.
สหรัฐฯ เร่งฟื้นฟูรันเวย์ฐานบินยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 เตรียมใช้ในศึกใหญ่กับจีน ภายใต้ยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกปี 2026
5-1-2026
Newsweek รายงานว่า ท่ามกลางความเงียบสงบของหมู่เกาะห่างไกลในมหาสมุทรแปซิฟิก วิศวกรทหารของสหรัฐฯ (US Military Engineers) กำลังปฏิบัติหน้าที่แข่งกับเวลาเพื่อฟื้นคืนชีพทางวิ่งของสนามบินยุทธศาสตร์สำคัญที่เคยถูกสร้างขึ้นภายใต้ห่ากระสุนเมื่อกว่า 70 ปีก่อนในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 (World War II) ปฏิบัติการครั้งนี้ถูกขับเคลื่อนภายใต้หลักนิยม "Agile Combat Employment" หรือ ACE ของกองทัพอากาศสหรัฐฯ (US Air Force) ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นฐานที่ตั้งและจุดปล่อยตัวเครื่องบินขับไล่ เครื่องบินเติมน้ำมัน และคลังแสงอาวุธในกรณีที่เกิดสงครามกับจีน (War with China)
พันโท แฟรงก์ แบลซ (Lt. Col Frank Blaz) วิศวกรอาวุโสของกองกำลังทางอากาศภาคพื้นแปซิฟิก (Pacific Air Forces) นิยามภารกิจนี้ว่าเป็นยุทธศาสตร์ "Back to the Future" เนื่องจากกองทัพมองว่าการซ่อมแซมและปรับปรุงสนามบินประวัติศาสตร์ที่มีอยู่เดิมเป็นแนวทางที่ประหยัดและรวดเร็วกว่าการสร้างใหม่ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาถึงภัยคุกคามจากขีปนาวุธพิสัยไกลของจีนที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว จนอาจทำให้ฐานทัพหลักอย่างกวม (Guam) หรือโอกินาวา (Okinawa) ของญี่ปุ่น ตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะถูกโจมตีจนเป็นอัมพาต
การคืนชีพ North Field: ฐานบินที่ใหญ่ที่สุดในโลกสู่อนาคต
หนึ่งในโครงการที่สำคัญที่สุดคือการฟื้นฟู "North Field" บนเกาะทิเนียน (Tinian Island) ในหมู่เกาะนอร์เทิร์นมาเรียนา ซึ่งในอดีตเคยเป็นสนามบินที่ใหญ่ที่สุดในโลกและเป็นฐานของเครื่องบินทิ้งระเบิด B-29 Superfortress กว่า 230 เครื่อง ปัจจุบันหน่วยวิศวกรพิเศษที่เรียกว่า RED HORSE และหน่วย Seabees ของกองทัพเรือ กำลังเร่งทำงานตามแผนงาน 3 ระยะเพื่อถางป่าและปูรันเวย์ใหม่ตามสเปกปี 1945 แต่เสริมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทันสมัยสำหรับเครื่องบินขับไล่ยุคที่ 5 และโดรนไร้คนขับ โดยคาดว่าสนามบินแห่งนี้จะกลับมาใช้งานได้เต็มรูปแบบในปี 2027 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ประเมินว่ามีความเสี่ยงสูงสุดที่จีนอาจตัดสินใจใช้กำลังต่อไต้หวัน (Taiwan)
ระเบียงทางอากาศ: แผนล้อมกรอบจากเหนือจดใต้
ยุทธศาสตร์ ACE ของสหรัฐฯ ครอบคลุมพื้นที่กว้างขวางผ่าน 12 เขตเวลา โดยแบ่งเป็นระเบียงทางอากาศที่สำคัญดังนี้:
ระเบียงทางอากาศตอนกลาง (Central Air Corridor): รวมถึงการขยายสนามบินนานาชาติทิเนียนเพื่อเป็นสนามบินสำรอง และการฟื้นฟูสนามบินบนเกาะแยป (Yap) ในไมโครนีเซีย รวมถึงเกาะเปเลลิว (Peleliu) ในปาเลา ซึ่งเคยเป็นสมรภูมิเลือดในอดีต โดยสหรัฐฯ ยังได้ติดตั้งเรดาร์ตรวจจับขีปนาวุธล่วงหน้าในพื้นที่เหล่านี้ด้วย
ระเบียงทางอากาศตอนเหนือ (Northern Air Corridor) ในอลาสก้า: มีการขยายรันเวย์ที่ฐานทัพอากาศเอลเมนดอร์ฟ-ริชาร์ดสัน (Joint Base Elmendorf-Richardson) และฐานทัพอากาศไอเอลสัน (Eielson Air Force Base) เพื่อรองรับเครื่องบินขับไล่ F-35 รวมถึงการปรับปรุงสนามบินคิงแซลมอน (King Salmon) และโคลด์เบย์ (Cold Bay) ให้พร้อมเป็นจุดแวะพักและฐานปฏิบัติการส่วนหน้า
ความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และออสเตรเลีย: สหรัฐฯ กำลังขยายขีดความสามารถที่ฐานทัพอากาศในฟิลิปปินส์ (Philippines) 4 แห่ง รวมถึงฐานทัพอากาศคลาร์ก (Clark Air Base) และซูบิค (Subic Bay) ขณะที่ออสเตรเลีย (Australia) จะรับบทบาทสำคัญในการเป็นฐานสนับสนุนขนาดใหญ่สำหรับเครื่องบินรบที่จะรุกเข้าสู่พื้นที่หมู่เกาะชั้นที่หนึ่ง
เสียงสะท้อนจากปักกิ่ง
ความเคลื่อนไหวทั้งหมดนี้ได้สร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงแก่รัฐบาลปักกิ่ง โดยโฆษกสถานทูตจีนประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ได้ออกมาตำหนิว่าสหรัฐฯ กำลังขยายความเชื่อเรื่อง "ภัยคุกคามจากจีน" (China Threat) และยังคงยึดติดกับแนวคิดสงครามเย็น (Cold War thinking) ซึ่งเป็นการบ่อนทำลายสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ยืนยันว่าการดำเนินการเหล่านี้คือการสร้าง "ปูมต้านทาน" (Deterrence) เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสงครามในอนาคต โดยการทำให้แน่ใจว่ากองทัพอากาศสหรัฐฯ สามารถปฏิบัติการจากจุดย่อยๆ ได้หลายแห่ง แม้ฐานทัพหลักจะถูกโจมตีก็ตาม
ยุทธศาสตร์การกลับไปสู่ฐานทัพในอดีตจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของประวัติศาสตร์ แต่คือหัวใจสำคัญของชัยชนะในสงครามมหาอำนาจยุคใหม่ ที่ความคล่องตัว (Agility) และความทนทาน (Resilience) จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของระเบียบโลกในอินโด-แปซิฟิกสืบไป
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.newsweek.com/inside-us-plans-to-reopen-wwii-air-bases-for-war-with-china-11286002