.
นายกฯ อังกฤษ ยืนยันหนุนยูเครน 100% ไม่หวั่นคำขู่ตอบโต้จากรัสเซีย หลังโดรนอังกฤษถูกใช้โจมตีดินแดนรัสเซีย
19-8-2026
BBC NEWS รายงานว่า นายอันดี เบอร์นัม (Andy Burnham) นายกรัฐมนตรีแห่งประเทศสหราชอาณาจักร (UK) เปิดเผยยืนยันว่า รัฐบาลของตนจะยังคงเดินหน้าให้การสนับสนุนประเทศยูเครน (Ukraine) แบบ 100% ต่อไป หลังจากที่ทางการกรุงมอสโก (Moscow) ได้ออกคำเตือนถึงผลกระทบและผลตอบโต้ที่จะตามมา ภายหลังการยืนยันว่าโดรนซึ่งผลิตในประเทศสหราชอาณาจักร (UK) ถูกนำมาใช้ในปฏิบัติการโจมตีเป้าหมายลึกเข้าไปในดินแดนของประเทศรัสเซีย (Russia) เมื่อเร็วๆ นี้
"พวกเราไม่ใช่เพื่อนประเภทที่มิ่งขวัญอยู่เฉพาะในยามแดดออก (Fair-weather friends) พวกเราจะอยู่เคียงข้างในยามที่ประเทศยูเครน (Ukraine) ต้องการความช่วยเหลือ และสิ่งนั้นจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง" นายอันดี เบอร์นัม (Andy Burnham) นายกรัฐมนตรีแห่งประเทศสหราชอาณาจักร (UK) กล่าว
ก่อนหน้านี้ สถานเอกอัครราชทูตประเทศรัสเซีย (Russia) ประจำประเทศสหราชอาณาจักร (UK) ได้ออกมากล่าวหาทางการกรุงลอนดอน (London) ว่า "จงใจเดิมพันกับการยกระดับวิกฤตการณ์ในยูเครน" พร้อมระบุเพิ่มเติมว่า "ยิ่งถลำลึกเข้ามามีส่วนร่วมในความขัดแย้งนี้มากเท่าไร ราคาสูงลิ่วที่ต้องจ่ายก็ยิ่งเพิ่มสูงขึ้นเท่านั้น"
ฝ่ายประเทศยูเครน (Ukraine) ได้ยกระดับการเปิดฉากโจมตีกรุงมอสโก (Moscow) และพื้นที่อื่นๆ ลึกเข้าไปในดินแดนประเทศรัสเซีย (Russia) อย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเป้าไปยังโรงกลั่นน้ำมันและสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการส่งกำลังบำรุงของบริษัท Wildberries ยักษ์ใหญ่ผู้ค้าปลีกออนไลน์ของประเทศรัสเซีย (Russia)
เมื่อถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับคำขู่ตอบโต้จากฝ่ายประเทศรัสเซีย (Russia) นายกรัฐมนตรีแห่งประเทศสหราชอาณาจักร (UK) ยืนยันว่า ประเทศสหราชอาณาจักร (UK) เพียงแต่ "จัดหายุทโธปกรณ์สนับสนุนเพื่อให้ประเทศยูเครน (Ukraine) สามารถป้องกันตนเองได้ ซึ่งนับเป็นจุดยืนของประเทศสหราชอาณาจักร (UK) มาโดยตลอดตลอดช่วงเวลาแห่งความขัดแย้งนี้ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีคนก่อนๆ และสิ่งนั้นยังคงเป็นจุดยืนเช่นเดียวกันสำหรับตัวผม"
ที่ผ่านมา ประเทศรัสเซีย (Russia) เคยออกมาเตือนประเทศสหราชอาณาจักร (UK) ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเกี่ยวกับบทบาทในการจัดหาเทคโนโลยีโดรน ตลอดจนขีปนาวุธร่อนแบบ Storm Shadow ให้แก่ประเทศยูเครน (Ukraine) โดยสถานเอกอัครราชทูตรัสเซียระบุว่า "การกระทำของทางการกรุงลอนดอนจะนำไปสู่ผลกระทบตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งตนเองจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ" ทว่าไม่ได้ลงรายละเอียดเฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับรูปแบบของมาตรการตอบโต้ที่ทางการกรุงมอสโกกำลังพิจารณาอยู่แต่อย่างใด
