.
แผนยุทธศาสตร์ 'ทรัมป์' บุกเวเนฯ-ฮุบกรีนแลนด์-กดดันอิหร่าน เป้าหมายหลักคือ ทำลายอิทธิพลหยุดความได้เปรียบเศรษฐกิจของ 'จีน'
16-1-2026
CNBC รายงานว่า ปฏิบัติการเชิงรุกของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ภายในระยะเวลาเพียง 10 กว่าวัน ตั้งแต่การกดดันเปลี่ยนผ่านอำนาจในเวเนซุเอลา การประกาศเจตจำนงเข้าครอบครองเกาะกรีนแลนด์ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนไปถึงกลุ่มประเทศ NATO ไปจนถึงการยกระดับมาตรการภาษีร้อยละ 25 ต่อประเทศคู่ค้าของอิหร่าน ถูกเหล่านักวิเคราะห์มองว่าเป็นชุดปฏิบัติการที่มีเป้าหมายเดียวกัน นั่นคือการท้าทายอำนาจทางเศรษฐกิจของจีนและเข้าควบคุมการเข้าถึงแหล่งทรัพยากรทางยุทธศาสตร์ของโลก
หัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์นี้คือการขจัดอิทธิพลของนายนิโคลัส มาดูโร เพื่อเข้าควบคุมอุตสาหกรรมน้ำมันของเวเนซุเอลา ซึ่งจะเป็นการตัดวงจรการลงทุนและสกัดกั้นการเข้าถึงแหล่งแร่ธาตุสำคัญของจีนในภูมิภาคดังกล่าว ขณะที่ความพยายามผนวกเกาะกรีนแลนด์มีเป้าหมายเพื่อกีดกันคู่แข่งออกจากเส้นทางสายไหมขั้วโลก (Polar Silk Road) และเปิดทางให้สหรัฐฯ เข้าถึงแหล่งเหมืองแร่ที่กำลังทวีความสำคัญ ส่วนการใช้มาตรการภาษีกับพันธมิตรของอิหร่านในช่วงที่รัฐบาลเตหะรานกำลังเผชิญกับวิกฤตความเชื่อมั่นภายใน ถือเป็นมาตรการลงโทษทั้งตัวอิหร่านเองและจีนในฐานะผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่
แดน อลามาริอู (Dan Alamariu) นักยุทธศาสตร์ภูมิรัฐศาสตร์อาวุโสจาก Alpine Macro ให้ทัศนะว่า "แกนกลางสำคัญ" ของเหตุการณ์ทั้งหมดนี้คือการแข่งขันเชิงอำนาจระหว่างสหรัฐฯ และจีน โดยมีประเด็นความตึงเครียดกับรัสเซียเป็นปัจจัยรอง วอชิงตันต้องการแสดงเจตจำนงที่ชัดเจนในการยุติบทบาทของจีน รัสเซีย และอิหร่านในเวเนซุเอลา รวมถึงการสกัดกั้นอิทธิพลทางเศรษฐกิจของปักกิ่งในกรีนแลนด์ ตลอดจนการตอบโต้การขยายอิทธิพลของมอสโกในแถบอาร์กติก ซึ่งทั้งหมดนี้มุ่งเน้นไปที่การบั่นทอนขีดความสามารถของกลุ่มประเทศที่เป็นพันธมิตรกับจีน
กีย์ คิโอนี (Guy Kioni) ซีอีโอของ Missang บริษัทที่ปรึกษาด้านทรัพยากร ชี้ให้เห็นว่าสภาวะโลกร้อนที่ทำให้น้ำแข็งขั้วโลกละลายได้กลายเป็นปัจจัยเร่งให้รัสเซียและจีนหันมาให้ความสนใจกรีนแลนด์ เนื่องจากสามารถเข้าถึงแหล่งแร่ธาตุหายากที่มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) อุตสาหกรรมการบิน และเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ซึ่งวอชิงตันมองว่าเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญที่ไม่อาจปล่อยให้คู่แข่งเข้ามาครอบครองได้
จากรายงานของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) จีนถือเป็นมหาอำนาจที่ผูกขาดตลาดแร่หายาก (Rare Earths) โดยควบคุมสัดส่วนการทำเหมืองถึงร้อยละ 60 และมีขีดความสามารถในการแปรรูปสูงถึงร้อยละ 90 ของโลก นายคิโอนีระบุว่าแม้จีนจะมีความได้เปรียบที่ยากจะสั่นคลอนในปัจจุบัน แต่ความได้เปรียบดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยแหล่งพลังงานที่มั่นคง การเข้าควบคุมกรีนแลนด์จะทำให้สหรัฐฯ มีฐานพลังงานสะอาดมหาศาลเพื่อถ่วงดุลอำนาจกับจีน ขณะที่การกดดันเวเนซุเอลาและอิหร่านซึ่งเป็นแหล่งอุปทานน้ำมันหลักของจีน มีเป้าหมายเพื่อจำกัดศักยภาพในกระบวนการแปรรูปแร่หายากซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ต้องใช้พลังงานในปริมาณสูง
นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า หากน้ำมันดิบราคาถูกจากเวเนซุเอลาปริมาณกว่า 50 ล้านบาร์เรลถูกส่งออกไปยังสหรัฐฯ จะกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยให้วอชิงตันสามารถสร้างห่วงโซ่การแปรรูปแร่หายากของตนเองได้สำเร็จ นายอลามาริอูย้ำว่าความเป็นมหาอำนาจต้องควบคู่ไปกับการมีพลังงานราคาถูก และแม้ว่าเวเนซุเอลาหรืออิหร่านจะไม่ใช่แหล่งแร่หายากโดยตรง แแต่อุตสาหกรรมเหมืองแร่และทรัพยากรในประเทศเหล่านี้คือตัวแปรสำคัญในเชิงภูมิเศรษฐศาสตร์
ในด้านการลงทุน ประธานาธิบดีทรัมป์พร้อมสนับสนุนให้ภาคเอกชนสหรัฐฯ กลับเข้าสู่เวเนซุเอลาด้วยแผนการลงทุนสูงถึง 100,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผลประโยชน์ของจีนที่เคยลงทุนผ่านรัฐวิสาหกิจไว้กว่า 4,800 ล้านดอลลาร์ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา รวมถึงภาระหนี้สินมหาศาลที่ปักกิ่งปล่อยกู้ให้แก่รัฐบาลคารากัส การรุกคืบของสหรัฐฯ ในครั้งนี้จึงเป็นการนำความเสี่ยงทางการเงินขนาดใหญ่ไปวางไว้บนบ่าของจีน
สำหรับกรณีของกรีนแลนด์ นายคิโอนีมองว่ามีความแตกต่างจากกรณีในแอฟริกา เนื่องจากกรีนแลนด์ตั้งอยู่ในเขตอิทธิพลทางภูมิศาสตร์ของสหรัฐฯ ทำให้วอชิงตันต้องการ "อำนาจการบริหารจัดการเบ็ดเสร็จ" มากกว่าเพียงแค่การเป็นพันธมิตรทางการค้า โดยการหารือระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศ มาร์โก รูบิโอ กับผู้นำเดนมาร์กและกรีนแลนด์ที่กำลังจะเกิดขึ้น ถูกมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างกรอบความร่วมมือด้านทรัพยากรระดับสูงสุด
อย่างไรก็ตาม แม้ตลาดทุนจะยังไม่ได้สะท้อนความกังวลต่อคำขู่เรื่องการใช้กำลังทหาร แต่นายอลามาริอูได้ให้ข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า หากสหรัฐฯ ดำเนินมาตรการที่แข็งกร้าวเกินไปต่อพันธมิตรในกลุ่ม NATO อาจนำไปสู่การตั้งคำถามถึงเสถียรภาพและความเชื่อมั่นในพันธสัญญาของสหรัฐฯ จากพันธมิตรทั่วโลก รวมถึงในเอเชีย ซึ่งอาจกลายเป็นผลเชิงลบที่ทำให้อำนาจนำของสหรัฐฯ ในระดับสากลสั่นคลอน
บทสรุปของสถานการณ์นี้ นายอลามาริอูเชื่อว่าความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-จีน คือ "ประเด็นยุทธศาสตร์ร่วม" ที่จะกำหนดทิศทางระเบียบโลกใหม่ในลักษณะสองขั้วอำนาจ (Bipolar World) อย่างชัดเจน แม้วอชิงตันจะพยายามจำกัดวงโคจรของจีนแต่ก็ยังสงวนท่าทีที่จะไม่เปิดศึกโดยตรง โดยมีการจับตามองว่าการพบปะระหว่างทรัมป์และสี จิ้นผิง อาจเกิดขึ้นภายในปีนี้ ทว่ามาตรการกำแพงภาษีต่อคู่ค้าของอิหร่านอาจกลายเป็นตัวแปรที่บีบให้ปักกิ่งต้องเลือกระหว่างผลประโยชน์ในตลาดสหรัฐฯ หรือการรักษาพันธมิตรทางการเมือง ซึ่งอาจส่งผลให้ความพยายามประนีประนอมระหว่างสองมหาอำนาจต้องเผชิญกับสภาวะชะงักงัน
---
IMCT NEWS
ที่มาhttps://www.cnbc.com/2026/01/14/greenland-venezuela-iran-us-china-power-struggle-rare-earths-critical-minerals-energy.html?utm_campaign=trueanthem&utm_content=main&utm_medium=social&utm_source=facebook&fbclid=IwY2xjawPU5odleHRuA2FlbQIxMQBzcnRjBmFwcF9pZBAyMjIwMzkxNzg4MjAwODkyAAEeVZPzMtLyhjaWZXP9RcbL2zLtAdWYwawmAlNtGsXTNov-8tA1v6iskZOHznM_aem_PXbwyRkV5Dr2laS_gV0Bbw