.
ระเบียบโลกใหม่? ทรัมป์ใช้ Board of Peace สร้างรอยร้าวกลุ่ม BRICS ดึงชาติมหาอำนาจอิสลามร่วมวง
9-2-2026
Foreign Policy รายงานว่า การเปิดตัว “Board of Peace” ของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ในที่ประชุม World Economic Forum ที่เมืองดาวอส (Davos) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ (Switzerland) ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าเป็นโครงการเชิงจักรวรรดินิยม และถูกเย้ยหยันจากโฉมหน้าของชาติที่เข้าร่วมซึ่งถูกมองว่า “หลากหลายไร้แบบแผน” ทว่าคำเยาะเย้ยเหล่านั้นไม่สามารถกลบ “ความทะเยอทะยานเชิงภูมิรัฐศาสตร์” ของโครงการนี้ได้ ไม่ว่าบอร์ดจะประสบความสำเร็จหรือไม่ Board of Peace ก็ถือเป็นความพยายามครั้งใหญ่ที่สุดในการปรับเปลี่ยน หรือแม้กระทั่งแทนที่ ระเบียบโลกที่ก่อตั้งขึ้นหลังปี 1945 และต่างจากการโจมตีองค์การสหประชาชาติ (UN) ด้วยวาทกรรมที่เกิดขึ้นหลายครั้งในอดีต ทรัมป์ได้เสนอ “รูปแบบองค์กร” และ “สถาบันว่าที่คู่แข่ง UN” ขึ้นมาอย่างเป็นรูปธรรม
เดิมที Board of Peace ถูกออกแบบให้มีอำนาจจำกัด เพื่อผลักดันสันติภาพและการฟื้นฟูฉนวนกาซา (Gaza) หลังอิสราเอล (Israel) ระดมโจมตีอย่างหนักตอบโต้การจู่โจมของฮามาส (Hamas) ในเดือนตุลาคม 2023 กระนั้น มติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UN Security Council Resolution 2803) เมื่อเดือนพฤศจิกายนได้ให้อำนาจทรัมป์ในฐานะบุคคล นำบอร์ดชุดนี้ ทรัมป์จึงขยายอำนาจจาก “เฉพาะกาซา” ไปครอบคลุมประเด็นสันติภาพและความมั่นคงทั่วโลก โดยไม่ปิดบังข้อกล่าวหาที่ว่าจุดมุ่งหมายแท้จริงคือการ “ลดบทบาทหรือทำให้คณะมนตรีความมั่นคงกลายเป็นชายขอบ”
หลายฝ่ายอาจคาดหวังว่าเวที BRICS ซึ่งตั้งตนเป็นหัวหอกการเมืองต้านอำนาจนำ (anti‑hegemony) และเป็นกระบอกเสียงให้ “Global South” จะตอบโต้ทรัมป์อย่างรุนแรง ทว่าความเป็นจริงกลับตรงกันข้าม BRICS กลายเป็น “สิงโตที่ไม่คำราม” หลายประเทศสมาชิกและผู้สมัครกลับเอื้อให้โครงการของทรัมป์เดินหน้า ทั้งด้วยการเข้าร่วมอย่างเงียบ ๆ หรือทำเป็นเพิกเฉย
โครงสร้างของ Board of Peace วางศูนย์กลางไว้ที่ “ประธานบริหาร” ที่ทรงอำนาจสูงสุดคือทรัมป์เอง ซึ่งควบคุมทั้งองค์ประกอบสมาชิกและมีอำนาจวีโต้เหนือแนวนโยบาย โดยดำรงตำแหน่งนี้ “ตลอดชีพ” ไม่ได้ผูกติดกับเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เท่านั้น ตัวบอร์ดยังกำหนดระบบสมาชิกแบบแบ่งชั้น โดยสมาชิกทั่วไปมีวาระ 3 ปี ส่วนเก้าอี้ถาวรสามารถ ด้วยเงิน 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ทรัมป์เชิญผู้นำจากเกือบ 60 ประเทศในงานเปิดตัวที่ดาวอส และมีประมาณ 25 ประเทศตอบรับเข้าร่วมแล้ว รวมถึงอินโดนีเซีย , ซาอุดีอาระเบีย , อียิปต์ , จอร์แดน , ตุรกี , ปากีสถาน , กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ – UAE ยังมีชาติยุโรปกลุ่มนอกกระแสอย่างฮังการี, บัลแกเรีย และเบลารุส ( เข้าร่วมด้วย โดยเฉพาะการเข้าร่วมของอียิปต์ อินโดนีเซีย และ UAE สมาชิกใหม่ในกลุ่ม BRICS+ รวมถึงซาอุดีอาระเบียที่แม้ยังไม่เป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการแต่ได้รับเชิญเข้าร่วม BRICS ถือว่าสะดุดตาเป็นพิเศษ อาร์เจนตินา ซึ่งปฏิเสธการเป็นสมาชิก BRICS ภายใต้รัฐบาลประธานาธิบดี ฮาเวียร์ มิเลย์ (Javier Milei) ก็ปรากฏตัวที่ดาวอสเพื่อแสดงการปรับแนวเข้ากับระเบียบใหม่ของทรัมป์
ในกลุ่ม BRICS ดั้งเดิม แอฟริกาใต้ ไม่ได้รับเชิญเข้าร่วม ขณะที่ประธานาธิบดีบราซิล ลุยซ์ อีนาซีอู ลูลา ดา ซิลวา (Luiz Inácio Lula da Silva) ปฏิเสธคำเชิญของทรัมป์ โดยระบุว่า Board of Peace เป็นความพยายาม “สร้าง UN ใหม่ที่เขาเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว” ลูลาได้โทรหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง (Xi Jinping) ของจีน และนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี (Narendra Modi) ของอินเดีย เพื่อเร่งการประสานงานของ BRICS และเตือนว่า Board of Peace ของทรัมป์ “คุกคามภาวะพหุขั้วอำนาจ (multipolarity) และพหุภาคีนิยมเชิงสถาบัน” แม้การเคลื่อนไหวของบราซิลสะท้อนความไม่สบายใจอย่างชัดเจน แต่ลูลาก็ไม่อาจดึงให้ BRICS ตอบสนองแบบเป็นเอกภาพได้
จีนเองตอบสนองด้วยคำตำหนิตามพิธี แต่หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกล่าวเพียงว่า “จีนจะปกป้องระบบระหว่างประเทศที่มี UN เป็นแกนกลางอย่างมั่นคง” น้ำเสียงที่อ่อนกว่าปกติสะท้อนความระมัดระวังของปักกิ่งที่จะไม่จุดชนวนความขัดแย้งกับทรัมป์ในจังหวะที่กำลังถูกกดดันด้วยมาตรการภาษีและการเจรจาการค้ารอบใหม่
อินเดียเลือก “ไม่ตอบรับและไม่ปฏิเสธ” คำเชิญอย่างเป็นทางการ นิวเดลีมีข้อพิพาทค้างคากับทรัมป์อยู่แล้ว ตั้งแต่ภาษีการค้าจนถึงการที่ทรัมป์ “ตัดสินใจแทรกแซง” ความขัดแย้งระหว่างอินเดียกับปากีสถาน ทำให้ไม่เห็นประโยชน์จากการเผชิญหน้าอย่างเปิดเผย แต่ในอีกด้าน นายกรัฐมนตรีโมดีก็มีเหตุผลหนักแน่นที่จะ “ไม่เข้าไปนั่งในวง” หากบอร์ดจำกัดอำนาจเฉพาะประเด็นกาซา อินเดียอาจมีพื้นที่ในการเข้าร่วมมากกว่านี้ ทว่าทันทีที่ทรัมป์ขยายอำนาจของบอร์ดไปสู่การจัดการสันติภาพและความขัดแย้งทั่วโลก อินเดียก็วิตก — อย่างสมเหตุสมผล — ว่าวันหนึ่งอาจกลายเป็นเป้าของ “การเคลื่อนไหวเพื่อสันติภาพ” แบบทรัมป์เอง