สภาวะของสงครามในระยะล่าสุดนี้ ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อคลังอุปทานน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศของประเทศรัสเซีย (Russia) ทั้งยังสร้างความเสียหายและสั่นคลอนต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศรัสเซียอย่างหนักหน่วง
ประเทศสหราชอาณาจักร (UK) ถือเป็นหนึ่งในผู้ให้การสนับสนุนหลักในระดับนานาชาติที่แข็งแกร่งที่สุดของประเทศยูเครน (Ukraine) นับตั้งแต่ประเทศรัสเซีย (Russia) เปิดฉากการบุกรุกเต็มรูปแบบเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2022 โดยกระทรวงกลาโหมแห่งประเทศสหราชอาณาจักร (Ministry of Defence) ระบุว่า ประเทศสหราชอาณาจักร "มีความมุ่งมั่นที่จะจัดหายุทโธปกรณ์ที่จำเป็นแก่ประเทศยูเครน เพื่อใช้ในการป้องกันตนเองจากการบุกรุกที่ผิดกฎหมายของประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน (Vladimir Putin)"
ปัจจุบัน ประเทศรัสเซีย (Russia) ยังคงเข้าควบคุมพื้นที่ประมาณหนึ่งในห้าของดินแดนประเทศยูเครน (Ukraine) ทว่ากองกำลังทหารของรัสเซียแทบจะไม่ประสบความสำเร็จในการรุกคืบเพิ่มเติมบริเวณแนวหน้าสมรภูมิมานานหลายเดือนแล้ว
กระนั้นก็ตาม ตัวเลขความสูญเสียของพลเรือนบริเวณหลังแนวหน้ากลับยังคงพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เจ้าหน้าที่ประจำองค์การสหประชาชาติ (UN) เปิดเผยว่า ยอดผู้เสียชีวิตที่เป็นพลเรือนในประเทศยูเครน (Ukraine) เมื่อเดือนที่ผ่านมา ซึ่งอยู่ที่ 437 คน นับเป็นสถิติยอดผู้เสียชีวิตต่อเดือนที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2022 ขณะที่โฆษกกระทรวงการต่างประเทศแห่งประเทศรัสเซีย (Russia) เปิดเผยต่อสำนักข่าวทาสส์ (TASS) เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตบนแผ่นดินรัสเซียจำนวน 69 คน ซึ่งรวมถึงเด็กจำนวน 3 คน
สำหรับการโจมตีระลอกล่าสุดของประเทศรัสเซีย (Russia) เข้าใส่ประเทศยูเครน (Ukraine) ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวน 17 คน ซึ่งรวมถึงผู้เสียชีวิตจำนวน 10 คน ณ หมู่บ้าน Pechenihy ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศยูเครน เมื่อช่วงเช้าตรู่วันอังคารที่ผ่านมา
เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้อาคารบ้านเรือนของประชาชน ร้านกาแฟ และทำการที่ทำการไปรษณีย์ถูกพุ่งเป้าโจมตี โดยขีปนาวุธจำนวน 2 ลูกได้คร่าชีวิตชาวบ้านในพื้นที่ไป 10 คน ขณะที่ในพื้นที่อื่นๆ มีรายงานผู้เสียชีวิตชาวโครเอเชียและยูเครนเพิ่มเติม ได้แก่ ผู้เสียชีวิต 3 คนในแคว้นซูมี (Sumy) ผู้เสียชีวิต 2 คนในแคว้นซาโปริซเซียน (Zaporizhzhia) และผู้เสียชีวิต 2 คนในแคว้นเคอร์ซอน (Kherson)
