.
สงครามอิหร่าน + ราคาน้ำมันพุ่งสูง อาจเป็น “จุดเปลี่ยนสำคัญ” ของรถ EV และอุตสาหกรรมยานยนต์จีน เปิดทาง BYD–ค่ายรถจีนเร่งบุกตลาดโลก
26-3-2026
SCMP รายงานว่า การพุ่งสูงขึ้นของราคาน้ำมันซึ่งมีแรงผลักดันมาจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน อาจเป็นตัวเร่งให้เกิดการยอมรับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ทั่วโลก ซึ่งเป็นเซกเตอร์ที่ช่วยให้จีนแซงหน้าญี่ปุ่นขึ้นเป็นผู้ขายรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของโลกในปีที่ผ่านมา
เดวิด บราวน์ (David Brown) ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานของ Wood Mackenzie ระบุในรายงานเมื่อวันศุกร์ว่า "การปิดช่องแคบฮอร์มุซอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ (Game-changer) สำหรับรถยนต์ EV" โดยชี้ว่าราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูงขึ้นถึง 50% ในเดือนนี้จะเป็นแรงจูงใจให้ผู้บริโภคหันมาใช้ EV มากขึ้น
ราคาน้ำมันดิบ Brent ซื้อขายกันที่ระดับสูงกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในวันจันทร์ ขณะที่แรงกดดันด้านราคายังคงดำเนินต่อไป หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่เมื่อวันเสาร์ว่าจะ "ทำลาย" โรงไฟฟ้าของอิหร่าน หากไม่มีการเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้เดินเรือได้เต็มที่ภายใน 48 ชั่วโมง
บราวน์ระบุเพิ่มเติมว่า ในประเทศที่เข้าถึงรถยนต์ EV ราคาประหยัดจากจีน ความได้เปรียบในการแข่งขันเหนือรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปจะปรากฏชัดเร็วขึ้น โดยยกตัวอย่างบราซิลซึ่งกลายเป็นตลาดต่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดของ BYD ยักษ์ใหญ่ EV จากจีน ขณะที่ จัสติน เฟิง (Justin Feng) นักเศรษฐศาสตร์เอเชียจาก HSBC ให้ความเห็นว่าราคาน้ำมันที่สูงและผันผวนจะทำให้ EV กลายเป็นทางเลือกที่ "ประหยัดต้นทุน" ได้ชัดเจนขึ้น
ปัจจุบันมี 39 ประเทศที่มียอดขาย EV มากกว่า 10% ของยอดขายรถยนต์ทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเพียง 4 ประเทศในปี 2019 ตามรายงานของ Ember สถาบันคลังสมองจากอังกฤษ ซึ่งระบุว่าตลาดเกิดใหม่กำลังยอมรับรถยนต์ไฟฟ้าในอัตราที่รวดเร็ว และบางแห่งมียอดขายแซงหน้าประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว
ความต้องการ EV ทั่วโลกที่เพิ่มขึ้นนี้เป็นแรงหนุนสำคัญต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ของจีน ซึ่ง Nikkei รายงานโดยอ้างข้อมูลจากผู้ผลิตและบริษัท MarkLines ว่า ค่ายรถยนต์จีนก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำยอดขายรถยนต์ใหม่ของโลกในปี 2025 สิ้นสุดการครองตำแหน่งอันดับหนึ่งของญี่ปุ่นที่ยาวนานกว่าสองทศวรรษ โดยยักษ์ใหญ่พอย่าง BYD และ Geely มียอดขายแซงหน้าคู่แข่งจากญี่ปุ่นอย่าง Nissan และ Honda
จากข้อมูลของสมาคมผู้ค้าปลีกรถยนต์แห่งจีน (CADA) จีนส่งออกรถยนต์ทั้งหมด 8.32 ล้านคันในปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้น 30% เมื่อเทียบเป็นรายปี โดยเป็นการส่งออก EV จำนวน 2.32 ล้านคัน (เพิ่มขึ้น 38%) ตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดคือยุโรป ตามมาด้วยเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อเมริกาใต้ และตะวันออกกลาง
อย่างไรก็ตาม เฟิงจาก HSBC เตือนว่าหากความขัดแย้งยืดเยื้อ วิกฤตเชื้อเพลิงฟอสซิลอาจเป็นอุปสรรคระยะสั้นต่อการผลิต EV เนื่องจากกระบวนการผลิตยังคงต้องใช้พลังงานสูง โดยเฉพาะประเทศไทยซึ่งเป็นศูนย์กลางการผลิต EV แห่งใหม่ในเอเชียที่ดูจะเปราะบางต่อวิกฤตพลังงานเป็นพิเศษ เนื่องจากเกือบ 60% ของการนำเข้าน้ำมัน และ 1 ใน 3 ของการนำเข้านำเข้าก๊าซธรรมชาติมาจากอ่าวเปอร์เซีย
ในทางกลับกัน คาดว่าการผลิต EV ของจีนจะมีความยืดหยุ่นมากกว่า เนื่องจากมีห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่งและมีความยืดหยุ่นด้านพลังงานที่สูงกว่า
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.scmp.com/economy/china-economy/article/3347583/why-iran-war-could-be-game-changer-evs-and-chinas-car-industry?module=china_future_tech&pgtype=homepage