.
เปิดโผประเทศเสี่ยง ‘เศรษฐกิจถดถอย’ ปี 2026 – IMF ชี้สหรัฐฯ ส่อฟองสบู่ AI ขณะจีน–ยุโรป–รัสเซีย ติดกับดักชะลอตัว หนี้สิน และสงคราม
2-1-2026
Newsweek รายงานว่า ความขัดแย้งในระดับภูมิภาค แรงกดดันจากทั่วโลก และอิทธิพลที่แผ่ซ่านของเทคโนโลยีใหม่ กำลังจะกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่เปลี่ยนแปลงวิธีการเดินเรือท่ามกลางกระแสเศรษฐกิจโลกที่เชี่ยวกรากในปี 2026
มุมมองเชิงลบนี้ถูกสรุปไว้อย่างชัดเจนในรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook) ล่าสุดของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ภายใต้หัวข้อ "เศรษฐกิจโลกที่ผันผวน แนวโน้มยังคงริบหรี่" (Global Economy in Flux, Prospects Remain Dim) แม้ IMF จะปรับคาดการณ์การเติบโตขึ้นเล็กน้อยเนื่องจากภูมิทัศน์การค้าที่ลดความผันผวนลง แต่ยังคงยืนยันพยากรณ์ภาวะชะลอตัวเมื่อเทียบกับช่วงหลายปีที่ผ่านมา
"ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับเสถียรภาพและทิศทางของเศรษฐกิจโลกยังคงรุนแรง" รายงานระบุ พร้อมเสริมว่าการเปลี่ยนแปลงทางนโยบาย "ความเปราะบางของตลาดการเงิน" และแรงกดดันเชิงโครงสร้างต่อแรงงานทั่วโลก หมายความว่าความเสี่ยงยังคง "โน้มเอียงไปในทางลบ" (Tilted to the downside)
ประเทศที่มีความเสี่ยงต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอยในปี 2026
สหรัฐอเมริกา (United States)
การประกาศมาตรการภาษีศุลกากร "วันแห่งการปลดปล่อย" (Liberation Day) ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ส่งผลให้ตลาดปั่นป่วนและธุรกิจต่างๆ ต้องเร่งกักตุนสินค้าก่อนภาษีมีผลบังคับใช้ ซึ่งเป็นการปลุกกระแสความกลัวเรื่องเศรษฐกิจถดถอยเพียงไม่กี่เดือนหลังเริ่มสมัยที่สอง แม้ความกังวลจะคลี่คลายลงบ้างจากตัวเลข GDP ที่แข็งแกร่งในไตรมาสที่ 2 และ 3 ของปี 2025 แต่ความเสี่ยงพื้นฐานยังคงอยู่
แกรี ชิลลิง (Gary Shilling) นักวิเคราะห์ทางการเงิน ระบุว่าตลาดแรงงานสหรัฐฯ กำลังอยู่ในสภาวะ "ฝ่อตัว" (Atrophying) เนื่องจากการจ้างงานที่ชะลอตัวสวนทางกับการเลิกจ้างที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ผู้บริโภคชาวอเมริกันยังมี "หนี้ท่วมหัว" และเศรษฐกิจปัจจุบันอยู่ในสภาวะที่เปราะบางจนพร้อมจะเกิดวิกฤตได้หากได้รับแรงกระแทกเพียงเล็กน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "การแตกของฟองสบู่ AI"
ข้อมูลจากธนาคารแห่งอังกฤษ (Bank of England) ระบุว่าหุ้นกลุ่ม AI มีมูลค่ารวมถึง 1 ใน 3 ของดัชนี S&P 500 ขณะที่ เจสัน เฟอร์แมน (Jason Furman) นักเศรษฐศาสตร์จากฮาร์วาร์ด ชี้ว่าการลงทุนในเทคโนโลยีนี้ครองสัดส่วนกว่า 90% ของการเติบโตของ GDP ในครึ่งแรกของปี 2025 ดังนั้น หากเกิดการปรับฐานอย่างรุนแรง ผลกระทบจะแผ่กระจายไปทั่วทั้งเศรษฐกิจ
ดีน เบเกอร์ (Dean Baker) ผู้ร่วมก่อตั้งศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและนโยบาย (CEPR) กล่าวว่า "ความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ คือการพังทลายของฟองสบู่ AI การสูญเสียความมั่งคั่งในตลาดหุ้นมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์จะทำให้การบริโภคลดลงอย่างรุนแรง และเนื่องจากมีการใช้เลเวอเรจ (Leverage) สูงทั้งใน AI และคริปโต (Crypto) เราจะเห็นความตึงเครียดครั้งใหญ่ในระบบการเงิน ซึ่งสหรัฐฯ จะเป็นเหยื่อที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด"
