.
ปี 2026 โลกเข้าสู่ยุค ‘กติกาใหม่–ไร้กติกา’ บทบาท Global South และโจทย์ของเอเชีย–ไทย
2-1-2026
รายงาน RiskMap 2026 ของบริษัทที่ปรึกษาด้านความเสี่ยงระดับโลก Control Risks นิยามปี 2026 ว่าเป็นยุค ‘The New Rules – No Rules World’ หรือโลกที่กติกาเดิมกำลังเสื่อมพลัง ขณะที่กติกาใหม่ยังอยู่ในช่วงต่อรองและทดสอบ
ภาพดังกล่าวสอดรับกับรายงานความเสี่ยงโลกของ World Economic Forum ที่ชี้ว่าความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ และเทคโนโลยีไม่ใช่เหตุการณ์ชั่วคราว แต่กำลังกลายเป็นฉากหลังถาวรของระเบียบโลกหลายขั้ว
โดยสรุปในภาพรวมว่า สถานการณ์โลกกำลังเคลื่อนจากยุค “โลกาภิวัตน์กติกาชัด” ไปสู่ระเบียบโลกหลายขั้วที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยปี 2025 ถูกมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ และปี 2026 จะเป็นช่วงที่ความผันผวนกลายเป็น “ภาวะปกติใหม่” มากขึ้น
สำหรับปี 2026 กำลังถูกมองว่าเป็นปีที่โลกเข้าสู่ยุค "กติกาใหม่–ไร้กติกา" อย่างเต็มตัว เมื่อความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ และเทคโนโลยีกลายเป็นสภาพแวดล้อมถาวร มากกว่าจะเป็นเหตุการณ์ชั่วคราวที่รอให้คลี่คลาย[1] การจัดวางเกมของมหาอำนาจและประเทศกำลังพัฒนาจึงต้องปรับจากการ "บริหารวิกฤตรายกรณี" มาสู่การออกแบบยุทธศาสตร์ที่อยู่ร่วมกับความไม่แน่นอนในระยะยาว[2][3]
ปี 2026: โลกเสี่ยงสูงเป็นภาวะปกติ
รายงาน RiskMap 2026 นิยามปีนี้ว่าเป็น "The New Rules – No Rules World" สะท้อนว่าโลกกำลังเดินอยู่ในพื้นที่สีเทาระหว่างกติกาสากลเดิมที่อ่อนแรง กับข้อตกลงใหม่แบบเฉพาะกลุ่มที่ยังไม่ลงตัว[4][5] รัฐบาลและธุรกิจต้องรับมือกับสภาพแวดล้อมที่กฎหมายอุตสาหกรรม มาตรการคว่ำบาตร และข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีถูกใช้เป็นอาวุธต่อรองทางภูมิรัฐศาสตร์มากขึ้น[4][6]
EY-Parthenon ชี้ว่าปี 2026 จะเป็นปีที่ภูมิรัฐศาสตร์ "ล็อกกรอบ" การตัดสินใจเชิงธุรกิจอย่างชัดเจน ทั้งในด้านการเข้าถึงเทคโนโลยีชั้นสูง การจัดหาวัตถุดิบสำคัญ และการเคลื่อนย้ายข้อมูล–เงินทุนข้ามพรมแดน[7][8] โมเดลซัพพลายเชนแบบรวมศูนย์เพื่อประหยัดต้นทุนกำลังถูกแทนที่ด้วยการกระจายความเสี่ยง สร้างฐานการผลิตหลายจุด แม้ต้องยอมรับอัตรากำไรที่ลดลงเพื่อแลกกับความอยู่รอดระยะยาว[7][6]
สมรภูมิร้อนในปี 2026
สถานการณ์รัสเซีย–ยูเครนยังคงเป็น "สงครามยืดเยื้อ" ที่ไม่มีสัญญาณปิดเกมเร็ว และทำให้ยุโรปต้องแบกรับภาระงบกลาโหมและต้นทุนพลังงานต่อไป[9][10] ขณะเดียวกัน ตะวันออกกลางยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนจากไฟสงครามกาซา ความสัมพันธ์อิสราเอล–อิหร่าน และความเสี่ยงต่อเส้นทางขนส่งพลังงานหลักของโลก[9][11]
ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ–จีนยังคงขยายตัวจากสงครามภาษีสู่สงครามเทคโนโลยีเต็มรูปแบบ ครอบคลุมชิปขั้นสูง ปัญญาประดิษฐ์ แพลตฟอร์มดิจิทัล และห่วงโซ่อุตสาหกรรมพลังงานสะอาด[9][12] หลายประเทศในเอเชียและยุโรปจึงต้องเร่งยุทธศาสตร์ "ลดความเสี่ยง" (de‑risking) คือไม่เลือกข้างแบบตัดขาด แต่กระจายการพึ่งพาเพื่อหลบแรงสั่นสะเทือนจากทั้งสองฝั่ง[10][13]
แรงเหวี่ยงจากปี 2025: จุดเปลี่ยนสู่ระเบียบหลายขั้ว
ภาพที่เห็นในปี 2026 มีรากมาจากปี 2025 ซึ่ง World Economic Forum ระบุว่าเป็นปีที่ "ระเบียบโลกหลายขั้ว" เริ่มเด่นชัด หลังสหรัฐฯ–ยุโรปไม่สามารถผูกขาดบทบาทผู้จัดระเบียบโลกเพียงฝ่ายเดียวได้อีกต่อไป[14][15] จีน อินเดีย กลุ่มชาติอ่าว และประเทศใน Global South ใช้ความร่วมมือด้านการเงิน การค้า และพลังงานสร้างน้ำหนักต่อรองใหม่บนเวทีโลก[15][16]
