อะไรคือความท้าทาย ในการคุ้มกันความปลอดภัยเรือ
อะไรคือความท้าทาย 'ในการคุ้มกันความปลอดภัยเรือ' ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ของเพนตากอน?
12-3-2026
สำนักข่าว Reuters รายงานว่า กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (Pentagon) อยู่ระหว่างพิจารณามาตรการคุ้มกันเรือสินค้าให้แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) อย่างปลอดภัย โดยพลเอก แดน เคน (Dan Caine) ประธานคณะเสนาธิการร่วม (Chairman of the Joint Chiefs of Staff) ของสหรัฐฯ ระบุเมื่อวันอังคารว่า กำลัง “มองหาหนทาง” ในการจัดกองกำลังคุ้มกันเรือในเส้นทางยุทธศาสตร์ดังกล่าว ซึ่งเป็นจุดผ่านที่มีความสำคัญต่อการขนส่งพลังงานของโลก
โดยปกติราวหนึ่งในห้าของปริมาณน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวของโลกจะขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน อิหร่าน (Iran) ซึ่งครอบครองชายฝั่งด้านเหนือของช่องแคบ ได้ปิดกั้นเส้นทางดังกล่าวอย่างมีผลในทางปฏิบัติ ทำให้การจราจรทางเรือผ่านช่องแคบลดลงถึง 97% นับตั้งแต่สงครามสหรัฐฯ–อิสราเอลต่ออิหร่านเริ่มต้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ตามข้อมูลขององค์การสหประชาชาติ (UN)
สหรัฐฯ กำลังพยายามสร้างความเชื่อมั่นให้ตลาดน้ำมัน หลังนักลงทุนกังวลว่าหากสงครามยืดเยื้ออาจลุกลามเป็นวิกฤตพลังงานโลกครั้งใหม่ ซึ่งจะกระทบเศรษฐกิจและเงินเฟ้อในวงกว้าง
อะไรคือผลประโยชน์ที่กำลังเดิมพันอยู่
ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางน้ำแคบระหว่างอิหร่านกับโอมาน (Oman) เชื่อมอ่าว (Gulf) เข้ากับอ่าวโอมาน (Gulf of Oman) และเป็นเส้นทางออกทางทะเลเพียงเส้นเดียวของผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซรายใหญ่ในอ่าวอย่างคูเวต (Kuwait) อิหร่าน อิรัก (Iraq) กาตาร์ (Qatar) และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (United Arab Emirates)
ราคาน้ำมันดิบปรับขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2022 ในวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยสหประชาชาติเตือนว่า ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงต่อเนื่องเสี่ยงจุดชนวนวิกฤตค่าครองชีพรอบใหม่ คล้ายกับที่เกิดขึ้นหลังรัสเซีย (Russia) บุกยูเครน (Ukraine) ในปี 2022
นอกจากพลังงานแล้ว ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อยังเสี่ยงสร้าง “ช็อกปุ๋ยเคมี” ต่อระบบเกษตรของโลก เนื่องจากราว 33% ของปุ๋ยเคมีทั่วโลก รวมถึงกำมะถันและแอมโมเนีย ต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ตามข้อมูลของบริษัทวิเคราะห์ Kpler ซึ่งเตือนว่าความปั่นป่วนในเส้นทางนี้อาจลุกลามไปสู่ความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางอาหารทั่วโลก
สหประชาชาติยังเตือนด้วยว่า หากสงครามยืดเยื้อออกไปอีก อาจทำให้เกิดความหวาดกลัวต่อวิกฤตเศรษฐกิจโลกคล้ายกับที่เกิดขึ้นหลังวิกฤตน้ำมันตะวันออกกลางในทศวรรษ 1970
คำขู่จากอิหร่าน
กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (Islamic Revolutionary Guard Corps: IRGC) ออกคำเตือนว่าทุกลำเรือที่พยายามเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะถูกยิงโจมตี โดยนับตั้งแต่เกิดความขัดแย้ง มีเรืออย่างน้อย 11 ลำถูกโจมตี
