'อินโดนีเซีย' เผชิญคำถามความมั่นคงทางทะเล
'อินโดนีเซีย' เผชิญคำถามความมั่นคงทางทะเล หลังพบ 'โดรนใต้น้ำจีน' ในช่องแคบยุทธศาสตร์สำคัญ
17-4-2026
SCMP รายงานว่า การพบโดรนใต้น้ำของประเทศจีน (China) ในน่านน้ำของประเทศอินโดนีเซีย (Indonesia) เมื่อเร็วๆ นี้ ได้กลายเป็นสัญญาณเตือนครั้งสำคัญให้รัฐบาลจาการ์ตา (Jakarta) เร่งเสริมสร้างขีดความสามารถในการป้องกันภัยใต้น้ำ อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าอินโดนีเซียมีแนวโน้มที่จะนิ่งเฉยต่อการค้นพบดังกล่าว และเลือกที่จะแก้ไขปัญหาผ่าน "การทูตแบบเงียบ" (Quiet diplomacy) แทนการยกระดับให้เป็นความขัดแย้งระหว่างประเทศ
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ชาวประมงอินโดนีเซียได้พบยานยนต์ใต้น้ำไร้คนขับ (UUV) ของจีนในบริเวณช่องแคบลอมบอก (Lombok Strait) ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญที่มุ่งหน้าสู่ประเทศออสเตรเลีย (Australia) โดยตัวเครื่องมีตัวอักษร "CSIC" ซึ่งเชื่อว่ามีความเชื่อมโยงกับบรรษัทอุตสาหกรรมการต่อเรือแห่งชาติจีน (China Shipbuilding Industry Corporation) บ่งชี้ถึงกิจกรรมใต้น้ำที่ไม่ได้รับอนุญาตในระเบียงทางทะเลที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของอินโดนีเซีย ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างเกาะบาหลี (Bali) และเกาะลอมบอก (Lombok) และเป็นพื้นที่ที่ออสเตรเลียรวมถึงประเทศสหรัฐฯ (US) เฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด
อัลฟิน เฟบเรียน บาซุนโดโร (Alfin Febrian Basundoro) อาจารย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากมหาวิทยาลัยแอร์ลังกา (Airlangga University) ระบุว่าการค้นพบนี้ตอกย้ำถึงจุดอ่อนของกองทัพอินโดนีเซียในการลาดตระเวนใต้น้ำและระบบเซนเซอร์ที่ไม่เพียงพอ โดยปัจจุบันอินโดนีเซียมีเรือดำน้ำเพียง 4 ลำ ซึ่งไม่พอเพียงต่อการเฝ้าระวังอาณาเขตทางทะเลที่กว้างขวาง ทำให้เกิดความไม่สมดุลทางทหารอย่างมากระหว่างจีนและกลุ่มประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เนื่องจากข้อจำกัดด้านงบประมาณและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่สูง อินโดนีเซียจึงมีเพียงเรือดำน้ำชั้น Nagapasa และ Cakra รวม 4 ลำที่ปฏิบัติการอยู่ ขณะที่นายเฟบรี ตริอันตามา (Febry Triantama) ผู้ช่วยศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยพารามาดินา (Paramadina University) เสนอว่าอินโดนีเซียจำเป็นต้องมีเรือดำน้ำอย่างน้อย 12 ลำ พร้อมยกระดับขีดความสามารถในการต่อต้านเรือดำน้ำ (Anti-submarine warfare) ของกองทัพ (TNI) เพื่อตรวจจับและจัดการกับภัยคุกคามใต้น้ำ
ยานยนต์ใต้น้ำไร้คนขับ (UUV) มีความสามารถในการเก็บข้อมูลสมุทรศาสตร์ เช่น อุณหภูมิน้ำทะเล ความเค็ม และระดับออกซิเจน ซึ่งมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ต่อการปฏิบัติการของเรือดำน้ำในอนาคต โดยเฉพาะในช่องแคบลอมบอกที่มีระดับน้ำลึก เหมาะสำหรับเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์และเรือรบขนาดใหญ่
ด้านนายอับดุล ราห์มาน ยาค็อบ (Abdul Rahman Yaacob) นักวิจัยจากสถาบันความมั่นคงและการป้องกันประเทศรับดาน (Rabdan Security and Defence Institute) ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ให้ความเห็นว่า รัฐบาลอินโดนีเซียเลือกที่จะสงบปากสงบคำเพื่อรักษาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่มั่นคงกับจีน ซึ่งเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดและผู้ลงทุนต่างชาติรายใหญ่อันดับสองรองจากประเทศสิงคโปร์ (Singapore) โดยในปี 2025 มูลค่าการค้าทวิภาคีสูงถึง 1.67 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามข้อมูลจากปักกิ่ง (Beijing)
การพบโดรนครั้งนี้ยังถูกมองว่าขัดแย้งโดยตรงกับคำกล่าวของประธานาธิบดีปราโบโว สุเบียนโต (Prabowo Subianto) ที่เคยระบุว่าอินโดนีเซียจะเป็นหนึ่งในประเทศที่ "ปลอดภัย" ที่สุดหากเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 (World War III) โดยนายมูฮัมหมัด ซัลฟิการ์ รักมัต (Muhammad Zulfikar Rakhmat) ผู้อำนวยการศูนย์เศรษฐศาสตร์และกฎหมายศึกษา (CELIOS) แย้งว่าอินโดนีเซียควรเรียกพบเจ้าหน้าที่จีนเพื่อขอคำอธิบายอย่างเป็นทางการ เนื่องจากเหตุการณ์ที่ชาวประมงเป็นผู้พบอุปกรณ์นี้ ไม่ใช่ระบบตรวจจับของกองทัพ ชี้ให้เห็นถึง "ช่องโหว่ขั้นวิกฤต" ในขีดความสามารถของชาติที่ไม่อาจมองข้ามได้
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.scmp.com/week-asia/politics/article/3350349/chinese-drone-exposes-indonesias-insufficient-undersea-capabilities?module=top_story&pgtype=homepage