.
'วิกฤตฮอร์มุซ ' พ่นพิษ แรงสั่นสะเทือนลามถึง 'ช่องแคบมะละกา' เสี่ยงตึงเครียดใกล้สิงคโปร์?
18-4-2026
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า มาตรการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ (Hormuz) โดยประเทศอิหร่าน (Iran) และประเทศสหรัฐฯ (US) กำลังปลุกกระแสความกังวลครั้งใหม่ต่อชะตากรรมของจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของเอเชีย นั่นคือช่องแคบมะละกา (Malacca Strait)
ช่องแคบมะละกา (Malacca Strait) ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างประเทศอินโดนีเซีย (Indonesia) มาเลเซีย (Malaysia) และสิงคโปร์ (Singapore) เป็นเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก ผ่านช่องทางที่มีส่วนที่แคบที่สุดเพียง 1.7 ไมล์ (2.7 กิโลเมตร) ซึ่งแคบกว่าช่องแคบฮอร์มุซ (Hormuz) ถึง 10 เท่า โดยเส้นทางนี้รองรับการค้าโลกราว 40% รวมถึงเป็นเส้นทางหลักของน้ำมันจากตะวันออกกลางที่ส่งไปยังมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของเอเชีย ทั้งประเทศจีน (China) ญี่ปุ่น (Japan) และเกาหลีใต้ (South Korea)
ช่องแคบแห่งนี้ซึ่งอยู่ในความดูแลของกองเรือที่ 7 ของกองทัพเรือสหรัฐฯ (US Navy’s Seventh Fleet) ถูกผู้นำจีนระบุมานานว่าเป็นจุดอ่อนในสถานการณ์สงคราม หรือที่เรียกกันว่า "ความลักลั่นแห่งมะละกา" (Malacca Dilemma) ซึ่งแพร่หลายมาตั้งแต่สมัยประธานาธิบดีหู จินเทา (Hu Jintao) ในช่วงต้นทศวรรษ 2000 สถานการณ์ในปัจจุบันยิ่งซับซ้อนมากขึ้นจากข้อพิพาทดินแดน การขยายอำนาจทางทหารของจีน และความไม่แน่นอนของนโยบายโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump)
ในการประกาศมาตราการปิดล้อม นายโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ระบุว่าเขาได้สั่งการให้กองทัพเรือสหรัฐฯ (US Navy) เข้าขัดขวางเรือทุกลำในน่านน้ำสากลที่มีการจ่ายค่าธรรมเนียมให้แก่ประเทศอิหร่าน (Iran) แม้ดูเหมือนว่าจะมีเรือเพียงไม่กี่ลำที่ผ่านไปได้ แต่เขตน่านน้ำในและรอบช่องแคบมะละกา (Malacca Strait) ได้กลายเป็นพื้นที่สำคัญที่ "กองเรือมืด" (Dark Fleet) ของอิหร่านใช้ในการขนถ่ายน้ำมันไปยังเรือลำอื่นเพื่ออำพรางการขายให้แก่ประเทศในเอเชีย โดยเฉพาะประเทศจีน (China)
ชวิน เหว่ย แยป (Chuin Wei Yap) ผู้อำนวยการโครงการวิจัยการค้าระหว่างประเทศจาก Hinrich Foundation ในสิงคโปร์ (Singapore) ให้ความเห็นว่า "แม้จะยังไม่เห็นอันตรายที่ชัดเจนและรุนแรงต่อช่องแคบมะละกาในขณะนี้ แต่ใครก็ตามที่กังวลเรื่องการใช้จุดยุทธศาสตร์ทางทะเลเป็นอาวุธควรคิดล่วงหน้าถึงวิธีจัดการความเปราะบางทางภูมิรัฐศาสตร์ สิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ในวันนี้ ไม่ควรถูกมองว่าเป็นสิ่งที่จะไม่เปลี่ยนแปลง"
