบบข่าวกรองที่กระจัดกระจาย และสร้างศูนย์ประสานงานกลาง หรือ “ศูนย์บัญชาการกลาง” (Control Tower) ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
การเปลี่ยนแปลงนี้ดำเนินควบคู่กับการขยายขีดความสามารถด้านการเฝ้าระวังผ่านดาวเทียมและทางทะเล ระบบไซเบอร์ หรือการป้องกันและปฏิบัติการในโลกดิจิทัล (Cyber Capabilities) ระบบคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และการเสริมระบบบัญชาการร่วมของกองทัพ
สมุดปกขาวจัดให้ระบบบัญชาการ การควบคุม และข่าวกรองเป็น 1 ใน 7 ด้านสำคัญของการเสริมสร้างการป้องกันประเทศ ขณะที่แนวคิดออกกฎหมายต่อต้านการจารกรรม (Anti-espionage Legislation) และการจัดตั้งหน่วยข่าวกรองต่างประเทศเฉพาะทาง ยังอยู่ระหว่างการหารือ
เพิ่มอาวุธโจมตีตอบโต้
อีกแกนหลักคือการพัฒนาขีดความสามารถในการโจมตีตอบโต้ (Counterstrike Capability) โดยญี่ปุ่นกำหนดให้ระบบป้องกันระยะไกล หรืออาวุธที่สามารถยิงจากนอกระยะโจมตีของฝ่ายตรงข้าม (Stand-off Defense Systems) เป็นเสาหลักของการเสริมกำลัง
ญี่ปุ่นยืนยันว่ามาตรการนี้ยังอยู่ภายใต้หลักการป้องกันตนเองเป็นหลัก หรือเซ็นชูโบเอ (Senshu Boei) แต่การมีอาวุธระยะไกลทำให้ญี่ปุ่นสามารถรับมือกับภัยคุกคามก่อนถึงดินแดนของตน ซึ่งแตกต่างจากแนวทางเดิมที่เน้นป้องกันอาณาเขต สกัดกั้นขีปนาวุธ และตอบสนองหลังถูกโจมตี
ญี่ปุ่นกำลังจัดหาขีปนาวุธร่อน Tomahawk (Tomahawk Cruise Missiles) ยกระดับอาวุธยิงไกลที่ผลิตในประเทศ และพัฒนาขีปนาวุธต่อต้านเรือ Type-25 (Type-25 Anti-ship Missile) ซึ่งออกแบบให้โจมตีเป้าหมายทางเรือได้จากระยะไกลขึ้น
นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังเดินหน้าพัฒนาอาวุธความเร็วเหนือเสียง หรืออาวุธไฮเปอร์โซนิก (Hypersonic Weapons) และระบบไร้คนขับ ทั้งอากาศยาน เรือผิวน้ำ และยานใต้น้ำ ภายใต้แนวคิด SHIELD ซึ่งหมายถึงระบบป้องกันชายฝั่งแบบประสานงาน ผสมผสาน บูรณาการ และยกระดับขีดความสามารถ (Synchronized, Hybrid, Integrated and Enhanced Littoral Defense)
อาวุธและระบบเหล่านี้มีเป้าหมายสร้างห่วงโซ่การตรวจจับและโจมตี (Kill Chain) ที่เชื่อมโยงข่าวกรอง การเฝ้าระวัง ระบบบัญชาการ และการโจมตีเป้าหมายระยะไกลเข้าด้วยกัน ส่งผลให้การประเมินความมั่นคงบริเวณแนวหมู่เกาะชั้นที่หนึ่ง (First Island Chain) และน่านน้ำใกล้ไต้หวันมีความซับซ้อนมากขึ้น
งบกลาโหมและอุตสาหกรรม
ญี่ปุ่นเร่งเป้าหมายเพิ่มการใช้จ่ายด้านกลาโหมให้ถึง 2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือจีดีพี (Gross Domestic Product: GDP) โดยรายจ่ายปีงบประมาณ 2026 ซึ่งรวมต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับคณะกรรมการปฏิบัติการพิเศษว่าด้วยโอกินาวา (Special Action Committee on Okinawa) และการปรับวางกำลังของกองทัพสหรัฐฯ (US Forces) สูงกว่า 9 ล้านล้านเยน หรือเกือบ 56,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นครั้งแรก
สมุดปกขาวยังให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมกลาโหมและฐานเทคโนโลยี โดยเชื่อมโยงการจัดซื้อจัดหากับผู้ผลิตภายในประเทศ เทคโนโลยีสองทาง หรือเทคโนโลยีที่ใช้ได้ทั้งภาคพลเรือนและการทหาร (Dual-use Technologies) รวมถึงบริษัทเกิดใหม่ หรือสตาร์ทอัพ (Startup) มากขึ้น
