.
บาห์เรน-สหรัฐฯ ดันร่างมติ UN ให้อำนาจใช้กำลังคุ้มครองช่องแคบฮอร์มุซ ขณะฝรั่งเศสเสนอร่างเน้นการทูต
25-3-2026
สำนักข่าว Reuters รายงานว่า สมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UN Security Council) ได้เริ่มกระบวนการเจรจาร่างข้อมติเพื่อคุ้มครองการเดินเรือพาณิชย์ในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) และพื้นที่ใกล้เคียง โดยปรากฏร่างข้อมติจากประเทศบาห์เรน (Bahrain) ที่เสนอให้อนุมัติการใช้ "มาตรการที่จำเป็นทั้งหมด" (all necessary means) ซึ่งเป็นถ้อยคำที่ประเทศฝรั่งเศส (France) ออกโรงเตือนว่าอาจจะเป็นเรื่องยากที่จะได้รับการยอมรับ
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนถึงความกังวลที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาคว่า ประเทศอิหร่าน (Iran) อาจยังคงเดินหน้าคุกคามจุดยุทธศาสตร์สำคัญแห่งนี้ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันประมาณ 1 ใน 5 ของอุปทานโลกและเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ
ปัจจุบัน การเดินเรือผ่านเส้นทางเดินเรือดังกล่าวได้ชะลอตัวลงจนเกือบหยุดชะงัก หลังจากอิหร่านได้ปฏิบัติการโจมตีเรือขนส่งสินค้าท่ามกลางความขัดแย้งกับประเทศสหรัฐฯ (US) และประเทศอิสราเอล (Israel)
กลุ่มนักการทูตระบุว่า ร่างข้อมติของบาห์เรนซึ่งสำนักข่าวรอยเตอร์ (Reuters) ได้ตรวจสอบแล้ว และได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มประเทศอาหรับในอ่าวอาหรับและสหรัฐฯ นั้น ใช้ภาษาทางการทูตที่สื่อถึงการให้อำนาจในการใช้กำลังทหาร ขณะที่ฝรั่งเศสได้เสนอทางเลือกที่มีเนื้อหาประนีประนอมมากกว่า ซึ่งนักการทูตกล่าวว่ากำลังมีการหารือเพื่อประเมินว่าร่างข้อมติทั้งสองฉบับจะสามารถปรับจูนให้สอดคล้องกันได้หรือไม่
นายฌ็อง-โนแอล บาร์โร (Jean-Noel Barrot) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศฝรั่งเศส กล่าวต่อสมาชิกรัฐสภาว่า ยังไม่มีความแน่นอนว่าความพยายามของบาห์เรนในการขออนุมัติการใช้กำลัง ซึ่งเป็นอำนาจที่คณะมนตรีความมั่นคงสามารถมอบให้ได้ภายใต้กฎบัตรสหประชาชาติ บทที่ 7 (Chapter VII of the U.N. Charter) ที่อนุญาตให้ใช้มาตรการตั้งแต่การคว่ำบาตรไปจนถึงการปฏิบัติการทางทหาร จะได้รับเสียงสนับสนุนเพียงพอจากประเทศสมาชิกหรือไม่ โดยระบุว่า "ในอีกไม่กี่วันข้างหน้าเราจะได้ทราบผล"
รายละเอียดข้อมติของบาห์เรน
ในร่างข้อมติของบาห์เรนได้นิยามการกระทำของอิหร่านว่าเป็นภัยคุกคามต่อสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ โดยจะให้อำนาจแก่ประเทศต่างๆ ทั้งที่ดำเนินการโดยลำพัง หรือผ่านกองกำลังพันธมิตรทางเรือพหุภาคีโดยสมัครใจ ให้สามารถใช้ "มาตรการที่จำเป็นทั้งหมด" ทั้งภายในและรอบบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงในน่านน้ำอาณาเขตของประเทศชายฝั่ง เพื่อรับประกันการสัญจรและป้องกันการเคลื่อนไหวที่เป็นการขัดขวางหรือแทรกแซงการเดินเรือระหว่างประเทศ
นอกจากนี้ ร่างดังกล่าวยังแสดงความพร้อมที่จะบังคับใช้มาตรการต่างๆ รวมถึงการคว่ำบาตรแบบเจาะจงเป้าหมาย (Targeted Sanctions)