ปฏิกิริยาของรัสเซียกลับยิ่งน่าพิศวง ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน (Vladimir Putin) แถลงเพียงว่ามอสโกจะ “ศึกษา” ข้อเสนอและ “หารือกับพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์” พร้อมกล่าวด้วยว่า รัสเซียอาจสมทบเงิน 1,000 ล้านดอลลาร์จากทรัพย์สินรัสเซียที่ถูกอายัดเข้าสู่บอร์ดใหม่ — ถ้อยคำที่ถูกตีความว่าเป็น “ความสนใจแบบเสแสร้ง” มากกว่าความเต็มใจเข้าร่วม แต่สิ่งที่ชัดเจนคือ ปูตินไม่ต้องการปะทะกับทรัมป์บนเวทีพยายามลดบทบาท UN ซึ่งสำหรับเขาแล้ว บทบาทของรัสเซียร่วมกับสหรัฐฯ ในการวางระเบียบโลกหลังสงครามโลกครั้งที่สองภายใต้กรอบสหประชาชาติเป็น “มรดกศักดิ์สิทธิ์”
การที่เบลารุส พันธมิตรใกล้ชิดที่สุดของมอสโก ตัดสินใจเข้าร่วมบอร์ดของทรัมป์ ยิ่งชวนตั้งคำถามว่า ประธานาธิบดีอเล็กซานเดอร์ ลูกาเชนโก (Aleksandr Lukashenko) ได้รับ “ไฟเขียวเงียบ ๆ” จากเครมลิน หรือเลือกเดินเกมเอง อีกตัวอย่างที่สะท้อนรูปแบบต่างออกไปคือเวียดนาม (Vietnam) รัฐคอมมิวนิสต์ที่ใกล้ชิดทั้งรัสเซียและจีน แต่กลับหันมาลงนามกับบอร์ดของทรัมป์ ท่ามกลางดุลการค้าที่เกินดุลมหาศาลกับสหรัฐฯ และความกังวลว่าจะกลายเป็นเป้าใหม่ของ “สงครามภาษีแบบทรัมป์”
ในเอเชีย พันธมิตรหลักของสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ เช่น ญี่ปุ่น (Japan), เกาหลีใต้ (South Korea) และออสเตรเลีย (Australia) เลือก “อยู่ห่าง” แต่กรณีของอินโดนีเซียยิ่งสะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงยุทธศาสตร์ อินโดนีเซียซึ่งเคยเป็นแกนนำขบวนการไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (Non‑Aligned Movement) และเป็นสมอของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) กลับกลายเป็นผู้สนับสนุน Board of Peace อย่างแข็งขันตั้งแต่ช่วงต้น
ประธานาธิบดีปราโบโว ซุบิอันโต (Prabowo Subianto) ของอินโดนีเซียอธิบายเหตุผลในการเข้าร่วมว่า สอดคล้องกับเจตนารมณ์เดิมของบอร์ดในการนำสันติภาพมาสู่ประชาชนในกาซา เขายังย้ำว่าการนั่งโต๊ะร่วมกับอิสราเอลในกลไกแก้ไขความขัดแย้งเป็น “เงื่อนไขจำเป็น” เพื่อผลักดันการบรรเทาทุกข์และการฟื้นฟู ข้อความดังกล่าวสะท้อนการเลื่อนจุดยืนของจากท่าทีเชิงอุดมการณ์แข็งกร้าวต่อปาเลสไตน์ในอดีต ไปสู่ “การจัดวางเชิงผลประโยชน์” ที่คำนึงถึงข้อแลกเปลี่ยนกับวอชิงตันมากขึ้น
