.
ประเทศไทย 'บนเกมภูมิรัฐศาสตร์จีน–สหรัฐฯ' ทางเลือกระหว่าง ‘คอคอดกระ’ กับ ‘แลนด์บริดจ์’ เมื่อ 'ไทย' กลายเป็นตัวแปรสำคัญ ในสมรภูมิอินโด-แปซิฟิก
6-1-2026
Geopoliticalmonitor นำเสนอบทความเชิงวิเคราะห์ โดย: Michael Hollister เกี่ยวกับ ไทยบนทางแยกคลองกระ–แลนด์บริดจ์ จุดตัดสินใจใหม่ของเกมภูมิรัฐศาสตร์จีน–สหรัฐฯ โดยมีรายละเอียดว่า ตอนใต้ของประเทศไทยคือที่ตั้งของคอคอดกระ พื้นที่คอดแคบระหว่างมหาสมุทรอินเดียกับแปซิฟิก บริเวณที่แคบที่สุดของแผ่นดินใหญ่เอเชียซึ่งถูกมองมายาวนานว่าเป็นจุดยุทธศาสตร์สำหรับสร้างเส้นทางการค้าทางเลือกแทนช่องแคบมะละกา เส้นเลือดหลักที่รองรับกว่า 1 ใน 3 ของการค้าทางเรือทั่วโลกในปัจจุบัน
จีนจับตาพัฒนาการในพื้นที่นี้อย่างใกล้ชิดที่สุด เพราะกว่า 73–75% ของพลังงานนำเข้า และราวสองในสามของการค้าทางเรือของจีนต้องผ่านช่องแคบมะละกา ซึ่งในมุมมองของปักกิ่งถือเป็นจุดเปราะบาง ถูกล้อมด้วยพันธมิตรที่สหรัฐฯ มีอิทธิพลสูง อยู่ใต้ร่มอำนาจทางทะเลของสหรัฐฯ และสามารถถูกสกัดกั้นได้หากเกิดวิกฤต ผู้นำจีนจึงพูดถึง “กับดักมะละกา (Malacca Dilemma)” มาอย่างต่อเนื่อง สะท้อนความกังวลว่าช่องทางเดินเรือสำคัญที่สุดของประเทศอาจถูกปิดได้ทุกเมื่อจากการปิดล้อม สงคราม หรือการกดดันเชิงยุทธศาสตร์
ผลลัพธ์คือ จีนเร่งหาเส้นทางทางเลือกผ่านลาวและเมียนมา ทั้งท่อส่งพลังงานและทางรถไฟ รวมถึงผ่านไทย ซึ่งกำลังเผชิญจุดตัดสินใจสำคัญว่า ประเทศจะเลือกสร้าง “คลองกระ” ขุดตัดภาคใต้ให้เรือเดินทะเลผ่านโดยตรง เลี่ยงช่องแคบมะละกา หรือจะเดินหน้าทางเลือกสมัยใหม่อย่าง “แลนด์บริดจ์” ที่เชื่อมท่าเรือน้ำลึกสองฝั่งด้วยรถไฟและมอเตอร์เวย์ รองรับการขนส่งสินค้าข้ามแผ่นดิน โดยไม่เปลี่ยนสมการกำลังทางทะเลโดยตรง
ประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียง “ทางผ่าน” ด้านคมนาคม แต่เป็น “จุดศูนย์กลางเชิงยุทธศาสตร์” ระหว่างโลกตะวันออกกับตะวันตก ระหว่างอำนาจทางทะเลกับการผงาดของอำนาจทวีป สิ่งที่ไทยตัดสินใจจะกระทบไม่ใช่แค่กระแสการค้าในภูมิภาค แต่ยังอาจปรับสมดุลอำนาจอินโด-แปซิฟิกตลอดศตวรรษที่ 21 หลังถกเถียงยืดเยื้อมากว่า 300 ปี ช่วงเวลาที่แนวคิดกลายเป็นโครงการจริง หรือถูกพับเก็บถาวร กำลังใกล้เข้ามา
จุดตั้งต้นยุทธศาสตร์: จุดเปลี่ยนขั้วอำนาจในอินโด-แปซิฟิก
อินโด-แปซิฟิกวันนี้ไม่ใช่แค่คำเรียกภูมิศาสตร์ แต่กลายเป็น “ศูนย์ถ่วงใหม่” ของภูมิรัฐศาสตร์โลก การขยับตัวของมหาอำนาจศตวรรษที่ 21 เกิดขึ้นบนเส้นทางเดินเรือ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และแนวระเบียงเศรษฐกิจ โดยมีจีนเป็นผู้เล่นหลักที่ประกาศตัวชัดเจนว่าต้องการลดจุดเปราะบางและขยาย “เชิงลึกทางยุทธศาสตร์” ของตน