นายเอสซาม อัล-จัสซิม (Essam al-Jassim) เอกอัครราชทูตบาห์เรนประจำประเทศฝรั่งเศส เปิดเผยกับรอยเตอร์ (Reuters) ว่าการหารือยังอยู่ในระยะเริ่มต้น "การคุ้มครองจากภายนอกมีขีดจำกัดที่ชัดเจน พันธมิตรระหว่างประเทศช่วยรักษาเส้นทางเดินเรือและสร้างเสถียรภาพให้ตลาดได้ แต่การตอบสนองส่วนใหญ่ยังคงเป็นการตั้งรับ" เขากล่าวก่อนหน้านี้ในเวทีเสวนาด้านการป้องกันประเทศ ณ กรุงปารีส (Paris) พร้อมเสริมว่า "พวกเขาไม่ได้แก้ปัญหา เช่น การโจมตีที่หนุนโดยรัฐซึ่งทวีความรุนแรงขึ้น และหากไม่จัดการเรื่องนี้ การหยุดชะงักจะยังคงดำเนินต่อไป"
ขณะเดียวกัน มีรายงานสถานการณ์ผลกระทบในต่างแดน โดยเกิดการเข้าคิวรอเติมน้ำมันเป็นแถวยาวในเมืองอัห์มดาบาด (Ahmedabad) ประเทศอินเดีย (India) เนื่องจากปริมาณเชื้อเพลิงเริ่มขาดแคลน
ทางด้านคณะผู้แทนบาห์เรนและสหรัฐฯ ประจำสหประชาชาติยังไม่ได้ตอบกลับคำร้องขอความคิดเห็นในทันที อย่างไรก็ตาม เนื้อหาในร่างข้อมติระบุชัดเจนว่า "เรียกร้องให้สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านหยุดการโจมตีต่อเรือสินค้าและเรือพาณิชย์โดยทันที รวมถึงหยุดความพยายามใดๆ ที่จะขัดขวางการสัญจรที่ชอบด้วยกฎหมายหรือเสรีภาพในการเดินเรือในและรอบช่องแคบฮอร์มุซ"
ข้อมติฝรั่งเศส: ไร้การกล่าวถึงอิหร่าน
นักการทูตวิเคราะห์ว่ามีความเป็นไปได้น้อยที่ข้อมติของบาห์เรนจะได้รับการอนุมัติจากคณะมนตรีความมั่นคง เนื่องจากพันธมิตรของอิหร่านอย่างประเทศรัสเซีย (Russia) และประเทศจีน (China) มีแนวโน้มที่จะใช้สิทธิวีโต้ (Veto) หากจำเป็น ซึ่งการผ่านมติของคณะมนตรีความมั่นคงต้องได้รับคะแนนเสียงเห็นชอบอย่างน้อย 9 เสียง และต้องไม่มีการวีโต้จากสมาชิกถาวร ได้แก่ รัสเซีย, จีน, สหรัฐฯ, สหราชอาณาจักร (Britain) และฝรั่งเศส ทั้งนี้ คณะผู้แทนรัสเซียและจีนประจำสหประชาชาติยังไม่พร้อมให้ความเห็นในขณะนี้
ฝรั่งเศสได้ส่งร่างข้อมติของตนเองเมื่อวันจันทร์ โดยใช้สำนวนภาษาที่ประนีประนอมมากกว่า มุ่งหวังที่จะสร้างแรงสนับสนุนที่กว้างขวางขึ้นภายในสภาฯ
ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง (Emmanuel Macron) ซึ่งเป็นผู้เสนอให้มีกรอบการทำงานของ UN สำหรับการปฏิบัติการใดๆ ในฮอร์มุซ ได้ปฏิเสธที่จะเข้าร่วมในการปฏิบัติการในทันทีเพื่อรักษาความปลอดภัยในช่องแคบ โดยระบุว่าความพยายามระหว่างประเทศจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อสถานการณ์การสู้รบสงบลง มีการหารือร่วมกับบริษัทประกันภัยและบริษัทเดินเรือ และต้องได้รับความยินยอมจากอิหร่าน
ร่างข้อมติของฝรั่งเศสไม่มีการกล่าวถึงชื่อประเทศอิหร่าน และไม่ได้อยู่ภายใต้กฎบัตรบทที่ 7 โดยเนื้อหาเน้นการ "กระตุ้นให้ทุกฝ่ายละเว้นจากการยกระดับสถานการณ์ เรียกร้องให้ยุติการสู้รบที่กำลังดำเนินอยู่ในอ่าวเปอร์เซีย (Persian Gulf) ช่องแคบฮอร์มุซ และอ่าวโอมาน (Gulf of Oman) พร้อมเรียกร้องให้กลับคืนสู่เส้นทางแห่งการทูต"
แทนที่จะเป็นการให้อำนาจในการปฏิบัติการ เนื้อหาของฝรั่งเศสกลับสนับสนุนให้ประเทศที่มีส่วนได้ส่วนเสียในเส้นทางเดินเรือพาณิชย์ในช่องแคบ ร่วมกันประสานงานมาตรการเชิงป้องกันอย่างเคร่งครัด ซึ่งรวมถึงการคุ้มกันเรือสินค้า โดยต้องเคารพกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเต็มที่ รวมถึงกฎหมายทะเล (Law of the Sea)
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.reuters.com/world/china/bahrain-proposes-un-security-council-approve-use-force-protect-hormuz-shipping-2026-03-23/