.
สหรัฐฯ เล็งพัฒนาเรดาร์ THAAD ตามแนวคิด S-300/S-400 รัสเซีย หลังเสียหายกว่า $3,000 ล้าน ในสงครามอิหร่าน
17-8-2026
สำนักข่าว RT รายงานว่า สหรัฐฯ (US) กำลังพิจารณาศึกษานวัตกรรมเทคโนโลยีระบบป้องกันภัยทางอากาศของประเทศรัสเซีย (Russia) เพื่อนำมาใช้ในการพัฒนาระบบเรดาร์เคลื่อนที่รุ่นใหม่ หลังจากกองทัพต้องเผชิญกับความสูญเสียอย่างหนักในระหว่างการทำสงครามกับประเทศอิหร่าน (Iran) ตามการรายงานของสำนักข่าว Military Watch ทั้งนี้ รายงานระบุว่า ระบบเรดาร์ THAAD รุ่นใหม่ ได้รับการวางแผนให้เพิ่มฟังก์ชั่นแพลตฟอร์มเซนเซอร์เคลื่อนที่ (Mobile sensor platform) ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับระบบที่ถูกติดตั้งในระบบป้องกันภัยทางอากาศรุ่น S-300 และ S-400 ของประเทศรัสเซีย (Russia) มาตั้งแต่ต้น
ตามรายงานข่าวที่ได้รับการเผยแพร่เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามแห่งประเทศอิหร่าน (Islamic Revolutionary Guard Corps: IRGC) ได้ทำลายระบบเรดาร์ป้องกันภัยทางอากาศของประเทศสหรัฐฯ (US) คิดเป็นมูลค่ารวมมากกว่า 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในระหว่างสัปดาห์แรกของสงครามต่อสู้กับสาธารณรัฐอิสลาม ซึ่งเปิดฉากขึ้นโดยประเทศอิสราเอล (Israel) และประเทศสหรัฐฯ (US) เมื่อช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
ความสูญเสียดังกล่าวรวมถึงระบบเรดาร์ที่มีมูลค่ารองลงมาอย่างรุ่น AN/TPS-59 ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตลอดจนระบบเรดาร์รุ่น AN/FPS-132 และระบบเรดาร์เคลื่อนที่ย่านความถี่ X-band รุ่น AN/TPY-2 จำนวน 2 ชุด ซึ่งเป็นส่วนประกอบของระบบต่อต้านขีปนาวุธแบบทิ้งตัว THAAD โดยเรดาร์รุ่นดังกล่าวแต่ละชุดมีมูลค่าสูงกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งนิตยสารสายการทหารระบุว่า การถูกทำลายของระบบเรดาร์เหล่านี้ได้สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อขีดความสามารถในการตระหนักรู้สถานการณ์ (Situational awareness) ของกองทัพประเทศสหรัฐฯ (US) และชาติพันธมิตร
รายงานระบุเพิ่มเติมว่า แนวทางใหม่ที่มีการเสนอขึ้นมานี้ อาจเป็นการปรับเปลี่ยนและถอยห่างออกจากแนวคิดดั้งเดิมของชาติตะวันตก ที่มุ่งเน้นการใช้งานฐานยิงและระบบป้องกันภัยทางอากาศแบบเบ็ดเสร็จในตัวเอง (Self-contained air defense battery) โดยระบบเรดาร์ยุคใหม่จะเปลี่ยนมาทำหน้าที่เป็นโหนด (Nodes) ภายในเครือข่ายเชื่อมโยงที่ครอบคลุมเป็นวงกว้าง ซึ่งจะช่วยให้เซนเซอร์เคลื่อนที่สามารถตรวจจับเป้าหมายและส่งต่อข้อมูลไปยังฐานยิงที่ตั้งอยู่ห่างออกไปได้ โดยที่ตัวเรดาร์ไม่จำเป็นต้องตั้งอยู่ ณ ตำแหน่งเดียวกับระบบแท่นยิงขีปนาวุธสกัดกั้นทางกายภาพ
แนวคิดดังกล่าวนับว่าสอดคล้องกับสถาปัตยกรรมระบบป้องกันภัยทางอากาศแบบเครือข่าย (Networked air defense architecture) ของประเทศรัสเซีย (Russia) ตลอดจนระบบควบคุมการสกัดกั้นทางอากาศและขีปนาวุธแบบบูรณาการ (Integrated Air and Missile Defense Battle Command System: IBCS) ของประเทศสหรัฐฯ (US) ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อเชื่อมโยงเซนเซอร์และยุทโธปกรณ์ที่หลากหลายเข้าด้วยกัน
ตามข้อมูลจากสำนักข่าว Military Watch การทำลายล้างระบบเรดาร์ดังกล่าว ได้ส่งผลบีบบังคับให้ประเทศสหรัฐฯ (US) และประเทศอิสราเอล (Israel) ต้องหันไปพึ่งพาการใช้งานระบบเซนเซอร์ที่ติดตั้งบนเรือรบ ตลอดจนระบบเรดาร์ AN/TPY-2 ที่ประจำการอยู่ในประเทศตุรกี (Turkey) มากยิ่งขึ้น
ก่อนหน้านี้ในช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา สำนักข่าวเดอะ วอลล์สตรีท เจอร์นัล (The Wall Street Journal) รายงานว่า การโจมตีของประเทศอิหร่าน (Iran) ได้สร้างความเสียหายต่อยุทโธปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกทางทหารของประเทศสหรัฐฯ (US) ในภูมิภาคตะวันออกกลาง เป็นมูลค่าสูงถึง 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยนับตั้งแต่เปิดฉากสงครามระหว่างประเทศสหรัฐฯ (US) และประเทศอิสราเอล (Israel) ต่อสาธารณรัฐอิสลาม ทางการกรุงเตหะรานได้เปิดฉากโจมตีทางอากาศ ด้วยขีปนาวุธและโดรนมากกว่า 2,000 ครั้ง สร้างความเสียหายแก่พื้นที่ทางทหารอย่างน้อย 20 แห่งใน 8 ประเทศที่กองทัพสหรัฐฯ ใช้งานอยู่ นอกจากนี้ ประเทศอิหร่าน (Iran) ยังได้สร้างความเสียหายหรือทำลายเครื่องบินทางทหารของประเทศสหรัฐฯ (US) ไปมากกว่า 42 เครื่อง ซึ่งหลายเครื่องถูกโจมตีในขณะจอดอยู่ ณ ฐานทัพอากาศ
---
IMCT NEWS
ที่่มา https://www.rt.com/news/644303-us-russia-s-400-radar/