UN ลงมติประณามสหรัฐฯ คว่ำบาตรคิวบาเป็นปีที่ 34
UN ลงมติประณามสหรัฐฯ คว่ำบาตรคิวบาเป็นปีที่ 34 แต่หลายชาติยุโรปงดออกเสียง หลังแรงกดดันจากรัฐบาลทรัมป์
31-10-2026
สำนักข่าว SCMP รายงานว่า สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UN General Assembly) ลงมติเมื่อวันพุธ ประณามมาตรการปิดล้อมทางเศรษฐกิจที่สหรัฐฯ ใช้กับคิวบาเป็นปีที่ 34 แม้รัฐบาลวอชิงตันเดินหน้ารณรงค์เพื่อโน้มน้าวผลการลงคะแนน ส่งผลให้หลายประเทศลงมติคัดค้านหรืองดออกเสียงเป็นครั้งแรก
มติดังกล่าวได้รับความเห็นชอบ 130 ต่อ 17 เสียง และงดออกเสียง 25 ประเทศ สะท้อนว่าเสียงสนับสนุนลดลงอย่างเห็นได้ชัดจากปีก่อน ซึ่งมีมากกว่า 160 ประเทศลงมติเห็นชอบ และมีผู้งดออกเสียงเพียง 12 ประเทศ แม้มติลักษณะนี้ของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย แต่สะท้อนท่าทีของประชาคมโลก
นับเป็นครั้งแรกในรอบ 34 ปีที่ประเทศตะวันตก เช่น เยอรมนี อิตาลี และลัตเวีย อยู่ในกลุ่มประเทศที่งดออกเสียง
ส่วนบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา โคลอมเบีย คอสตาริกา เอกวาดอร์ ลิทัวเนีย โมร็อกโก มาซิโดเนียเหนือ ปารากวัย และสโลวีเนีย อยู่ในกลุ่มประเทศสมาชิกที่ลงมติคัดค้าน โดยส่วนใหญ่เป็นการลงมติคัดค้านเป็นครั้งแรก
ผลลงคะแนนสะท้อนการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของแรงสนับสนุนระหว่างประเทศ ในช่วงที่คิวบา ประเทศเกาะขนาดเล็ก กำลังเผชิญไฟฟ้าดับ ภาวะขาดแคลน และปัญหาทางการเงินอื่น ๆ ที่รุนแรงขึ้น ขณะที่รัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) มุ่งกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบบการเมืองของคิวบา ด้วยการเพิ่มความเข้มข้นของมาตรการทางเศรษฐกิจที่สร้างแรงกดดันอย่างหนักอยู่แล้ว
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทรัมป์ยังกล่าวพาดพิงถึงความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะเข้าแทรกแซงทางทหารอีกครั้ง โดยระบุว่า เรือรบสหรัฐฯ อาจแวะคิวบาระหว่างเดินทางกลับจากสงครามอิหร่าน
บรูโน โรดริเกซ (Bruno Rodriguez) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคิวบา กล่าวก่อนการลงคะแนนว่า “มหาอำนาจประเทศหนึ่งกำลังโจมตีรัฐสมาชิกขององค์การแห่งนี้ด้วยสงครามเศรษฐกิจ” พร้อมย้ำว่า “คิวบาไม่ใช่ภัยคุกคาม การปิดล้อมต่างหากที่เป็นภัยคุกคาม”
ด้านไมค์ วอลซ์ (Mike Waltz) เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำสหประชาชาติ กล่าวต่อประเทศสมาชิกว่า “คะแนนเสียงของพวกท่านในวันนี้เป็นสิ่งเดียวที่จะขัดขวางไม่ให้ระบอบคอมมิวนิสต์ที่ทุจริตและฉ้อฉลกอบโกยทรัพย์สินของชาติ ใช้องค์การแห่งนี้และคะแนนเสียงของพวกท่านสร้างชัยชนะทางการโฆษณาชวนเชื่ออีกครั้ง โดยให้ประชาชนคิวบาเป็นผู้รับเคราะห์”