เมื่อช่องแคบฮอร์มุซ (Hormuz) ถูกปิดลงในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ความตึงเครียดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้เพิ่มสูงขึ้น โดยสิงคโปร์ (Singapore) คัดค้านอย่างรุนแรงต่อการเจรจากับอิหร่านเรื่องการจ่ายค่าธรรมเนียมในฮอร์มุซ ขณะที่มาเลเซีย (Malaysia) ปกป้องการเจรจาของตนกับสาธารณรัฐอิสลามแห่งนี้ ส่วนประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต (Prabowo Subianto) ของอินโดนีเซีย (Indonesia) ได้ชูประเด็นความใกล้ชิดของประเทศกับช่องแคบมะละกา (Malacca Strait) ว่าเป็นแหล่งพลังทางภูมิรัฐศาสตร์ พร้อมกับกระชับความร่วมมือทางทหารกับประเทศสหรัฐฯ (US)
"เราตระหนักหรือไม่ว่าอินโดนีเซียมีความสำคัญเพียงใด? ตำแหน่งของเรามีความสำคัญเชิงกลยุทธ์แค่ไหน?" นายปราโบโว (Prabowo) กล่าวต่อเจ้าหน้าที่อินโดนีเซียเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยเน้นย้ำว่าราว 70% ของพลังงานและการค้าของเอเชียตะวันออกผ่านน่านน้ำอินโดนีเซีย รวมถึงช่องแคบมะละกา (Malacca Strait) "เราต้องเข้าใจว่าเราเป็นจุดสนใจของโลกเสมอ"
หลังจากนั้นไม่นาน กระทรวงกลาโหมของประเทศอินโดนีเซีย (Indonesia) ยืนยันว่ากำลังพิจารณาข้อเสนอจากรัฐบาลภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ที่อาจอนุญาตให้เครื่องบินทหารของสหรัฐฯ (US) บินผ่านน่านฟ้าอินโดนีเซีย ซึ่งก่อให้เกิดการถกเถียงภายในกองทัพ โดย อาร์ม โอเค คิสติยานโต (Arm Oke Kistiyanto) พันเอกแห่งกองทัพอินโดนีเซีย ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์บนเว็บไซต์ทางทหารว่า ข้อตกลงนี้อาจลากประเทศเข้าสู่เหตุการณ์ระดับภูมิภาคที่เกินกว่าจะควบคุมได้และมีความเสี่ยงที่จะถูก "ติดกับดัก" (Entrapment risk)
นายอาร์ม (Arm) เขียนระบุว่า "น่านฟ้าคือโดเมนหลักของอธิปไตยของรัฐ เมื่อมหาอำนาจร้องขอการเข้าถึง สิ่งที่เป็นเดิมพันไม่ใช่แค่ใบอนุญาตผ่านทาง แต่คือความสำคัญทางยุทธศาสตร์ของใบอนุญาตนั้น ใครจะได้ประโยชน์ในการปฏิบัติการ ประเทศอื่นจะตีความอย่างไร และการตัดสินใจนั้นสอดคล้องกับแนวทางนโยบายต่างประเทศของอินโดนีเซียหรือไม่"
อานาสตาเซีย เฟบิโอลา เอส. (Anastasia Febiola S.) ผู้เชี่ยวชาญด้านกลาโหมของอินโดนีเซีย ระบุว่าบทวิเคราะห์ดังกล่าวสะท้อนถึงแรงต้านภายใน "สำหรับอินโดนีเซีย มันคือเรื่องของชื่อเสียง หากไม่ใช่ความภาคภูมิใจ นั่นคือการได้รับความเคารพจากประเทศอื่นต่อสิทธิและผลประโยชน์ในอธิปไตยของตน"
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่รัฐบาลอินโดนีเซียรายหนึ่งระบุว่า ข้อตกลงใหม่กับสหรัฐฯ (US) เป็นเรื่องของการยกระดับความร่วมมือที่มีอยู่เดิมมากกว่าการเปลี่ยนทิศทางยุทธศาสตร์ โดยลำดับความสำคัญของอินโดนีเซียคือการรักษาความมั่นคงในช่องแคบไม่ให้เกิดความขัดแย้ง และไม่มีความต้องการที่จะถูกมองว่าเป็นการอำนวยความสะดวกให้สหรัฐฯ กดดันประเทศอื่น