โครงการ Belt and Road Initiative (BRI) ของจีนมุ่งสร้างเครือข่ายเชื่อมต่อทั้งทางทะเล ทางบก ใต้ดิน บนสายเคเบิลข้อมูล ท่อส่งพลังงาน ทางรถไฟ และท่าเรือ ภายใต้หลักคิดว่า “การเชื่อมต่อคืออิทธิพล” และ “การคุมจุดยุทธศาสตร์คืออำนาจ” ในเชิงทะเล นั่นหมายถึงการสร้างเส้นทางทางเลือกแทนช่องแคบมะละกา ผ่านอ่าวเบงกอล เมียนมา ศรีลังกา ปากีสถาน และที่สำคัญคือผ่านไทย
อีกด้านหนึ่ง คือกลุ่มมหาอำนาจที่ต้องการรักษาระเบียบเดิม สหรัฐฯ เดินหน้ายุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกเพื่อถ่วงดุลจีน ผ่านการวางฐานทัพในญี่ปุ่น กวม เกาหลีใต้ สิงคโปร์ ออสเตรเลีย และฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น ผูกพันกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เชิงเศรษฐกิจ แต่เชิงยุทธศาสตร์ยังยืนในค่ายสหรัฐฯ อินเดีย รู้สึกถูกโอบล้อมมากขึ้นจากเครือข่ายท่าเรือและเส้นทางทะเลของจีนในมหาสมุทรอินเดีย ส่วน สิงคโปร์ แทบเดิมพันทั้งประเทศบนบทบาท “ศูนย์กลางการค้าและโลจิสติกส์ทางเรือ”
ภายในอาเซียนดุลอำนาจก็เปลี่ยนไป ลาว กัมพูชา เมียนมา ผูกติดกับ BRI แน่นขึ้น ขณะที่เวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย รักษาระยะห่างเชิงยุทธศาสตร์ ไทยอยู่ “ตรงกลาง” ในแทบทุกมิติ ทั้งภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจ และการเมือง จึงไม่ใช่แค่จุดผ่าน แต่เป็น “ตัวหมาก” ที่อาจชี้ขาดเกม
ไทยพยายามวางตัวเป็น “สวิตเซอร์แลนด์แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” มายาวนาน ยึดแนวทางใช้ความเป็นกลางเชิงปฏิบัติและการถ่วงดุลระหว่างขั้วต่าง ๆ แต่สมดุลนี้เริ่มเปราะ ทุกการตัดสินใจที่เอนเข้าหาจีน ไม่ว่าจะเป็นโครงการคลอง ท่าเรือ หรือสัญญาโครงสร้างพื้นฐาน ล้วนมี “ต้นทุนทางภูมิรัฐศาสตร์” ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจไทยก็แทบไม่สามารถปฏิเสธเงินทุนจีนได้เต็มที่ คำถามใหญ่จึงไม่ใช่แค่ “จะเอาโครงการไหน” แต่คือ “ไทยจะยังรักษาบทบาทผู้ไกล่เกลี่ยที่เป็นกลาง หรือจะกลายเป็นโดมิโนตัวพลิกสมดุลอินโด-แปซิฟิก”
ฉากทัศน์ที่ 1: คลองกระ – “สุเอซ 2.0” แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
มิติเทคนิคและเศรษฐกิจ
“คลองกระ” จะเป็นโครงการโครงสร้างพื้นฐานระดับศตวรรษ ขุดตัดภาคใต้ของไทยยาวราว 100 กิโลเมตร ลึกประมาณ 25 เมตร กว้างสูงสุดราว 400 เมตร เชื่อมอ่าวไทยเข้าทะเลอันดามัน ลดระยะทางเดินเรือระหว่างเอเชียตะวันออกกับมหาสมุทรอินเดียลงได้สูงสุดราว 1,200 ไมล์ทะเล หรือคิดเป็นเวลาประหยัด 4–6 วันสำหรับเรือคอนเทนเนอร์และเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่
ต้นทุนการก่อสร้างถูกประเมินตั้งแต่ 25–30 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขึ้นกับรูปแบบก่อสร้าง ระบบประตูน้ำ และความลึก หากแล้วเสร็จ คาดว่าจะรองรับเรือได้ราว 100,000 ลำต่อปี มากกว่าคลองปานามาราวสองเท่า แต่ยังน้อยกว่าปริมาณเรือผ่านช่องแคบมะละกา รายได้จากค่าธรรมเนียมผ่านคลอง กิจกรรมท่าเรือ และศูนย์ถ่ายลำสินค้าถูกประเมินไว้ราว 2–4 พันล้านดอลลาร์ต่อปี พร้อมโอกาสเติบโตต่อเนื่อง
