จีนเตรียม 'เขย่าบัลลังก์' ตลาดทองคำและเงิน
จีนเตรียม 'เขย่าบัลลังก์' ตลาดทองคำและเงินในโลกตะวันตก
9-2-2026
Money Metals รายงานว่า จีนกำลังกระชากอำนาจ ตลาดทอง–เงินโลกจากตะวันตกหรือไม่? รายการพอดแคสต์ประจำสัปดาห์ Market Wrap ซึ่งดำเนินรายการโดยไมค์ กลีสัน (Mike Gleason) ภาพรวมหนึ่งสัปดาห์ที่ผันผวนอย่างรุนแรงของตลาดทองคำและโลหะเงิน พร้อมตั้งคำถามเชิงยุทธศาสตร์ว่า จีนกำลังก้าวขึ้นมาท้าทายอำนาจของตลาดตะวันตกในทองคำและเงินหรือไม่ ผ่านการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการซื้อขายและชำระราคาทองคำในเอเชีย
สัปดาห์สุดเหวี่ยงของตลาดทอง–เงิน
ในส่วนอัปเดตตลาด กลีสันอธิบายว่า สัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นหนึ่งในช่วงที่ตลาดโลหะมีค่าผันผวนรุนแรงที่สุด โดยราคาเงิน (silver) ทรุดตัวลงอย่างหนักจากจุดพีกราว 120 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ช่วงปลายสัปดาห์ก่อน ลงมาต่ำกว่า 70 ดอลลาร์ในค่ำคืนล่าสุด ขณะที่ทองคำ (gold) มีพฤติกรรมต่างออกไปเล็กน้อย โดยขึ้นไปทำจุดสูงสุดแถว 5,600 ดอลลาร์ ก่อนถอยลงมาต่ำกว่า 5,000 ดอลลาร์อีกครั้ง
สำหรับนักลงทุนหน้าใหม่ในตลาดโลหะมีค่า การเหวี่ยงของราคาที่รุนแรงเช่นนี้อาจดูน่ากังวล แต่ผู้ดำเนินรายการย้ำว่านี่ไม่ใช่เรื่องผิดปกติในบริบทของ “การเบรกเอาต์จากกรอบยาวหลายทศวรรษ” โดยเมื่อมองในภาพรวมทั้งปี ทองคำและเงินยังอยู่ในระดับสูงกว่าต้นปี และ “เพิ่มขึ้นมาก” เมื่อเทียบกับหนึ่งปีก่อน
ฝั่งตลาดค้าปลีก Money Metals รายงานว่ามียอดซื้อ–ขายทองคำและเงินในระดับ “ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน” ตลอดประวัติศาสตร์ 16 ปีของบริษัท ความผันผวนรุนแรงดึงดูดทั้งฝ่ายที่รีบซื้อและฝ่ายที่ตัดสินใจขายโลหะจริง ขึ้นอยู่กับมุมมองและสถานะการเงินของแต่ละคน บริษัทจึงต้องเพิ่มกำลังคนอย่างเต็มที่เพื่อรองรับปริมาณธุรกรรม พร้อมขอบคุณลูกค้าที่อดทนต่อสภาวะหนาแน่นของตลาด
### จีน–ฮ่องกง–เซี่ยงไฮ้: วางโครงสร้างใหม่ตลาดทองคำเอเชีย
จากนั้นรายการหันสู่ “ฝั่งเอเชีย” ที่กำลังกลายเป็นฐานอุปสงค์สำคัญของทองคำและเงินในระดับโลก โดยชี้ให้เห็นข้อตกลงความร่วมมือฉบับใหม่ระหว่างเขตบริหารพิเศษฮ่องกง (Hong Kong Special Administrative Region – HKSAR) และนครเซี่ยงไฮ้ (Shanghai) เพื่ออำนวยความสะดวกกิจกรรมซื้อขายทองคำรูปแบบใหม่ และขยายมิติของตลาดเหล่านั้น
แนวทางดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ที่มุ่ง “ยกระดับบทบาทของศูนย์การเงินหลักสองแห่งของจีน” ในตลาดทองคำโลก ในขณะที่ตลาดฝั่งตะวันตก ได้แก่ ลอนดอน (London), นิวยอร์ก (New York) และสวิตเซอร์แลนด์ (Switzerland) ครองความเป็นศูนย์กลางการค้าทองคำมานานเกือบสองศตวรรษ ทว่าความจริงที่ว่าทองคำกำลัง “ไหลจากตะวันตกสู่ตะวันออก” อย่างต่อเนื่อง ทำให้จีนและศูนย์กลางในเอเชียเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อลดการพึ่งพาระบบเดิม และก้าวขึ้นมาท้าทายอิทธิพลของตลาดตะวันตก
ผู้ดำเนินรายการยังระบุว่า มีรายงานว่าประธานาธิบดีสี จิ้นผิง (Xi Jinping) กำลังผลักดันอย่างจริงจังให้เงินหยวน (Yuan) ก้าวสู่สถานะ “สกุลเงินสำรองของโลก” (world reserve currency) โดยหนึ่งในเครื่องมือสำคัญคือการใช้ตลาดทองคำสกุลเงินหยวนเป็นฐานรองรับ
ตามรายงานของ China Daily ข้อตกลงทองคำฉบับประวัติศาสตร์ที่ลงนามระหว่างฮ่องกงและ Shanghai Gold Exchange มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างโอกาสเชื่อมต่อระยะยาว (long-term interconnectivity) และวางรากฐาน “ตลาดทองคำเอเชียที่ยึดเงินหยวนเป็นศูนย์กลาง” ในอนาคต
ภายใต้กรอบความร่วมมือดังกล่าว รัฐบาลฮ่องกงจะจัดตั้ง “โครงสร้างธรรมาภิบาลร่วมระดับสูง” (high-level, collaborative governance structure) ขณะที่ Shanghai Gold Exchange จะให้การสนับสนุนด้านเทคนิคและกฎระเบียบ ทั้งการออกแบบระบบ กำหนดกติกาการเข้าถึงของสถาบันทางการเงิน มาตรฐานการบริหารความเสี่ยง และมาตรฐานการปฏิบัติงาน
China Daily ระบุว่า เป้าหมายคือการพัฒนา “ระบบชำระราคาทองคำข้ามพรมแดน” ที่มีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับมาตรฐานทองคำสากล และสามารถทำหน้าที่เป็น “ศูนย์สำรองทองคำระดับภูมิภาค” ได้ในระยะต่อไป ฮ่องกงมีแผนทดสอบระบบ clearing กลางสำหรับทองคำภายในปีนี้ โดยในช่วงเริ่มต้นจะมุ่งเน้นด้านโครงสร้างพื้นฐานระบบและกรอบกำกับดูแล ก่อนค่อย ๆ ขยายจำนวนผู้เข้าร่วมที่มีคุณสมบัติครบถ้วน
อีกหนึ่งสัญญาณชัดคือแผนการเพิ่มขีดความสามารถในการเก็บสำรองทองคำของฮ่องกงจากราว 200 ตัน เป็นมากกว่า 2,000 ตันภายในสามปี ซึ่งสะท้อนการเตรียมฐานะเพื่อรองรับบทบาทใหม่ในห่วงโซ่อุปทานทองคำระดับภูมิภาคและโลก