ความตึงเครียดระหว่างรัฐบาลวอชิงตันกับรัฐบาลฮาวานาลุกลามไปสู่การโต้เถียงอย่างดุเดือดต่อหน้าสาธารณะในเวทีสหประชาชาติ โดยเมื่อวันอังคาร วอลซ์และโรดริเกซตะโกนโต้เถียงกันภายในห้องประชุมสมัชชาใหญ่ ระหว่างการอภิปรายร่างมติเกี่ยวกับมาตรการปิดล้อมคิวบา
ไม่นานหลังวอลซ์เริ่มกล่าววิจารณ์รัฐบาลสังคมนิยมของคิวบา โรดริเกซเดินไปยังแท่นกล่าวถ้อยแถลงที่ผู้แทนสหรัฐฯ กำลังพูดต่อที่ประชุม และกล่าวหาว่าเขาโกหก พร้อมพยายามขอให้ผู้ทำหน้าที่ประธานการประชุมวินิจฉัยประเด็นเกี่ยวกับระเบียบการประชุม
“บุคคลผู้นี้ต้องถอยออกไปจากแท่นกล่าวถ้อยแถลง เขาจะมาข่มขู่ผมในสหรัฐอเมริกาไม่ได้” วอลซ์กล่าว ขณะที่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและบุคลากรของสหประชาชาติพยายามเข้าระงับเหตุ พร้อมกล่าวต่อว่า “คุณเข้าใจไหมว่ากำลังเผชิญหน้าอยู่กับใคร ที่นี่คืออเมริกา ถอยไป”
ต่อมา โรดริเกซโพสต์ข้อความบนสื่อสังคมออนไลน์ เตือนวอลซ์ว่าสถานที่ที่เขากล่าวถ้อยแถลงคือสหประชาชาติ ไม่ใช่การประชุมด้านความมั่นคงแห่งชาติที่ทำเนียบขาว
“ด้วยคำโกหกอย่างหยาบคายในสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ รัฐบาลสหรัฐฯ ได้เริ่มความพยายามอย่างสิ้นหวังอีกครั้ง เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการรุกรานทางเศรษฐกิจต่อคิวบา และการปิดล้อมด้านพลังงานอันเป็นอาชญากรรม” โรดริเกซระบุเพิ่มเติม
หนึ่งสัปดาห์ก่อนหน้านั้น ยังเกิดการเผชิญหน้าในลักษณะคล้ายกันระหว่างวอลซ์กับเอร์เนสโต โซเบรอน กุซมัน (Ernesto Soberon Guzman) เอกอัครราชทูตคิวบาประจำสหประชาชาติ บริเวณด้านนอกเวทีเสวนาที่สหรัฐฯ จัดขึ้นร่วมกับผู้เห็นต่างทางการเมืองและอดีตผู้ต้องขังชาวคิวบา โดยเวทีดังกล่าวมุ่งนำเสนอข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการกดขี่ของรัฐบาลคิวบา
เหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนจากธรรมเนียมการรักษามารยาททางการทูตที่คาดหวังกันในเวทีสหประชาชาติ และการเข้าสู่ระยะใหม่ของความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับคิวบา
สหรัฐฯ เริ่มใช้มาตรการปิดล้อมทางเศรษฐกิจกับคิวบาในปี 1960 หลังฟิเดล คาสโตร (Fidel Castro) นำการปฏิวัติโค่นอำนาจฟุลเฮนซิโอ บาติสตา (Fulgencio Batista) ผู้นำเผด็จการ และโอนทรัพย์สินของพลเมืองและบริษัทสหรัฐฯ มาเป็นของรัฐ
ประเทศในแถบแคริบเบียนแห่งนี้จึงเผชิญผลกระทบรุนแรงจากปัญหาเศรษฐกิจและการเงินที่ยืดเยื้อมานานหลายทศวรรษ และขณะนี้กำลังถูกผลักเข้าใกล้จุดวิกฤต หลังทรัมป์ประกาศเมื่อปลายเดือนมกราคมว่าจะเรียกเก็บภาษีศุลกากรจากประเทศใดก็ตามที่ขายหรือจัดหาน้ำมันให้คิวบา
คำขู่ดังกล่าวส่งผลในทางปฏิบัติให้การจัดหาเชื้อเพลิงเข้าสู่คิวบาถูกตัดขาด นำไปสู่ไฟฟ้าดับเป็นวงกว้าง กระทบต่อบริการพื้นฐาน เช่น การจ่ายน้ำ ตลอดจนบริการอินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์
---
IMCT NEWS
ที่มา https://sc.mp/yxmek?utm_source=copy-link&utm_campaign=3372494&utm_medium=share_widget