ผลกระทบทางภูมิรัฐศาสตร์และความเสี่ยง
ในมุมมองของจีน คลองกระคือ “จุดพลิกเกมยุทธศาสตร์” เป็นคำตอบต่อ Malacca Dilemma และเป็นเสมือน “คลองสุเอซของจีน” ในบ้านหลังที่สองของตน แต่สำหรับสหรัฐฯ นี่คือ “การสูญเสียแต้มยุทธศาสตร์” อย่างรุนแรง เพราะจะทำให้สูญเสียคันโยกสำคัญในการควบคุมช่องแคบมะละกา ญี่ปุ่นจะสูญเสียเครื่องมือสำคัญในการคุ้มครองเส้นทางนำเข้าพลังงาน และอินเดียจะรู้สึกถูกท้าทายในลานบ้านทางทะเลของตน
สำหรับประเทศไทย ราคาที่ต้องจ่ายอาจสูงกว่าที่ประเมิน ทั้งความเสี่ยงในการสูญเสียการลงทุนจากค่ายตะวันตกและญี่ปุ่น รวมถึงปัญหาความมั่นคงทางสังคม เนื่องจากคลองที่ขุดตัดภาคใต้จะกลายเป็นรอยต่อภูมิรัฐศาสตร์ในพื้นที่ที่มีความเปราะบางเรื่องความไม่สงบอยู่เดิม ซึ่งอาจนำไปสู่การแทรกแซงจากต่างชาติในอนาคต
ฉากทัศน์ที่ 2: แลนด์บริดจ์ – ชัยชนะทีละขั้นของจีนในแบบค่อยเป็นค่อยไป
โครงการแลนด์บริดจ์คืออะไร
ทางเลือกที่รัฐบาลไทยผลักดันคือการเชื่อมสองฝั่งทะเลด้วยโครงสร้างพื้นฐานสมัยใหม่ (ท่าเรือน้ำลึกชุมพร-ระนอง, รถไฟรางคู่, มอเตอร์เวย์) ด้วยวงเงินลงทุนราว 28 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อวางตัวเป็นฮับโลจิสติกส์หลายรูปแบบ (multimodal hub) แห่งศตวรรษที่ 21 โดยไม่ต้องแบกรับต้นทุนทางการเมืองและความมั่นคงเท่ากับคลองกระ
ข้อได้เปรียบและความแฝงเชิงยุทธศาสตร์
คุณค่าที่ใหญ่ที่สุดของแลนด์บริดจ์คือ “การรักษาความเป็นกลางเชิงสัญลักษณ์” โดยไม่ทำลายสมดุลทางทหารอย่างโจ่งแจ้ง ไทยยังคงถูกมองว่าเป็นคนกลางและอาเซียนไม่ถูกบีบให้เลือกข้าง อย่างไรก็ตาม แลนด์บริดจ์ไม่ได้เป็นกลางจริงในเชิงโครงสร้าง แต่เป็นชัยชนะแบบค่อยเป็นค่อยไปของจีนผ่าน "โครงสร้างอำนาจข้อมูล" และดิจิทัล (เช่น Huawei, Alibaba Cloud) ซึ่งจะถักทอความพึ่งพาเชิงโครงสร้างกับจีนในระยะยาวแบบที่มองไม่เห็นบนแผนที่
สรุปภาพรวมและผู้เล่นภายนอก
ฝ่ายคัดค้านคลอง: สหรัฐฯ (ฝันร้ายยุทธศาสตร์), ญี่ปุ่น (เส้นเลือดพลังงานเปราะบาง), อินเดีย (ถูกล้อมทะเล), สิงคโปร์ (น็อกเอาต์ทางเศรษฐกิจ)
ฝ่ายสนับสนุน: จีน (ผู้ได้ประโยชน์สูงสุดเพื่อแก้ Malacca Dilemma), กัมพูชาและลาว (ตามแรงจูงใจ BRI)
ไม่ว่าทางเลือกไหน ประเทศไทยจะเปลี่ยนไปตลอดกาล ทั้งคลองและแลนด์บริดจ์ไม่ใช่แค่โครงการคมนาคม แต่เป็นการเลือกโมเดลอนาคตของประเทศ ระหว่าง "การกระโดดข้ามไปสู่การเลือกข้างชัดเจน" กับ "การค่อย ๆ ถักโครงข่ายพึ่งพาเชิงโครงสร้างกับจีนแบบเงียบ ๆ" ซึ่งจะมีศักยภาพในการเปลี่ยนเส้นทางของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในศตวรรษนี้
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.geopoliticalmonitor.com/kra-canal-or-landbridge-the-answer-will-shift-global-geopolitics/