คำเตือนของทางการกรุงมอสโก (Moscow) ส่งถึงประเทศสหราชอาณาจักร (UK) มีขึ้นหลังจากเกิดคลื่นการโจมตีด้วยโดรนระลอกใหญ่ของประเทศยูเครน (Ukraine) เข้าใส่ประเทศรัสเซีย (Russia) โดยเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตจำนวน 5 คนในพื้นที่ย่านที่อยู่อาศัยของแคว้นรอสตอฟ (Rostov) ทางตอนใต้ของประเทศ
กองกำลังของประเทศยูเครน (Ukraine) ได้ปล่อยโดรนจำนวนหลายร้อยลำมุ่งเป้าไปยังแคว้นมอสโก (Moscow) ตลอดช่วงสองวันที่ผ่านมาเพียงอย่างเดียว โดย นายอันเดรย์ โวรอบยอฟ (Andrey Vorobyov) ผู้ว่าการแคว้นมอสโก เปิดเผยเมื่อวันอังคารว่า มีเด็กหญิงวัย 10 ขวบได้รับบาดเจ็บ 1 ราย และคลังสินค้าของบริษัท Wildberries ได้รับความเสียหาย
นอกเหนือจากการปรับใช้โดรนนำเข้าจากต่างประเทศแล้ว ประเทศยูเครน (Ukraine) ยังสามารถนำเทคโนโลยีโดรนและขีปนาวุธที่พัฒนาขึ้นเองภายในประเทศมาใช้งานในสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งรวมถึงขีปนาวุธร่อนแบบ FP-5 Flamingo
เป็นที่รับทราบกันว่ามีบริษัทเอกชนของประเทศสหราชอาณาจักร (UK) จำนวน 2 แห่ง ที่ทำการผลิตโดรนส่งมอบให้แก่ทางการกรุงเคียฟ (Kyiv) โดยแหล่งข่าวทางการทหารรายหนึ่งได้ยืนยันกับสำนักข่าวบีบีซี (BBC) ว่า โดรนของประเทศสหราชอาณาจักร (UK) ได้ถูกนำมาใช้ในการโจมตีประเทศรัสเซีย (Russia) เมื่อเร็วๆ นี้จริง ซึ่งได้รับการประเมินว่าได้สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจไปแล้วมากกว่า 3.50 หมื่นล้านปอนด์ (ประมาณ 4.50 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ)
ย้อนกลับไปเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา กระทรวงกลาโหมแห่งประเทศสหราชอาณาจักร (UK) ได้ประกาศแผนการจัดหาโดรนจำนวนหลายหมื่นลำให้แก่ประเทศยูเครน (Ukraine) รวมถึงอุปกรณ์โจมตีระยะไกล ซึ่งถือเป็นแพ็กเกจความช่วยเหลือทางการทหารที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา
นายอันดี เบอร์นัม (Andy Burnham) ได้กล่าวกับ ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี (Volodymyr Zelenskyy) แห่งประเทศยูเครน (Ukraine) ในระหว่างการเดินทางเข้าเยี่ยมชมฐานทัพเรืออังกฤษเมื่อช่วงปลายเดือนที่ผ่านมาว่า ยูเครน "สามารถพึ่งพาประเทศสหราชอาณาจักร (UK) ได้ตราบเท่าที่จำเป็น" นอกจากนี้ นายเบอร์นัมยังระบุว่า ประเทศสหราชอาณาจักร (UK) จะทำการแบ่งปันเทคโนโลยีใหม่ภายใต้ชื่อ "Stone Cloak" ให้แก่ทางการกรุงเคียฟ (Kyiv) ซึ่งจะช่วยเปิดทางให้สามารถส่งสัญญาณก่อกวนทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic jamming) ต่อระบบป้องกันภัยทางอากาศของประเทศรัสเซีย (Russia) ได้