การพลิกจุดยืนของอินโดนีเซียเป็นส่วนหนึ่งของภาพกว้างในโลกมุสลิมที่ช่วยเปิดทางให้ Board of Peace ของทรัมป์อย่างจริงจัง เมื่อเดือนกันยายน 2025 แถลงการณ์ร่วมของซาอุดีอาระเบีย ตุรกี UAE อียิปต์ จอร์แดน กาตาร์ อินโดนีเซีย และปากีสถาน ประกาศ “ความมุ่งมั่นที่จะร่วมมือกับประธานาธิบดีทรัมป์ และย้ำถึงความสำคัญของบทบาทผู้นำของเขาในการยุติสงครามและเปิดทางสู่สันติภาพที่ยั่งยืนและเป็นธรรม” เอกสารดังกล่าวถือเป็นการยอมรับโดยปริยายว่าทั้งความพยายามของ UN และคำแถลงเชิงสัญลักษณ์ของโลกมุสลิมในอดีต “ไม่อาจสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม”
การให้ความชอบธรรมต่อโครงสร้างจัดการความขัดแย้งที่สหรัฐฯ นำ นอกจากนี้ ยังปูพื้นทางการเมืองให้คณะมนตรีความมั่นคงสามารถอนุมัติ Board of Peace ได้ในเดือนพฤศจิกายน ให้อำนาจทรัมป์ประสานการหยุดยิง กำกับการแจกจ่ายความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และการฟื้นฟูกาซา ผ่านกลไกพิเศษรายงานตรงต่อคณะมนตรี พร้อมให้เสรีภาพกว้างขวางในการแต่งตั้งทีม ระดมทุน และเข้าเจรจากับผู้เล่นในภูมิภาค แม้จะถูกเสนอให้เป็นโครงสร้างชั่วคราว แต่มติดังกล่าวในทางปฏิบัติเท่ากับ “โอนอำนาจของ UN ไปไว้ในมือบุคคลเดียว”
มติผ่านอย่างเอกฉันท์ ท่ามกลางถ้อยคำทูตที่กลบความหมายเชิงโครงสร้าง รัสเซียและจีนลงมติ “งดออกเสียง” เปิดทางให้มติผ่านโดยไม่ต้องประกาศสนับสนุน อังกฤษ (UK) และฝรั่งเศส (France) ลงมติเห็นชอบ ขณะที่สมาชิกยุโรปซึ่งไม่ได้เป็นสมาชิกถาวรขณะนั้นอย่างเดนมาร์ก (Denmark), กรีซ (Greece) และสโลเวเนีย (Slovenia) ก็ลงคะแนนเห็นชอบเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ไม่มีชาติยุโรปเหล่านี้ลงนามในกฎบัตรบอร์ดที่ดาวอส แสดงให้เห็นว่าพวกเขา “อ่านเกมวอชิงตันผิด” ว่าทรัมป์มีแผนจะพาบอร์ดออกนอกกรอบกาซามาตั้งแต่ต้น
ประเทศนอกตะวันตกที่เป็นสมาชิกไม่ถาวรของคณะมนตรีในเวลานั้น แอลจีเรีย (Algeria), กายอานา (Guyana), ปากีสถาน, ปานามา (Panama), เซียร์ราลีโอน (Sierra Leone), โซมาเลีย (Somalia) และเกาหลีใต้ (South Korea) ก็ลงมติเห็นชอบเช่นกัน โดยส่วนใหญ่ให้เหตุผลว่าต้องการตอบสนอง “ความเร่งด่วนด้านมนุษยธรรม” ไม่ว่ามูลเหตุจะเป็นอย่างไร ช่วงเวลาดังกล่าวอาจถูกบันทึกในประวัติศาสตร์ในฐานะ “ครั้งแรกที่คณะมนตรีความมั่นคงยอมโอนอำนาจหลักด้านสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศไปให้บุคคลหนึ่งคน”