แม้การโจมตีจะยังจำกัดวง แต่การจราจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซส่วนใหญ่ก็หยุดชะงัก ทั้งจากความระมัดระวังของบริษัทเดินเรือเอง และจากการที่บริษัทประกันภัยเดินเรือปรับเพิ่มเบี้ยประกันภัยสงครามขึ้นสูงสุดถึงราว 300% ทำให้ต้นทุนการผ่านเส้นทางนี้พุ่งสูงอย่างมาก
สหรัฐฯ และชาติตะวันตกเตรียมตอบสนองอย่างไร
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ระบุเมื่อวันที่ 3 มีนาคมว่า สหรัฐฯ จะจัดให้มีการคุ้มกันความปลอดภัยแก่เรือน้ำมันที่เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
ทรัมป์ยังระบุด้วยว่า ได้สั่งการให้ United States Development Finance Corporation (DFC) จัดให้มีประกันภัยและการค้ำประกันทางการเงินสำหรับบริษัทเดินเรือที่ต้องใช้เส้นทางดังกล่าว เพื่อลดแรงกดดันจากต้นทุนประกันภัยสงครามที่พุ่งสูง
ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง (Emmanuel Macron) ของฝรั่งเศส (France) เปิดเผยว่า หลายประเทศในยุโรป อินเดีย (India) และชาติในเอเชียอื่น ๆ กำลังหารือเพื่อจัดภารกิจร่วมกันในการคุ้มกันเรือพาณิชย์ แต่ย้ำว่าปฏิบัติการดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อความขัดแย้งยุติลงแล้วเท่านั้น
ฝรั่งเศสกำลังส่งกำลังเรือรบประมาณหนึ่งโหล รวมถึงกองกำลังเรือบรรทุกเครื่องบินโจมตี (aircraft carrier strike group) เข้าประจำการในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก ทะเลแดง และอาจขยายไปถึงบริเวณช่องแคบฮอร์มุซด้วย
ด้านสหราชอาณาจักร นายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ (Keir Starmer) ได้หารือกับผู้นำเยอรมนีและอิตาลีเกี่ยวกับทางเลือกในการสนับสนุนภารกิจคุ้มกันเรือพาณิชย์ในช่องแคบฮอร์มุซ โฆษกของรัฐบาลอังกฤษระบุเมื่อวันอังคาร
พลเอกเคน กล่าวต่อผู้สื่อข่าวที่ เพนตากอน ว่า “เรากำลังพิจารณาทางเลือกหลายรูปแบบ” เพื่อรักษาความปลอดภัยของเส้นทางเดินเรือ แต่ยังปฏิเสธที่จะให้รายละเอียดเพิ่มเติม
ทำไมช่องแคบฮอร์มุซจึงยากต่อการรักษาความปลอดภัย
ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางเดินเรือที่ป้องกันได้ยาก เส้นทางเดินเรือในช่องทางหลักมีความกว้างเพียงประมาณ 2 ไมล์ทะเล และเรือจำเป็นต้องเลี้ยวผ่านจุดคดเคี้ยวตรงข้ามหมู่เกาะของอิหร่านและชายฝั่งภูเขาที่ลาดชัน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ให้ที่กำบังเชิงภูมิประเทศแก่กำลังรบของอิหร่าน ตามการประเมินของบริษัทนายหน้าขนส่งสินค้าทางทะเล SSY Global
โอกาสและข้อจำกัดในการคุ้มกันเรือผ่านฮอร์มุซ
แม้กองทัพเรือปกติของอิหร่านจะถูกทำลายไปมากแล้ว แต่ IRGC ยังคงมีคลังแสงยุทโธปกรณ์จำนวนมากที่สามารถสร้างความเสียหายได้ ไม่ว่าจะเป็นเรือโจมตีเร็ว (fast attack craft) เรือผิวน้ำไร้คนขับ (uncrewed surface vessels) เรือเร็ว (speedboats) เรือดำน้ำขนาดเล็ก (mini submarines) ทุ่นระเบิด และแม้กระทั่งเจ็ตสกีที่บรรทุกวัตถุระเบิด ตามคำอธิบายของทอม ชาร์ป (Tom Sharpe) อดีตผู้บังคับการกองทัพเรืออังกฤษ (Royal Navy) ที่เกษียณอายุแล้ว