โฆษกกระทรวงกลาโหมอินโดนีเซียระบุในแถลงการณ์ว่า ข้อตกลงกับสหรัฐฯ (US) จะเปิดโอกาสที่เจาะจงมากขึ้นในการพัฒนาทางทหารให้ทันสมัย การสร้างขีดความสามารถ การศึกษาและฝึกอบรมทางทหารวิชาชีพ รวมถึงความร่วมมือในการปฏิบัติการ โดยทั้งหมดจะอยู่ภายใต้กรอบของผลประโยชน์ของชาติและนโยบายต่างประเทศที่เสรีและแข็งขัน
ในขณะที่ช่องแคบฮอร์มุซ (Hormuz) ยังคงเป็นเส้นทางพลังงานที่อ่อนไหวที่สุดในโลก โดยรองรับการไหลเวียนของน้ำมันดิบราว 1 ใน 5 ของโลก แต่ช่องแคบมะละกา (Malacca Strait) คือท่อส่งหลักสำหรับห่วงโซ่อุปทานการผลิตและพลังงานของเอเชีย โดยมีการเดินเรือผ่านราว 82,000 เที่ยวต่อปี นอกจากนี้ช่องแคบมะละกายังมีความยาวมากกว่าช่องแคบฮอร์มุซถึง 5 เท่า ซึ่งทำให้มีช่องว่างในการเกิดเหตุขัดขวางได้มากกว่า
ความตึงเครียดในฮอร์มุซ (Hormuz) ยังเผยให้เห็นปรัชญาที่แตกต่างกันระหว่างสิงคโปร์ (Singapore) และมาเลเซีย (Malaysia) โดย นายวิเวียน บาลากฤษณัน (Vivian Balakrishnan) รัฐมนตรีต่างประเทศสิงคโปร์ เน้นย้ำว่าการผ่านทางเป็นสิทธิที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายระหว่างประเทศ และการเจรจาจ่ายค่าธรรมเนียมใดๆ จะเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่อันตรายต่อช่องแคบมะละกา (Malacca Strait) โดยระบุว่า "มันไม่ใช่เอกสิทธิ์ที่จะได้รับจากรัฐชายฝั่ง ไม่ใช่ใบอนุญาตที่ต้องร้องขอ และไม่ใช่ค่าธรรมเนียมที่ต้องจ่าย แต่มันคือสิทธิของเรือที่จะสัญจรผ่าน"
ความเห็นดังกล่าวสร้างความไม่พอใจในมาเลเซีย (Malaysia) ซึ่งเพิ่งบรรลุข้อตกลงให้เรือของตนผ่านช่องแคบฮอร์มุซ (Hormuz) ได้ หลังการเจรจาระดับสูงระหว่าง นายอันวาร์ อิบราฮิม (Anwar Ibrahim) นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และ นายมาซูด เปเซชเคียน (Masoud Pezeshkian) ประธานาธิบดีอิหร่าน โดย นูรุล อิซซะห์ อันวาร์ (Nurul Izzah Anwar) รองประธานพรรคยุติธรรมแห่งประชาชน (PKR) และบุตรสาวของนายอันวาร์ ตอบโต้ว่ามาเลเซียเลือกใช้วิธีการเจรจาเพราะประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่าการไม่ปฏิสัมพันธ์กันจะนำไปสู่การยกระดับความรุนแรง
อย่างไรก็ตาม เอวาน ลักษมานา (Evan Laksmana) จากสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการศึกษายุทธศาสตร์ (IISS) มองว่ากลไกความร่วมมือระหว่างอินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์เหนือช่องแคบมะละกา (Malacca Strait) ยังคงแข็งแกร่ง และการยึดถืออนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) เป็นสิ่งสำคัญสำหรับทั้งสามประเทศ ซึ่งจะช่วยให้ความตึงเครียดและวาทกรรมทางการเมืองในขณะนี้ยังอยู่ในระดับที่จัดการได้
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-04-17/hormuz-blockade-stirs-tension-over-malacca-strait-near-singapore