เดวิด กรีลีย์ (David Greely) หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Abaxx ชี้ว่า พัฒนาการทั้งหมดนี้ชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า “ศูนย์กลางการซื้อขายทองคำกำลังเคลื่อนย้ายสู่ฝั่งตะวันออกมากขึ้นเรื่อย ๆ” ความร่วมมือกับ Shanghai Gold Exchange ยังจะครอบคลุมตั้งแต่การรับ–ส่งมอบทองคำจริง การจัดเก็บในคลังสินค้า ไปจนถึงการเชื่อมโยงผลิตภัณฑ์ทางการเงินระหว่างสองตลาดอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น
คำถามใหญ่ที่รายการตั้งไว้ คือ นักลงทุน ที่ปรึกษาการลงทุน รัฐบาลท้องถิ่น และรัฐบาลชาติในโลกตะวันตก “ตื่นรู้แล้วหรือยัง” ต่อความจำเป็นเชิงยุทธศาสตร์ของทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ช่วยค้ำยันระบบการเงินโลก หรืออำนาจทางการเงินของพวกเขาจะยังคง “ค่อย ๆ ไหลออก” สู่ภูมิภาคอื่นอย่างช้า ๆ
### เท็ด โอ๊คลีย์: ประสบการณ์ชีวิต–มุมมองทองคำ–เงิน และความเสี่ยงที่นักลงทุนมองไม่เห็น
ในช่วงสัมภาษณ์หลัก ไมค์ มาฮาร์รี กล่าวทักทายผู้ฟังและแนะนำแขกรับเชิญ เท็ด โอ๊คลีย์ ในฐานะผู้ก่อตั้ง Oxbow Advisors จากออสติน รัฐเทกซัส ผู้เขียนหนังสือ 11 เล่ม และมีประสบการณ์กว่า 40 ปีในการให้คำปรึกษาลูกค้ามั่งคั่งระดับสูง ก่อนขอให้เท็ดเล่าที่มาที่ไปในชีวิตและเส้นทางสู่การทำงานในแวดวงการลงทุน
หนึ่งในจุดที่ทำให้เท็ดต่างจากที่ปรึกษาทั่วไป คือการมองทองคำและเงินเป็น “องค์ประกอบเชิงกลยุทธ์” ของพอร์ตลงทุน ระยะยาว เขากล่าวว่า สำหรับเขา “ทองคำคือสกุลเงินมากกว่าสินทรัพย์เก็งกำไร” เพราะตลอดพันปีที่ผ่านมา ทองคำรักษามูลค่าไว้ได้ แม้จะมีช่วงที่ราคาไม่ขยับหรืออ่อนตัว แต่ในระยะยาวทองคำทำหน้าที่เป็นสกุลเงินทางเลือกได้ดี เขาจึงถือทองคำในทุกกลยุทธ์การลงทุนของ Oxbow Advisors เสมอ
ในทางกลับกัน เงินถูกมองเป็นสินทรัพย์ฝั่งอุตสาหกรรมมากกว่า ใช้ในการเทรดระยะสั้นมากขึ้น และเป็นเพียงหนึ่งในสามกลยุทธ์ของบริษัท เนื่องจากความผันผวนสูงกว่าและเกี่ยวข้องกับโครงสร้างอุปสงค์–อุปทานเชิงอุตสาหกรรมโดยตรง
### จิตวิทยานักลงทุน–วัฏจักรตลาด–ทองคำในโลกเงินเฟ้อเรื้อรัง
เมื่อถูกถามถึงความผันผวนล่าสุด เท็ดเล่าว่า เขาแทบไม่ได้รับสายจากลูกค้าเลย จนกระทั่งราคาเงินขึ้นไปแถว 110–115 ดอลลาร์ และทองคำทะลุ 5,500 ดอลลาร์ นักลงทุนนับจากนั้นกลับโทรมาสอบถามว่า “ควรซื้อเพิ่มหรือไม่” ซึ่งเขามองว่าเป็นสัญญาณที่พบได้บ่อยในตลาด เมื่อ “คนทั่วไปตื่นเต้นตอนราคาสูง” มักเป็นช่วงที่ตลาดใกล้จะมีแรงขายออกมากกว่าต่อขึ้น แม้จะไม่ได้แปลว่ารอบขาขึ้นจบลงแล้วก็ตาม โดยมักต้องใช้เวลา 3–4 เดือนปรับฐานก่อนเริ่มรอบใหม่
