.
สหรัฐฯ จ่ายดอกเบี้ยหนี้ชาติวันละ 3,000 ล้านดอลลาร์ เผย 10 เดือนพุ่ง 963,000 ล้านดอลลาร์ ขณะกระทรวงการคลังทุ่มหมื่นล้านอุ้มเงินเยน
15-8-2026
Yahoo Finance รายงานโดยอ้าง Fortune ว่า รัฐบาลประเทศสหรัฐฯ (US) กำลังเผชิญกับภาระการชำระดอกเบี้ยหนี้สาธารณะที่พุ่งสูงขึ้นอย่างประวัติการณ์ โดยกระทรวงการคลังสหรัฐฯ (US Treasury) ต้องจ่ายดอกเบี้ยเฉลี่ยสูงถึงวันละมากกว่า 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (US) ตามรายงานฉบับล่าสุดจากสำนักงานงบประมาณแห่งรัฐสภาสหรัฐฯ หรือ CBO (Congressional Budget Office) ขณะที่ยอดหนี้สาธารณะของประเทศพุ่งใกล้แตะระดับ 40 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (US)
รายงานอัปเดตงบประมาณประจำเดือนสิงหาคมของ CBO ระบุว่า การชำระดอกเบี้ยสุทธิของหนี้สาธารณะระหว่างเดือนตุลาคม 2025 (ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของปีงบประมาณ) ถึงเดือนกรกฎาคม 2026 มีมูลค่ารวมสูงถึง 9.63 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (US) ซึ่งเท่ากับเฉลี่ย 9.63 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (US) ต่อเดือน หรือประมาณ 3.18 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (US) ต่อวัน ในช่วงระยะเวลา 303 วันดังกล่าว
CBO ระบุเพิ่มเติมว่า การชำระดอกเบี้ยหนี้ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.17 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (US) หรือคิดเป็นร้อยละ 14 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีงบประมาณก่อนหน้า โดยนายฟิล สวาเกล (Phil Swagel) ผู้อำนวยการ CBO ชี้ว่า สาเหตุหลักมาจากยอดหนี้สาธารณะที่มีขนาด "ใหญ่กว่าช่วง 10 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2025 และผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ยระยะยาวที่ปรับตัวสูงขึ้น" อย่างไรก็ดี นายฟิล สวาเกล (Phil Swagel) เสริมว่า "การลดลงของอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นได้ช่วยบรรเทาการเพิ่มขึ้นโดยรวมของภาระดอกเบี้ยลงได้บางส่วน"
รายงานงบประมาณล่าสุดนี้ถือเป็นหลักฐานสำคัญอีกชิ้นหนึ่งสำหรับกลุ่มสายเหยี่ยวผู้ตระหนักถึงปัญหาหนี้สิน (debt hawks) ซึ่งชี้ว่าผู้กำหนดนโยบายกำลังเดินหน้าผิดทางในมิติของความรับผิดชอบทางการคลัง โดยการขาดดุลงบประมาณรวมในช่วง 10 เดือนแรกของปีงบประมาณนี้แตะระดับ 1.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (US) ซึ่งสูงกว่าการขาดดุลที่บันทึกไว้ในช่วงเวลาเดียวกันของปีงบประมาณก่อนถึง 1.69 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (US)
จากข้อมูลดังกล่าว CBO ได้ปรับเพิ่มประมาณการการขาดดุลงบประมาณรวมสำหรับปีงบประมาณนี้ขึ้นเป็น 2.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (US) ซึ่งมากกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาถึง 2.0 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (US)
แม้ว่ามูลค่าหนี้ของประเทศสหรัฐฯ (US) จะไม่ได้เป็นข้อกังวลหลักสำหรับนักเศรษฐศาสตร์บางกลุ่ม เนื่องจากตลาดพันธบัตรคลังสหรัฐฯ ถือเป็นรากฐานของหนึ่งในสินทรัพย์ที่ปลอดภัยที่สุดในโลก แต่สิ่งที่กลุ่มสายเหยี่ยวผู้ตระหนักถึงปัญหาหนี้สินกังวล คือ อัตราส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศหรือ GDP (Debt-to-GDP ratio) ที่กำลังสูญเสียสมดุล โดยปัจจุบันอยู่ที่ระดับร้อยละ 122 ตามข้อมูลของธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขาเซนต์หลุยส์ (St. Louis Fed) และในที่สุดบรรดาผู้ให้กู้จะเริ่มบวกส่วนต่างความเสี่ยง (risk premium) ที่สูงขึ้นในการปล่อยกู้ ส่งผลให้ภาระดอกเบี้ยยิ่งพุ่งสูงขึ้นตามไป