S&P Global และ KPMG ชี้ว่าปี 2025 คือปีที่ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ซ้อนทับกันหลายชั้น ตั้งแต่วิกฤตยูเครน กาซา การปะทะสหรัฐฯ–จีน ไปจนถึงช็อกภูมิอากาศและหนี้สาธารณะสูง ทำให้กลไกเดิมของโลกาภิวัตน์รับแรงกระแทกไม่ไหว[9][16][17] สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่การถอยกลับสู่โลกปิด แต่คือการแตกตัวของระบบการค้าและห่วงโซ่อุปทานออกเป็นเครือข่ายย่อยตามภูมิภาคและพันธมิตรทางการเมือง[9][10]
บทบาท Global South และโจทย์ของเอเชีย–ไทย
รายงาน WEF และงานวิเคราะห์จากหลายสำนักมองตรงกันว่า Global South จะเป็นตัวแปรสำคัญในระเบียบโลกยุคใหม่ โดยประเทศกำลังพัฒนาขนาดกลางกำลังใช้ประโยชน์จากการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจเพื่อยกระดับอำนาจต่อรองด้านการค้า การลงทุน และเทคโนโลยี[14][15][16] การเข้าร่วมกรอบความร่วมมือภูมิภาค ข้อตกลงการค้าใหม่ และสถาบันการเงินทางเลือก ถูกใช้เป็น "กันชนเชิงยุทธศาสตร์" เพื่อลดความเสี่ยงจากการผูกอนาคตไว้กับขั้วใดขั้วหนึ่ง[18][16][17]
สำหรับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไทย การอยู่ในจุดตัดของเส้นทางการค้าและพลังงาน ทำให้ภูมิภาคนี้เป็นทั้งพื้นที่โอกาสและสมรภูมิแย่งอิทธิพลพร้อมกัน[9][10] ความท้าทายในปี 2026 คือการรักษาสมดุลระหว่างการดึงดูดการลงทุนจากทุกขั้ว กับการปกป้องเสถียรภาพภายในประเทศและห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงโลก ในสภาพแวดล้อมที่ทุกการตัดสินใจเชิงเศรษฐกิจถูกอ่านเป็น "สัญญาณทางการเมือง" มากขึ้นเรื่อย ๆ[4][19]
โลกหลัง 2026: อยู่กับความไม่แน่นอนให้ได้มากกว่ารอให้หายไป
สำนักวิเคราะห์ใหญ่ตั้งแต่ WEF, IMF, EY ไปจนถึง Control Risks สะท้อนไปในทิศทางเดียวกันว่า โลกไม่ได้มุ่งกลับสู่ความเสถียรแบบเดิม แต่กำลังยอมรับความผันผวนและความเสี่ยงสูงเป็น "ฉากหลังถาวร" ของทศวรรษนี้[14][19][4][11][15] สำหรับรัฐและภาคธุรกิจ นั่นหมายถึงการยกระดับการอ่านภูมิรัฐศาสตร์เป็นทักษะหลักของการวางนโยบายและกลยุทธ์ ไม่ใช่แค่เช็คกล่องความเสี่ยงปีละครั้ง แต่ต้องออกแบบการเติบโตบนสมมติฐานว่า "โลกจะไม่นิ่งลงในเร็ววัน"[7][4][19]
---
IMCT NEWS
ที่มา
อ้างอิง
[1] Control Risks. (2025). RiskMap 2026: The New Rules – No Rules World.
[2] EY-Parthenon. (2025). 2026 Geostrategic Outlook: Resilience and De-risking in Global Strategy.
[3] World Economic Forum. (2025). Global Risks Report 2025.
[4] Control Risks. (2025). RiskMap 2026: Geopolitical volatility and de-coupling trends.
[5] Control Risks. (2025). Emerging Market Risk: 2026 Forecast.
[6] EY-Parthenon. (2025). Supply Chain Transformation in a Multipolar World.
[7] EY-Parthenon. (2025). Technology Access and Critical Minerals: Geostrategic Constraints 2026.
[8] EY-Parthenon. (2025). Data Sovereignty and Cross-Border Capital Flows.
[9] S&P Global. (2025). 2025 Geostrategic Outlook: Multiple Shocks Assessment.
[10] KPMG. (2025). 2025 Risk Outlook: Geopolitical Fragmentation.
[11] IMF. (2025). World Economic Outlook: Stability Under Pressure.
[12] S&P Global. (2025). US-China Technology and Trade Conflict: Supply Chain Implications.
[13] KPMG. (2025). De-risking Strategies for Asian and European Corporates.
[14] World Economic Forum. (2025). Global Risks Report 2025: Multipolar World Emergence.
[15] World Economic Forum. (2025). The Future of Global Governance in a Multipolar Era.
[16] World Economic Forum. (2025). Global South: New Leverage in Geopolitical Negotiations.
[17] KPMG. (2025). Geopolitical Risk Cascade: Trade, Energy, and Commodity Markets.
[18] World Economic Forum. (2025). Regional Frameworks and Alternative Global Institutions.
[19] Control Risks. (2025). Long-term Risk Integration: Corporate Strategy Beyond 2026.