ทางการประเทศรัสเซีย (Russia) ได้แสดงความไม่พอใจมาอย่างยาวนาน ต่อการนำเทคโนโลยีโดรนของประเทศสหราชอาณาจักร (UK) มาใช้ในสงคราม โดยเมื่อปี 2024 นางมาเรีย ซาคารอวา (Maria Zakharova) โฆษกกระทรวงการต่างประเทศแห่งประเทศรัสเซีย เปิดเผยว่า โดรนที่ใช้ชิ้นส่วนและการกำหนดโครงสร้างของประเทศสหราชอาณาจักร (UK) ถูกนำมาใช้ในการโจมตีดินแดนของประเทศรัสเซีย รวมถึงคลังน้ำมันในเขต Kamensky ของแคว้นรอสตอฟ (Rostov)
สำหรับการโจมตีระลอกล่าสุดของประเทศยูเครน (Ukraine) ตลอดช่วงข้ามคืน เจ้าหน้าที่ประจำประเทศรัสเซีย (Russia) เปิดเผยว่า มีโดรนประมาณ 620 ลำบินมุ่งหน้าสู่พื้นที่โดยรอบกรุงมอสโก (Moscow) โดยระบบป้องกันภัยทางอากาศของประเทศรัสเซียสามารถทำลายโดรนได้มากกว่า 180 ลำ ทว่าส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย
ขณะที่เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา ประเทศยูเครน (Ukraine) ได้ยิงโดรนประมาณ 822 ลำมุ่งเป้าไปยังประเทศรัสเซีย (Russia) โดยมีโดรนมากถึง 600 ลำมุ่งเป้ามายังกรุงมอสโก ตามการเปิดเผยของผู้ว่าการแคว้น ซึ่งระบุว่าเมืองหลวงของประเทศรัสเซียต้องตกอยู่ภายใต้ "หนึ่งในการโจมตีด้วยโดรนครั้งใหญ่ที่สุดในความทรงจำยุคหลัง" พร้อมมีรายงานผู้เสียชีวิตรวม 7 คนทั่วประเทศรัสเซีย
ความสนใจส่วนใหญ่เกี่ยวกับคำขู่ของประเทศรัสเซีย (Russia) ที่มีต่อกลุ่มประเทศพันธมิตรตะวันตกของยูเครน มุ่งเน้นไปที่ประเด็นการสงครามไฮบริด (Hybrid warfare)
แม้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมักจะไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการว่าเป็นปฏิบัติการที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลรัสเซีย แต่ก็มีรายงานเหตุการณ์จำนวนมากเกิดขึ้นทั่วทั้งทวีปยุโรป (Europe) ซึ่งครอบคลุมถึงกรณีโดรนบินเข้าใกล้สถานที่ทางทหารและพื้นที่อุตสาหกรรมที่มีความเปราะบาง
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ประจำประเทศเยอรมนี (Germany) ได้ออกคำเตือนถึงความเสี่ยงที่ "เกิดขึ้นจริงและมีความรุนแรงอย่างยิ่ง" จากการโจมตีรูปแบบไฮบริด หลังจากโดรนซึ่งติดตั้งวัตถุระเบิดได้รับการเก็บกู้และถอดชนวน ใกล้กับเครื่องบินขนส่งสินค้าของประเทศยูเครน (Ukraine) ณ สนามบินไลพ์ซิก/ฮัลเล (Leipzig/Halle Airport) ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางทางการทหารสำหรับประเทศเยอรมนี (Germany) และพันธมิตรองค์การนาโต (NATO)
สถานการณ์ดังกล่าวนำไปสู่การที่รัฐบาล ณ กรุงเบอร์ลิน (Berlin) กำลังวางแผนที่จะมอบอำนาจใหม่ที่ครอบคลุมแก่หน่วยข่าวกรอง BND และ BfV เพื่อรับมือกับภัยคุกคามจากโดรน ตลอดจนการแฮกและขัดขวางการทำงานของผู้ไม่หวังดี
---
IMCT NEWS
ที่มา https://bbc.com/news/articles/cy5dz0kkn0wo