.
ผู้เชี่ยวชาญนิวเคลียร์โต้ทรัมป์ คำอ้างสหรัฐฯ "ทำลายนิวเคลียร์อิหร่านสิ้นซาก" ไม่เป็นความจริง เผยยังเหลือแร่ยูเรเนียมพอทำระเบิดได้ถึง 11 ลูก
22-4-2026
Newsweek รายงานว่า ดร. แมทธิว บันน์ (Dr. Matthew Bunn) อดีตที่ปรึกษาด้านนิวเคลียร์ประจำทำเนียบขาว ให้สัมภาษณ์ในรายการ 60 Minutes ของสถานีโทรทัศน์ CBS เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยระบุว่าคำกล่าวอ้างซ้ำๆ ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ว่าโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านถูก "ทำลายจนสิ้นซาก" (Completely obliterated) จากการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลเมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้วนั้น "ไม่เป็นความจริงเลย"
ดร. บันน์ ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งที่ศูนย์ Belfer แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ยืนยันว่าอิหร่านยังคงครอบครองยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูง (HEU) ในปริมาณที่มากพอจะสร้างระเบิดนิวเคลียร์ได้ถึง 10-11 ลูก "คุณจะพูดว่าโครงการที่ยังมีวัสดุนิวเคลียร์เหลือเฟือสำหรับทำระเบิดได้เป็นกะตักนั้นถูกทำลายสิ้นซากไม่ได้ จริงอยู่ที่การโจมตีและการสู้รบจะทำให้ขีดความสามารถของอิหร่านถอยหลังไปอย่างมาก แต่ขีดความสามารถที่เหลืออยู่นั้นยังมีนัยสำคัญ และที่สำคัญที่สุดคือ คุณไม่สามารถใช้ระเบิดทำลายความรู้ (Knowledge) ของพวกเขาได้"
ความท้าทายในสมรภูมิใต้ดิน
ข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญระบุว่า คลังยูเรเนียมส่วนใหญ่ของอิหร่านถูกเก็บรักษาไว้ในถังบรรจุก๊าซขนาดเท่าถังดำน้ำ ภายในอุโมงค์ลึกใต้สถานีนิวเคลียร์ในเมืองอิสฟาฮาน (Isfahan) ซึ่งตั้งอยู่กลางทะเลทราย ภาพถ่ายดาวเทียมเผยให้เห็นว่าอิหร่านได้ทำการปิดทางเข้าอุโมงค์ด้วยดินและตั้งสิ่งกีดขวางถนน ซึ่งนักวิเคราะห์เชื่อว่าเป็นสัญญาณเตรียมรับมือการบุกจู่โจมจากสหรัฐฯ หรืออิสราเอล นอกจากนี้ยังมีสถานที่ต้องสงสัยแห่งที่สองที่เรียกว่า "ภูเขาจอบ" (Pickaxe Mountain) ซึ่งเชื่อว่าเป็นฐานทัพนิวเคลียร์ขนาดใหญ่ที่ฝังตัวอยู่ใต้ชั้นหินแข็ง
บรรดาผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า "ระเบิดทำลายบังเกอร์" (Bunker-busting bombs) ของสหรัฐฯ อาจไม่สามารถทะลุทะลวงไปถึงถังบรรจุแร่เหล่านี้ได้ ซึ่งหมายความว่าหากทรัมป์ต้องการนำยูเรเนียมกลับมาตามที่ประกาศไว้จริง สหรัฐฯ อาจจำเป็นต้องส่งกองกำลังภาคพื้นดินบุกเข้าไป
ภารกิจระดับ "เป็นไปไม่ได้"
แอนดรูว์ เวเบอร์ (Andrew Weber) ผู้เชี่ยวชาญด้านนิวเคลียร์ที่เคยนำภารกิจลับ "Project Sapphire" ในปี 1994 เพื่อเคลื่อนย้ายยูเรเนียมเกรดทำระเบิดกว่า 1,300 ปอนด์ออกจากคาซัคสถานหลังโซเวียตล่มสลาย กล่าวว่าปฏิบัติการในอิหร่านจะมีความยากลำบากและเสี่ยงอันตรายกว่าครั้งนั้นหลายเท่าตัว
"ในอิหร่าน เราไม่สามารถส่งทีมบุกเข้าไปทำฝ่ายเดียวได้โดยไม่มีความเสี่ยงมหาศาล คุณจะต้องใช้ทหารสหรัฐฯ เป็นพันนายเพื่อยึดพื้นที่และสร้างแนวป้องกันรอบสถานีนิวเคลียร์ ในขณะที่ผู้เชี่ยวชาญทำการขุดค้นยูเรเนียมออกมาจากอุโมงค์ลึก" เวเบอร์กล่าว พร้อมเตือนว่าภัยคุกคามหลักต่อกำลังพลในพื้นที่คือโดรนและขีปนาวุธที่อิหร่านยังคงหลงเหลืออยู่
นอกจากความเสี่ยงทางทหารแล้ว คริสติน เวิร์มัท (Christine Wormuth) อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกองทัพบกสหรัฐฯ และเดวิด อัลไบรท์ (David Albright) อดีตผู้ตรวจสอบนิวเคลียร์ของ UN ยังเตือนถึงอันตรายจากสารรังสีและก๊าซฟลูออรีนที่เป็นพิษหากถังบรรจุได้รับความเสียหาย รวมถึงโอกาสที่อิหร่านจะวางระเบิดกับดัก (Booby traps) ไว้ภายในอุโมงค์
ทางเลือกสุดท้าย: การเจรจาหรือการสู้รบ?
แม้ทรัมป์จะยืนกรานว่าจะนำยูเรเนียมกลับมาไม่ว่าจะด้วยวิธี "เจรจาหรือใช้กำลัง" แต่ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า "ทางออกผ่านการเจรจา" คือเส้นทางที่เสี่ยงอันตรายน้อยที่สุด อย่างไรก็ตาม ดร. บันน์ แสดงความกังวลว่าความไว้วางใจได้พังทลายลงไปหมดแล้วหลังจากสงครามและการที่ทรัมป์ถอนตัวจากการเจรจาซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อสั่งโจมตี
"อิหร่านปกปิดเรื่องความพยายามสร้างอาวุธนิวเคลียร์มานานกว่า 20 ปีแล้ว การจะทำข้อตกลงที่ต้องมีการตรวจสอบอย่างเข้มข้นในตอนนี้เป็นเรื่องยากมาก ผมเกรงว่าเราจะต้องเผชิญกับปัญหาโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านโดยที่มีเครื่องมือที่ใช้การได้จริงเหลือน้อยเต็มทีไปอีกนานแสนนาน" ดร. บันน์ ทิ้งท้าย
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.newsweek.com/expert-tells-60-minutes-trumps-iran-nuclear-claim-just-not-true-11851747