ขณะที่มุมมองเชิงบวกเห็นว่า ประเทศสหรัฐฯ (US) สามารถปรับสมดุลใหม่ได้ผ่านการเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่มุมมองเชิงลบกลับกังวลตั้งแต่ปัญหาเงินเฟ้อ ไปจนถึงการที่ภาระดอกเบี้ยจะเข้ามากร่นเบียดและแย่งชิงงบประมาณการลงทุนสาธารณะ (crowding out) โดย นายเรย์ ดาลิโอ (Ray Dalio) ผู้ก่อตั้งบริษัทการลงทุน Bridgewater Associates (Bridgewater Associates) ได้ออกมาระบุเตือนในลักษณะเดียวกันว่า ปัญหาหนี้สินจะนำไปสู่ "ภาวะหัวใจวายจากภาระหนี้" (debt-induced heart attack) ที่เกิดจากการชำระดอกเบี้ยหนี้เข้ามากัดกินงบประมาณการใช้จ่ายภาครัฐ
รายงานของ CBO มีขึ้นหลังจากที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ (US Treasury) ได้เข้าแทรกแซงเพื่อพยุงค่าเงินเยน (Yen) ของประเทศญี่ปุ่น (Japan) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดย นายสกอตต์ เบสเซนต์ (Scott Bessent) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ยืนยันว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับสกุลเงินในภูมิภาคโดยรวม โดยเปิดเผยกับสถานีโทรทัศน์ CNBC (CNBC) ว่า "เงินเยนที่เสถียรไม่ได้มีความสำคัญต่อสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ยังมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทั้งภูมิภาคอีกด้วย"
ความตั้งใจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ในการเข้าพยุงค่าเงินปรากฏอย่างชัดเจน โดยภาพถ่ายรายการสิ่งที่ต้องทำ (to-do list) ของนายสกอตต์ เบสเซนต์ (Scott Bessent) จากการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อสิ้นเดือนกรกฎาคม ปรากฏข้อความเตือนความจำให้เข้าซื้อเงินเยนคิดเป็นมูลค่า 5,000 ล้าน ถึง 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (US)
แนวโน้มที่มีเสถียรภาพสำหรับเศรษฐกิจเอเชีย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเศรษฐกิจของประเทศญี่ปุ่น (Japan) ถือเป็นประเด็นที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อประเทศสหรัฐฯ (US) เนื่องจากข้อมูลของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ยืนยันว่า ประเทศญี่ปุ่น (Japan) เป็นผู้ถือครองหนี้สินของสหรัฐฯ รายใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งหากประเทศญี่ปุ่น (Japan) เทขายพันธบัตรเหล่านั้นเพื่อนำเงินมาซื้อสกุลเงินของตนเอง จะส่งผลให้ดันอัตราผลตอบแทน (yields) พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้น
ข้อมูลล่าสุดซึ่งอัปเดตถึงเดือนพฤษภาคม 2026 ยืนยันว่า ประเทศญี่ปุ่น (Japan) ถือครองตราสารหนี้พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (US Treasury securities) มูลค่ารวมสูงถึง 1.14 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (US) โดยประเทศญี่ปุ่น (Japan) ดำรงตำแหน่งผู้ถือครองตราสารหนี้สหรัฐฯ รายใหญ่ที่สุดมาอย่างต่อเนื่อง โดยมียอดถือครองเกินระดับ 1.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (US) มาตลอดช่วงปีที่ผ่านมา
ในช่วงเวลาที่มีการเข้าแทรกแซง เงินเยน (Yen) ได้แข็งค่าขึ้นแตะระดับ 155 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐฯ (US) ก่อนที่จะค่อยๆ อ่อนตัวลงมาอยู่ที่ประมาณ 159 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐฯ (US) ในเวลาต่อมา โดยตลาดส่วนใหญ่รับรู้และคาดการณ์ถึงความเคลื่อนไหวดังกล่าวไว้อยู่แล้ว ตามที่ นายพอล โดโนแวน (Paul Donovan) นักเศรษฐศาสตร์จากธนาคาร UBS (UBS) ระบุในบันทึกถึงลูกค้าเมื่อเช้านี้ว่า "นโยบายไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง และมีหลักฐานน้อยมากที่ชี้ว่าการอ่อนค่าของเงินเยนเป็นผลมาจากการโจมตีเพื่อเก็งกำไร ดังนั้นการที่ค่าเงินเคลื่อนตัวกลับเข้าสู่มูลค่าที่เหมาะสมตามมุมมองของตลาดจึงไม่ใช่เรื่องที่น่าประหลาดใจแต่อย่างใด"
----
IMCT NEWS
ที่มา https://finance.yahoo.com/economy/policy/articles/u-treasury-paying-3-billion-104918826.html