ยุโรปและสหราชอาณาจักร (Europe & UK)
เศรษฐกิจขนาดใหญ่หลายแห่งในยุโรปถูกคาดการณ์ว่าจะเติบโตช้ากว่าอัตราเฉลี่ยทั่วโลกที่ 3.1% เพิ่มโอกาสที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิค (GDP หดตัวสองไตรมาสติดต่อกัน) โดยเฉพาะในฝรั่งเศส (0.9%), เยอรมนี (0.9%) และอิตาลี (0.8%)
ยูโรโซนยังคงเผชิญกับการต่อสู้กับระดับหนี้ที่สูง ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้า และผลกระทบต่อเนื่องจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน สำหรับสหราชอาณาจักร (UK) แม้จะได้รับผลกระทบจากกำแพงภาษีของทรัมป์น้อยกว่าจากข้อตกลงในเดือนพฤษภาคม แต่อัตราการเติบโตในปี 2026 ถูกปรับลดลงเหลือ 1.3%
เบเกอร์ให้ความเห็นว่า "ยุโรปส่วนใหญ่มองเห็นการเติบโตที่ล่าช้าในปี 2026 หากมีการหมกมุ่นกับการต่อสู้เรื่องการขาดดุลงบประมาณมากเกินไป อาจผลักดันให้เข้าสู่ภาวะถดถอยได้" อย่างไรก็ตาม หากสงครามยูเครนมีการตกลงกันได้ จะกลายเป็นปัจจัยบวกครั้งใหญ่จากการฟื้นฟูประเทศที่จะช่วยกระตุ้นความต้องการทั่วทั้งทวีป
จีน (China)
IMF ระบุว่าแนวโน้มของจีนยังคงอ่อนแอ กว่า 4 ปีหลังจากการแตกของฟองสบู่ภาคอสังหาริมทรัพย์ ภาคส่วนนี้ยังคงไม่สามารถตั้งหลักได้ การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์หดตัวลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่เศรษฐกิจกำลังเผชิญกับวงจร "หนี้-เงินฝืด" (Debt-deflation cycle)
รัฐบาลปักกิ่งพยายามอุดหนุนภาคการผลิตอย่างหนักแต่ไม่สามารถกระตุ้นความต้องการภายในประเทศได้สำเร็จ ชิลลิงมองว่าเศรษฐกิจจีนมีความเปราะบางอย่างยิ่งในปี 2026 เนื่องจากความพยายามของรัฐบาลในการกระตุ้นการบริโภคยังไม่เห็นสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม IMF ยังคงคาดการณ์ GDP ของจีนในปี 2026 ไว้ที่ 4.2% โดยไม่เชื่อว่าจะเกิดการล่มสลายในระยะเวลาอันใกล้นี้
รัสเซีย (Russia)
แม้รัสเซียจะเผชิญกับมาตรการคว่ำบาตรอย่างหนักนับตั้งแต่บุกยูเครนในปี 2022 แต่การใช้จ่ายภาครัฐที่ขับเคลื่อนด้วยสงครามและการส่งออกพลังงานได้ช่วยหนุนเศรษฐกิจในปี 2023 และ 2024 อย่างไรก็ตาม การเติบโตเริ่มชะลอตัวลงอย่างรุนแรงในปีนี้ โดยขยายตัวเพียง 0.6% ในไตรมาสที่ 3
IMF คาดการณ์ว่าในปี 2026 การเติบโตของรัสเซียจะอยู่ที่ประมาณ 1% แต่นักวิเคราะห์หลายรายเชื่อว่าปี 2026 จะเป็น "จุดแตกหัก" (Breaking point) เมื่อการกู้ยืมในช่วงสงครามเริ่มส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ มาตรการคว่ำบาตรใหม่ๆ เริ่มจำกัดการขยายตัว และช่องโหว่เชิงโครงสร้างในภาคการเงินอาจผลักดันให้รัสเซียเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างเต็มรูปแบบ
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.newsweek.com/the-countries-most-at-risk-of-recession-in-2026-11261686