เขาเตือนว่า ทองคำไม่ใช่สินทรัพย์ที่ได้กระแสเงินสดเหมือนธุรกิจหรือที่ดิน แต่หน้าที่ของมันคือ “เป็นสกุลเงินและกันชน” จึงต้องมีสัดส่วนที่เหมาะสมในพอร์ตและถือระยะยาวอย่างมีวินัย ไม่ใช่ขายสินทรัพย์อื่น 80% เพื่อเทใส่ทองคำทั้งหมด เขาย้ำว่าผู้ลงทุนควรคิดในกรอบ “ทองคำต่อสินทรัพย์จริง” เช่น ราคาบ้านเมื่อ 20 ปีก่อนเทียบกับจำนวนทองคำที่ต้องใช้ซื้อ และสถานการณ์เดียวกันในวันนี้ ซึ่งทำให้เห็นบทบาทของทองคำในการรักษากำลังซื้ออย่างเป็นรูปธรรม
เท็ดยังชี้ให้เห็นความแตกต่างสำคัญระหว่างตลาดทองและเงิน โดยเฉพาะหลังปี 2022 ที่สหรัฐฯ ยึดสินทรัพย์ของรัสเซีย ทำให้ธนาคารกลางหลายประเทศเร่งสะสมทองคำมากขึ้น ส่งผลให้ทองคำได้รับแรงหนุนจากฝั่ง “ผู้เล่นสถาบันระดับรัฐ” อย่างชัดเจน ขณะที่เงินมีฐานนักลงทุนรายย่อยสูงกว่า ด้วยราคาเข้าถึงได้และบทบาทเชิงอุตสาหกรรมที่ชัดเจน ทำให้มี “เบต้า” หรือความผันผวนสูงกว่าทองคำมาก
ในมุมโครงสร้างตลาดเงิน เท็ดเห็นด้วยว่า “ข้อจำกัดด้านอุปทาน” มีส่วนสนับสนุนราคา เนื่องจากเหมืองไม่สามารถเพิ่มการผลิตได้รวดเร็วเหมือนอุตสาหกรรมชิปหรือเทคโนโลยี การนำอุปทานใหม่ออกสู่ตลาดจึงใช้เวลา และเมื่ออยู่ในช่วงที่อุปสงค์สูงแต่ซัพพลายจำกัด ราคาย่อมมีแรงขยับขึ้น โดยเฉพาะภายใต้สภาวะที่รัฐบาลและผู้เล่นรายใหญ่เริ่มจับตาโลหะมีค่ามากขึ้นเช่นปัจจุบัน
ในเรื่องเงินเฟ้อ เท็ดมองว่าปัจจุบันโลกกำลังเผชิญ “เงินเฟ้อเงา” (stealth inflation) ที่ไม่สะท้อนเต็มรูปแบบในตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เขาชี้ว่า ค่าใช้จ่ายจริงของประชาชนในหมวดสำคัญอย่างค่ารักษาพยาบาล อาหาร และประกันภัยสูงกว่าที่ตัวเลขทางการสะท้อน ขณะที่ภาครัฐมีแรงจูงใจให้เงินเฟ้อ “วิ่งนำดอกเบี้ย” เพื่อบั่นบางภาระหนี้ภาครัฐในระยะยาว เขาเปรียบเทียบยุคปัจจุบันกับช่วงปี 1946–1960 ที่เงินเฟ้อเฉลี่ยสูงกว่าดอกเบี้ยอยู่หลายปี เพื่อจัดการระดับหนี้ต่อจีดีพีที่พุ่งสูง หลังสงคราม
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.moneymetals.com/podcasts/2026/02/06/is-china-preparing-to-drop-hammer-on-western-gold-silver-market-004672