การทบทวนหลักการ 3 ประการว่าด้วยการถ่ายโอนยุทโธปกรณ์และเทคโนโลยีด้านกลาโหม (Three Principles on Transfer of Defense Equipment and Technology) เมื่อเดือนเมษายน ยังผ่อนคลายข้อจำกัดด้านการส่งออก เพื่อส่งเสริมการป้องปราม สนับสนุนประเทศหุ้นส่วน และรักษากำลังการผลิตภายในประเทศ
แนวทางดังกล่าวยังเพิ่มโอกาสในการผลิตร่วม การซ่อมบำรุง และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานด้านกลาโหมกับสหรัฐฯ และพันธมิตร ทำให้ญี่ปุ่นมีบทบาทมากขึ้นในเครือข่ายอุตสาหกรรมกลาโหมระดับภูมิภาค
นิวเคลียร์และแรงกดดันจีน
ญี่ปุ่นยังไม่มีนโยบายครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ โดยนายกรัฐมนตรีทาคาอิจิยืนยันในพิธีรำลึกสันติภาพที่เมืองนางาซากิ (Nagasaki) เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม และก่อนหน้านั้นที่เมืองฮิโรชิมา (Hiroshima) ว่า ญี่ปุ่นยึดมั่นในหลักการไม่ครอบครอง ไม่ผลิต และไม่อนุญาตให้นำอาวุธนิวเคลียร์เข้าประเทศ หรือหลักการไม่ใช้นิวเคลียร์ 3 ประการ (Three Non-Nuclear Principles)
อย่างไรก็ดี ถ้อยแถลงดังกล่าวถูกจับตา เพราะไม่มีคำยืนยันชัดเจนว่าหลักการนี้จะไม่เปลี่ยนแปลงในเอกสารความมั่นคงที่กำลังทบทวน โดยเฉพาะหลักการข้อที่ 3 ซึ่งห้ามนำอาวุธนิวเคลียร์เข้ามาในดินแดนญี่ปุ่น
ญี่ปุ่นมีอุตสาหกรรมนิวเคลียร์พลเรือน ระบบแปรรูปเชื้อเพลิง และความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคที่ก้าวหน้า ซึ่งถือเป็นศักยภาพนิวเคลียร์แฝง (Latent Nuclear Capability) หรือฐานทางอุตสาหกรรมและวิทยาศาสตร์ที่อาจปรับไปสู่การพัฒนาอาวุธได้รวดเร็วกว่าประเทศที่ไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ส่วนใหญ่ หากเกิดเงื่อนไขที่เอื้ออำนวย
แม้การหารือในปัจจุบันไม่ได้หมายความว่าญี่ปุ่นจะตัดสินใจพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ แต่สะท้อนว่าเส้นแบ่งทางการเมืองของนโยบายนิวเคลียร์อาจยืดหยุ่นขึ้นเมื่อเทียบกับหลายทศวรรษที่ผ่านมา
จีนตอบโต้ด้วยการวิจารณ์ทางการทูตและการส่งสัญญาณทางทหาร โดยมองว่าการเสริมกำลังของญี่ปุ่นมีความเสี่ยงต่อการฟื้นบทบาททางทหาร หรือการกลับมาเสริมกำลังทหาร (Remilitarization) และคัดค้านอย่างหนักต่อการพัฒนาขีดความสามารถโจมตีระยะไกล
ปักกิ่งไม่ได้กังวลเพียงกำลังทหารของญี่ปุ่น แต่ยังจับตาความร่วมมือด้านกลาโหมที่แน่นแฟ้นขึ้นระหว่างญี่ปุ่น สหรัฐฯ ออสเตรเลีย (Australia) ฟิลิปปินส์ (Philippines) เกาหลีใต้ (South Korea) และประเทศหุ้นส่วนอื่น ๆ
แม้ญี่ปุ่นยังมีขนาดเล็กกว่าจีนทั้งด้านจำนวนประชากร งบประมาณกลาโหม และศักยภาพทางทหารโดยรวม แต่โตเกียวกำลังเปลี่ยนเป็นกำลังทหารที่มีเทคโนโลยีสูง เชื่อมโยงกับพันธมิตรอย่างใกล้ชิด และมีขีดความสามารถปฏิบัติการไกลจากดินแดนของตนมากกว่าเดิม ซึ่งอาจเปลี่ยนสมการความมั่นคงของเอเชียตะวันออกในระยะต่อไป
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.rt.com/news/644215-japan-arming-china-worried/