.
ความเสี่ยงที่สหรัฐฯ อาจนำ AI มาคุม "ระบบอาวุธนิวเคลียร์อัตโนมัติ" เพื่อรับมือจีน กำลังกลายเป็นภัยคุกคามใหม่
17-4-2026
The Diplomat รายงานว่า ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ที่องค์ประกอบบางส่วนในรัฐบาลสหรัฐฯ (US) จะพิจารณาพัฒนาและติดตั้งระบบอาวุธนิวเคลียร์อัตโนมัติในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก (Indo-Pacific) เพื่อรับมือกับดุลอำนาจทางทหารที่เปลี่ยนแปลงไป
เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2024 ประธานาธิบดีโจ ไบเดน (Joe Biden) แห่งสหรัฐฯ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง (Xi Jinping) แห่งจีน (China) ได้ออกแถลงการณ์ร่วม (Joint Statement) โดยเห็นพ้องกันว่ามนุษย์จะต้องเป็นผู้มีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจ (Human-in-the-loop) เสมอ เมื่อมีการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการตัดสินใจใช้ความรุนแรงด้วยอาวุธนิวเคลียร์ อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ชี้ว่าข้อตกลงนี้ยังขาดความแน่นอนในรัฐบาลชุดถัดไปของสหรัฐฯ และยังไม่มีพันธกรณีที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย
หนึ่งปีให้หลัง รัฐบาลภายใต้การนำของนายโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) กำลังเน้นย้ำถึงความต้องการความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงที่มั่นคงและจัดการได้ระหว่างสหรัฐฯ และจีนในเอเชียแปซิฟิก แต่เสถียรภาพดังกล่าวกลับถูกคุกคามโดย "ระบบไร้คนขับ" (Unmanned Systems) ซึ่งทั้งสองประเทศเคยเผชิญกับเหตุการณ์ความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ (South China Sea) มาแล้วหลายครั้ง เมื่อระบบอัตโนมัติที่ขับเคลื่อนด้วย AI แพร่หลายมากขึ้น ความเสี่ยงที่ตามมาจะยิ่งทวีคูณ ในขณะที่เครื่องมือบริหารจัดการวิกฤตระดับทวิภาคีกลับยังขาดความพร้อมอย่างเห็นได้ชัด
สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือความพยายามของบางกลุ่มในรัฐบาลสหรัฐฯ ที่จะพัฒนาระบบอัตโนมัติที่สามารถติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์ได้ เนื่องจากดุลอำนาจทางทหารแบบดั้งเดิมกำลังเอียงไปทางฝ่ายจีน อดีตเจ้าหน้าที่บางส่วนจึงเสนอว่าสหรัฐฯ ควรพิจารณา "การใช้นิวเคลียร์ก่อน" (Nuclear First Use) เพื่อต่อต้านกองกำลังจีนหากมีการรุกรานไต้หวัน (Taiwan) นอกจากนี้ รายงานการตรวจสอบสถานะทางยุทธศาสตร์ (Strategic Posture Review) ยังระบุว่ายานพาหนะอัตโนมัติอาจช่วยเพิ่ม "ประสิทธิภาพ" ให้กับกองกำลังนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ ได้
หมวดหมู่ระบบไร้คนขับและอุบัติการณ์ในอดีต
โดยทั่วไป ระบบไร้คนขับแบ่งออกเป็น 3 ประเภท:
ระบบควบคุมระยะไกลระยะไกล (Long-range remote-controlled systems) เช่น โดรนสอดแนม
ระบบที่เคลื่อนที่ตามกระแสลมหรือกระแสน้ำ เช่น บอลลูนตรวจอากาศ หรือทุ่นใต้น้ำ
ระบบอัตโนมัติที่ขับเคลื่อนด้วย AI (Autonomous systems) ซึ่งสามารถตัดสินใจได้เองในสถานการณ์วิกฤต
