.
ที่ปรึกษาทรัมป์ ลั่นสหรัฐฯ มีสิทธิ์ยึดครองประเทศอื่นเพื่อทรัพยากร มิลเลอร์ย้ำ "เราคือมหาอำนาจ" ต้องทำตัวแบบมหาอำนาจ
8-1-2026
Asia Times รายงานว่า สตีเฟน มิลเลอร์ (Stephen Miller) ที่ปรึกษาระดับสูงของทำเนียบขาว (White House) ให้สัมภาษณ์ผ่านสถานีโทรทัศน์ CNN เมื่อค่ำวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยระบุถึงสิทธิ์ของรัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ในการเข้ายึดครองประเทศเวเนซุเอลา (Venezuela) หรือประเทศใดก็ตาม หากการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ (US) ซึ่งพฤติกรรมนี้ถูกสมาชิกสภานิติบัญญัติจากพรรคเดโมแครต (Democrat) รายหนึ่งจำกัดความว่าเป็นพฤติกรรมที่ "ก้าวร้าวระราน" (Belligerent)
อย่างไรก็ตาม วุฒิสมาชิก เบอร์นี แซนเดอร์ส (Bernie Sanders) ได้ให้ความเห็นว่า มิลเลอร์กำลังให้คำจำกัดความของ "ลัทธิจักรวรรดินิยม" (Imperialism) ที่ชัดเจนที่สุดแก่ผู้ชม ผ่านมุมมองโลกที่รัฐบาลชุดนี้กำลังใช้ปฏิบัติการเข้าควบคุมเวเนซุเอลา และกำลังจับจ้องไปยังประเทศอื่นๆ รวมถึงกรีนแลนด์ (Greenland) ที่รัฐบาลเชื่อว่าสามารถและควรจะรุกรานได้
"นี่คือแก่นแท้ของลัทธิจักรวรรดินิยม" แซนเดอร์ส กล่าวกับ เจค แทปเปอร์ (Jake Tapper) ผู้ประกาศข่าวของ CNN "ผมสงสัยว่าผู้คนทั่วโลกคงกำลังอุทานว่า 'ว้าว เรากำลังย้อนกลับไปสู่จุดที่เราเคยเป็นเมื่อ 100 หรือ 50 ปีก่อน ที่ประเทศใหญ่และทรงอำนาจกำลังขูดรีดประเทศที่ยากจนกว่าเพื่อทรัพยากรธรรมชาติของพวกเขา'"
วุฒิสมาชิกแซนเดอร์สให้สัมภาษณ์หลังจากที่ เจค แทปเปอร์ ได้ถามมิลเลอร์ว่า ทรัมป์จะสนับสนุนการจัดเลือกตั้งในเวเนซุเอลาหรือไม่ ภายหลังจากกองทัพสหรัฐฯ ได้ทิ้งระเบิดถล่มประเทศและลักพาตัวประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโร (Nicolás Maduro) และภรรยาออกมา
มิลเลอร์ปฏิเสธที่จะตอบคำถามโดยตรง โดยกล่าวเพียงว่าเป็นเรื่อง "เหลวไหลและไร้สาระ" ที่สหรัฐฯ จะแต่งตั้ง มาเรีย คอรินา มาชาโด (María Corina Machado) ผู้นำฝ่ายค้านเวเนซุเอลาขึ้นเป็นผู้นำประเทศ ก่อนที่จะขอให้แทปเปอร์ "มอบพื้นที่" ให้เขาอธิบายมุมมองด้านนโยบายต่างประเทศของทำเนียบขาว
"สหรัฐอเมริกากำลังใช้กองทัพเพื่อรักษาผลประโยชน์ของเราในซีกโลกนี้อย่างไม่รู้สึกผิด" มิลเลอร์กล่าว "เราคือประเทศมหาอำนาจ และภายใต้การนำของประธานาธิบดีทรัมป์ เราจะวางตัวแบบมหาอำนาจ เป็นเรื่องไร้สาระที่เราจะปล่อยให้ประเทศที่อยู่หลังบ้านเรากลายเป็นผู้ส่งมอบทรัพยากรให้ศัตรูของเรา แต่ไม่ส่งมอบให้เรา"
เขากล่าวเสริมว่า แทนที่จะมา "เรียกร้องให้มีการเลือกตั้ง" ในเวเนซุเอลา "อนาคตของโลกเสรีขึ้นอยู่กับความสามารถของอเมริกาในการยืนหยัดเพื่อตนเองและผลประโยชน์ของเราโดยไม่ต้องเอ่ยคำขอโทษ"
รัฐบาลทรัมป์ได้อ้างซ้ำหลายครั้งว่าเวเนซุเอลา "ขโมย" น้ำมันไปจากสหรัฐฯ ทั้งนี้เชื่อกันว่าเวเนซุเอลามีคลังน้ำมันสำรองที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยรัฐบาลได้โอนกิจการน้ำมันเป็นของรัฐ (Nationalized) ในปี 1976 ซึ่งรวมถึงโครงการที่เคยบริหารโดยบริษัท ExxonMobil ของสหรัฐฯ และการดำเนินงานด้านน้ำมันของเอกชนรายสุดท้ายได้ถูกโอนเป็นของรัฐในปี 2007 โดยประธานาธิบดีในขณะนั้นคือ ฮูโก ชาเวซ (Hugo Chavez)