เตหะราน (Tehran) ยังมีศักยภาพในการผลิตโดรนราว 10,000 ลำต่อเดือน ตามข้อมูลของ Centre for Information Resilience องค์กรวิจัยไม่แสวงหากำไร ซึ่งทำให้ศักยภาพการโจมตีทางอากาศของอิหร่านยิ่งมีน้ำหนักในสมการความเสี่ยง
ชาร์ประบุว่า ในระยะสั้น การคุ้มกันเรือวันละ 3–4 ลำผ่านช่องแคบฮอร์มุซสามารถทำได้ โดยใช้เรือพิฆาต (destroyers) ราว 7–8 ลำให้การคุ้มกันทางอากาศ โดยประสิทธิภาพจะขึ้นอยู่กับระดับความเสี่ยงจากเรือดำน้ำขนาดเล็กที่ถูกลดทอนลงมากน้อยเพียงใด แต่การรักษาปฏิบัติการในระดับนี้ต่อเนื่องเป็นเวลาหลายเดือนจะต้องใช้ทรัพยากรมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
อเดล บากาวาน (Adel Bakawan) ผู้อำนวยการสถาบัน European Institute for Middle East and North African Studies เสริมว่า แม้ขีดความสามารถของอิหร่านในการใช้ขีปนาวุธ โดรน และทุ่นระเบิดลอยน้ำจะถูกทำลายลง เรือเดินสมุทรก็ยังคงเผชิญความเสี่ยงจากปฏิบัติการแบบ “โจมตีพลีชีพ” อยู่ดี
ด้านเควิน โรว์แลนด์ส์ (Kevin Rowlands) บรรณาธิการวารสาร RUSI Journal แห่ง Royal United Services Institute ระบุว่า หากสงครามยืดเยื้อนานเป็นสัปดาห์ ก็มีความเป็นไปได้สูงว่าจะต้องมีรูปแบบการคุ้มกันเรือบางประเภทเกิดขึ้น “โลกจำเป็นต้องให้กระแสน้ำมันจากอ่าวไหลเวียนต่อไป ดังนั้นจึงมีการวางแผนเพื่อจัดมาตรการคุ้มครองอยู่แล้ว” เขากล่าว
บทเรียนจากคอขวดการเดินเรือแห่งอื่นในภูมิภาค
ในช่องแคบคอขวดอื่นของภูมิภาค กองกำลังฮูตี (Houthis) ในเยเมน (Yemen) ซึ่งเป็นพันธมิตรของเตหะราน แม้มีกำลังรบน้อยกว่าอิหร่านมาก แต่ก็สามารถสร้างผลกระทบจนทำให้การเดินเรือส่วนใหญ่ผ่านทะเลแดง (Red Sea) และช่องแคบบับ อัล-มันเดบ (Bab al-Mandab Strait) มุ่งหน้าสู่คลองสุเอซ (Suez Canal) หยุดชะงักลงได้เป็นเวลากว่า 2 ปี แม้จะมีภารกิจคุ้มกันจากกองกำลังที่นำโดยสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป (EU) ก็ตาม
ผลจากการโจมตีดังกล่าว ทำให้สายเดินเรือส่วนใหญ่ยังคงเลือกใช้เส้นทางอ้อมแหลมกู๊ดโฮปทางตอนใต้ของทวีปแอฟริกา ซึ่งใช้เวลาเดินทางยาวนานกว่าและมีต้นทุนสูงกว่า แม้บริษัทเดินเรือเดนมาร์ก Maersk จะเคยระบุว่ามีแผนทยอยกลับมาใช้เส้นทางผ่านคลองสุเอซตั้งแต่เดือนมกราคมเป็นต้นไป
ภารกิจของกองกำลังที่นำโดยสหภาพยุโรปในการต่อต้านโจรสลัดนอกชายฝั่งโซมาเลีย (Somalia) ถือว่าประสบความสำเร็จมากกว่า แต่เป็นการรับมือกับกลุ่มติดอาวุธที่มีกำลังและอาวุธยุทโธปกรณ์ด้อยกว่า IRGC ของอิหร่านอย่างมาก
มีทางเลือกอื่นแทนการใช้ช่องแคบฮอร์มุซหรือไม่
สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และซาอุดีอาระเบีย (Saudi Arabia) พยายามหาทางเลี่ยงการต้องพึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซ ด้วยการลงทุนสร้างโครงข่ายท่อส่งน้ำมันทางบกเพิ่มเติม
อย่างไรก็ตามโครงข่ายท่อเหล่านี้ยังไม่สามารถใช้งานได้เต็มรูปแบบในปัจจุบัน อีกทั้งเหตุโจมตีท่อส่งน้ำมันสายตะวันออก–ตะวันตกของซาอุดีอาระเบียโดยกองกำลังฮูตีในปี 2019 ยังสะท้อนว่า เส้นทางทางเลือกเหล่านี้ก็ยังคงเปราะบางต่อการโจมตีเชิงยุทธศาสตร์เช่นกัน
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.reuters.com/business/energy/what-are-challenges-securing-shipping-through-strait-hormuz-2026-03-10/