คำถามจึงตามมาว่า นี่คือจุดเริ่มต้นของ “คำไว้อาลัยล่วงหน้า” ต่อคณะมนตรีความมั่นคงหรือไม่ อำนาจของทรัมป์ภายใต้มติ UN จะสิ้นสุดในปลายปี 2027 รัสเซียและจีนอาจใช้สิทธิ์วีโต้ขวางการต่ออายุ แต่ในเวลานั้น Board of Peace อาจสะสม “โมเมนตัมเชิงสถาบัน” สร้าง “ความชอบธรรมคู่ขนาน” และ “อิสระด้านการเงิน” จนไม่ต้องพึ่งพา UN แล้ว
สมมติฐานที่ว่า “Global South” ยืนหยัดร่วมกันประณามปฏิบัติการของอิสราเอลในกาซา ถูกท้าทายอย่างรุนแรง เมื่อรัฐชั้นนำในกลุ่มนี้ลงมติสนับสนุนมติที่ลดแรงกดดันต่ออิสราเอล และแทบไม่ได้เปิดพื้นที่ให้ชาวปาเลสไตน์มีเสียงในอนาคตของกาซา เมื่อถูกบีบให้เลือก “ท่าทีเชิงศีลธรรม” กับ “ช่องทางเข้าถึงอำนาจเชิงภูมิรัฐศาสตร์” รัฐสำคัญใน Global South เลือกฝ่ายหลังในโครงสร้างที่สหรัฐฯ นำ
BRICS ซึ่งถูกยกย่องเป็น “แนวหน้า” ของระเบียบโลกหลังสหรัฐฯ กลับไม่สามารถป้องกันไม่ให้สมาชิกของตนสนับสนุนองค์กรใหม่ของทรัมป์ที่ขัดแย้งกับหลักการสำคัญของกลุ่มเอง การขยาย BRICS ในปี 2024–2025 ซึ่งถูกสรรเสริญว่า “เปลี่ยนเกม” แท้จริงแล้วกลับเร่งให้ความ “ไร้เอกภาพ” ปรากฏเด่นชัดยิ่งขึ้น แทนที่จะถ่วงดุลสหรัฐฯ BRICS ในเวอร์ชันขยายกลับเผยให้เห็นว่าเป็นเพียง “แนวร่วมหลวม ๆ” ของรัฐที่มีวาระ อ่อนแอ และช่องโหว่ไม่เหมือนกัน หากมีสิ่งเดียวที่ประเทศเหล่านี้ร่วมกันคือ “ความสำคัญที่แต่ละรัฐให้กับการรักษาความสัมพันธ์แบบทวิภาคีกับวอชิงตัน”
Board of Peace ของทรัมป์ย้ำความจริงระดับลึกว่า ระเบียบโลกไม่ได้ถูกกำหนดด้วยสโลแกนว่าด้วย “ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว” หรือคำสรรเสริญ “พหุภาคีนิยม” หากดำรงอยู่บนฐาน “คณิตศาสตร์ผลประโยชน์แห่งชาติ” ไม่ว่าใครจะมองวิธีการที่ “หยาบและหุนหัน” ของทรัมป์อย่างไร เขาได้แสดงให้เห็นศักยภาพในการ “ทลายกรอบคิดเดิม”
อนาคตของ Board of Peace จึงผูกกับชะตาทางการเมืองของทรัมป์ และความยั่งยืนของอิทธิพลเขาต่อทิศทางนโยบายต่างประเทศและความมั่นคงของสหรัฐฯ แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนแล้วคือ “มายาคติของ Global South ที่เป็นเอกภาพในการต่อต้านอำนาจนำของสหรัฐฯ ภายใต้การนำของจีนและรัสเซีย ได้ละลายหายไปกลางดาวอส” และกำแพงของ BRICS ซึ่งเคยถูกยกย่องว่าเป็น “ปราการต้านอิทธิพลสหรัฐฯ” กำลังเผยให้เห็น “รอยร้าวขนาดใหญ่”
---
IMCT NEWS
https://foreignpolicy.com/2026/01/27/trump-board-of-peace-brics-united-nations-china-russia-global-south/