จุดเด่นของเทคโนโลยีเหล่านี้คือคุณสมบัติ "การใช้งานแบบสองทาง" (Dual-use) ที่สามารถใช้ในงานพลเรือนแต่ดัดแปลงเป็นอาวุธได้อย่างรวดเร็ว เช่น ในเดือนสิงหาคม 2025 เรือแม่สำหรับระบบไร้คนขับ Zhuhai Yun ของจีนได้ปฏิบัติการในน่านน้ำรอบสันดอนสการ์โบโรห์ (Scarborough Shoal) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มการใช้เทคโนโลยีนี้เพื่อยืนยันอธิปไตยทางทะเล
เหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุดคือ "วิกฤตบอลลูน" เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2023 ซึ่งนำไปสู่การตัดขาดช่องทางการสื่อสารระหว่างสหรัฐฯ และจีน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ลอยด์ ออสติน (Lloyd Austin) ไม่สามารถติดต่อกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมจีน เว่ย เฟิ่งเหอ (Wei Fenghe) ได้ภายหลังการยิงบอลลูนตก สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวในการจัดการวิกฤตทวิภาคี
อาวุธไร้คนขับและความกังวลด้านนิวเคลียร์
ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณเมื่อระบบ AI สามารถตัดสินใจยิงอาวุธได้เอง หลักฐานที่ชัดเจนคือความขัดแย้งระหว่างกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (Pentagon) และบริษัท AI นามว่า Anthropic ซึ่งปฏิเสธที่จะยกเลิกข้อจำกัดในการสร้างอาวุธระบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ จนถูกรัฐบาลสั่งแบนและระบุว่าเป็นความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทาน
สหรัฐฯ กำลังนำระบบไร้คนขับมาเป็นแกนหลักในยุทธวิธี "Hellscape" เพื่อสกัดกั้นการรุกรานไต้หวัน ในขณะที่พันธมิตรอย่างออสเตรเลีย (Australia) ก็กำลังพัฒนายานยนต์ใต้น้ำอัตโนมัติ (AUV) รุ่น Ghost Shark ร่วมกับบริษัท Anduril ซึ่งสามารถปฏิบัติการโจมตีระยะไกลได้
สิ่งที่จีนกังวลที่สุดคือความเป็นไปได้ที่ระบบอัตโนมัติเหล่านี้จะติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์ทางยุทธวิธี เนื่องจากมีความลับและตอบโต้ได้รวดเร็ว ซึ่งจีนมองว่านี่ไม่ใช่ "การป้องปราม" (Deterrence) แต่คือ "การบีบบังคับ" (Coercion) ที่อาจนำไปสู่ความไร้เสถียรภาพทางยุทธศาสตร์ และหากเกิดความผิดพลาดในการตัดสินใจของ AI หรือถูกโจมตีทางไซเบอร์ (Data poisoning) อาจนำไปสู่วิกฤตนิวเคลียร์ได้ทันที
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
เพื่อให้เกิดเสถียรภาพทางยุทธศาสตร์ บทวิเคราะห์เสนอขั้นตอนดังนี้:
-ย้ำข้อตกลงลิมา 2024: สหรัฐฯ และจีนควรตกลงอย่างเป็นทางการในการห้ามติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์บนระบบอัตโนมัติ แม้สหรัฐฯ จะไม่ยอมจำกัดระบบอาวุธแบบดั้งเดิม แต่การห้ามนิวเคลียร์บนระบบไร้คนขับจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นได้
-สร้างระบบจัดการวิกฤต: ใช้กลไกการปรึกษาหารือด้านความมั่นคงทางทหารทางเรือระหว่างจีน-สหรัฐฯ (MMCA) เป็นต้นแบบในการจัดการอุบัติเหตุที่เกิดจากระบบไร้คนขับโดยเฉพาะ
-ผลักดันสู่เวทีพหุภาคี: ส่งเสริมการควบคุมอาวุธระบบอัตโนมัติในระดับสากล เพื่อสร้างเกราะป้องกันความเสี่ยงจากการใช้ AI ทางทหารที่เกินขอบเขต
---
IMCT NEWS
ที่มาhttps://thediplomat.com/2026/04/the-us-and-china-need-to-talk-about-unmanned-nukes/?fbclid=IwY2xjawRMpj9leHRuA2FlbQIxMQBzcnRjBmFwcF9pZBAyMjIwMzkxNzg4MjAwODkyAAEe0qY39bd0JhLRdRrrKjIsdYVA2Epnim2fLdFUHjVaG64u5UkVPgA4sRVqf8g_aem_IZex-I_XsJ3raW7RXlAqPQ