มิลเลอร์ได้ให้คำอธิบายที่ชัดเจนที่สุดครั้งหนึ่งว่า "ประเทศที่มีอธิปไตยจะไม่มีสิทธิ์ในอธิปไตยนั้นอีกต่อไป หากสหรัฐฯ ต้องการทรัพยากรของพวกเขา" ซึ่ง ส.ส. เซธ โมลตัน (Seth Moulton) จากพรรคเดโมแครตได้สรุปพฤติกรรมนี้ผ่านโซเชียลมีเดียว่าเป็นพฤติกรรมที่ "คลุ้มคลั่งอย่างแท้จริง" และเป็น "ช่องต่างที่น่าตระหนกที่ทำให้เห็นว่ารัฐบาลชุดนี้คิดอย่างไรกับโลก"
คำกล่าวของมิลเลอร์สอดคล้องกับแถลงการณ์ที่ตรงไปตรงมาของ ไมเคิล วอลต์ซ (Michael Waltz) เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ในการประชุมฉุกเฉินของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UN Security Council) ที่ระบุว่า "คุณไม่สามารถปล่อยให้แหล่งพลังงานที่ใหญ่ที่สุดในโลกอยู่ภายใต้การควบคุมของศัตรูของสหรัฐอเมริกาได้อีกต่อไป"
นโยบายต่างประเทศของทำเนียบขาวในปัจจุบันยังรวมถึงการข่มขู่ประเทศต่างๆ อาทิ โคลอมเบีย (Colombia), เม็กซิโก (Mexico) และกรีนแลนด์ โดยมิลเลอร์ระบุชัดเจนว่า "กรีนแลนด์ควรเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐอเมริกา ประธานาธิบดีมีความชัดเจนมากในเรื่องนี้ และนั่นคือจุดยืนอย่างเป็นทางการของรัฐบาลสหรัฐฯ" แม้ว่าเกาะดังกล่าวจะเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรเดนมาร์ก (Denmark) ซึ่งเป็นสมาชิกผู้ก่อตั้งองค์การนาโต (NATO) ร่วมกับสหรัฐฯ ก็ตาม
เขายังปฏิเสธแนวคิดที่ว่าการยึดครองกรีนแลนด์ที่มีประชากรราว 56,000 คนจะต้องใช้ปฏิบัติการทางทหาร แม้ทรัมป์จะเคยกล่าวว่าไม่ตัดทางเลือกการใช้กำลังก็ตาม โดยมิลเลอร์ย้ำว่า "ไม่มีใครหน้าไหนจะกล้าสู้กับสหรัฐฯ ทางทหารเพื่อแย่งชิงอนาคตของกรีนแลนด์"
ทางด้านผู้นำเดนมาร์กและกรีนแลนด์ได้ออกมาประณามคำขู่ของทรัมป์ โดยนายกรัฐมนตรี เมตเต เฟรเดอริกเซน (Mette Frederiksen) ของเดนมาร์ก เตือนว่าตามสนธิสัญญานาโต "ทุกอย่างจะถึงจุดจบ" หากสหรัฐฯ โจมตีประเทศสมาชิกนาโตด้วยกันเอง
"ประชาคมระหว่างประเทศอย่างที่เรารู้จัก กฎกติกาประชาธิปไตย นาโตซึ่งเป็นพันธมิตรด้านการป้องกันที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก ทั้งหมดจะพังทลายลงหากประเทศสมาชิกนาโตประเทศหนึ่งเลือกที่จะโจมตีอีกประเทศหนึ่ง" เธอกล่าวกับสถานีข่าว Live News ของเดนมาร์กเมื่อวันจันทร์
ทั้งนี้ รัฐบาลเดนมาร์กได้เรียกประชุมฉุกเฉินคณะกรรมการต่างประเทศในวันอังคารเพื่อหารือเกี่ยวกับ "ความสัมพันธ์ของราชอาณาจักรกับสหรัฐอเมริกา"
ในรายการของ CNN เบอร์นี แซนเดอร์ส ยังตั้งข้อสังเกตว่า ในขณะที่ทรัมป์มุ่งมั่นกับการควบคุมคลังน้ำมันในเวเนซุเอลาและทรัพยากรในกรีนแลนด์ ประชาชนในประเทศของประธานาธิบดีเองกลับกำลังดิ้นรนภายใต้ค่าครองชีพที่สูงขึ้นและความไม่มั่นคงทางการเงิน "บางทีแทนที่จะพยายามบริหารเวเนซุเอลา ประธานาธิบดีควรหันมาพยายามบริหารสหรัฐอเมริกาให้ดีกว่านี้จะดีกว่า" แซนเดอร์สกล่าวทิ้งท้าย
---
IMCT NEWS
ที่มา https://asiatimes.com/2026/01/us-has-right-to-take-over-any-country-for-its-resources-miller/