'ญี่ปุ่นเปิดทางส่งออกอาวุธครั้งใหญ่'
'ญี่ปุ่นเปิดทางส่งออกอาวุธครั้งใหญ่' ปูทางสู่ผู้เล่นใหม่ในตลาดอาวุธโลก เสริมฐานอุตฯกลาโหม–รับมือจีน–เกาหลีเหนือ
23-4-2026
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า ประเทศญี่ปุ่น (Japan) ได้ดำเนินการยกเลิกข้อจำกัดส่วนใหญ่ในการส่งออกอาวุธ ซึ่งถือเป็นการเปิดทางให้ประเทศสามารถขายยุทโธปกรณ์ไปยังต่างประเทศได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างฐานอุตสาหกรรมป้องกันประเทศให้มีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น
คณะรัฐมนตรีภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ (Sanae Takaichi) ได้ให้ความเห็นชอบเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาต่อการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบด้านการส่งออกยุทโธปกรณ์ ซึ่งจะช่วยสร้างตลาดที่ใหญ่ขึ้นสำหรับบริษัทในอุตสาหกรรมอาวุธ โดยก่อนหน้านี้ ภาคธุรกิจสามารถส่งออกได้เฉพาะอุปกรณ์ทางการทหารที่ใช้ในภารกิจด้านการกู้ภัย การขนส่ง การแจ้งเตือน การเฝ้าระวัง และการกวาดล้างทุ่นระเบิดเท่านั้น
มิโนรุ คิฮาระ (Minoru Kihara) เลขาธิการคณะรัฐมนตรี แถลงข่าวภายหลังการประกาศความเคลื่อนไหวดังกล่าวว่า "การตัดสินใจครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อรักษาความปลอดภัยของญี่ปุ่น และเพื่อสนับสนุนสันติภาพและเสถียรภาพของภูมิภาคและประชาคมระหว่างประเทศท่ามกลางสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ในขณะเดียวกัน รัฐบาลจะยังคงยึดมั่นในหลักการพื้นฐานของความเป็นชาติที่รักสันติภาพซึ่งสร้างมานานกว่า 80 ปีนับตั้งแต่สิ้นสุดสงคราม"
ภายใต้กฎระเบียบใหม่นี้ ญี่ปุ่นจะยังคงควบคุมการส่งออกยุทโธปกรณ์ที่มีอานุภาพทำลายล้างไปยังประเทศที่กำลังอยู่ในภาวะขัดแย้ง แต่จะมีข้อยกเว้นหากการจัดส่งดังกล่าวถูกพิจารณาว่าเป็นไปเพื่อผลประโยชน์แห่งชาติของญี่ปุ่น โดย ซานาเอะ ทาคาอิจิ (Sanae Takaichi) ผู้นำสายเหยี่ยวซึ่งดำรงตำแหน่งได้เพียง 6 เดือน ได้รุกคืบอย่างรวดเร็วในการเพิ่มบทบาททางการทหารของญี่ปุ่นผ่านการเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมและวางตำแหน่งให้ประเทศกลายเป็นผู้เล่นหลักในตลาดอาวุธโลก
ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากรัฐบาลโตเกียว (Tokyo) ลงนามในข้อตกลงขายเรือรบขั้นสูงให้กับประเทศออสเตรเลีย (Australia) ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในยุคหลังสงครามที่มีการส่งออกยุทโธปกรณ์สำหรับการสู้รบที่มีอานุภาพทำลายล้าง โดยมีบริษัท มิตซูบิชิ เฮฟวี่ อินดัสทรีส์ จำกัด (Mitsubishi Heavy Industries Ltd.) เป็นผู้รับเหมาหลัก ซึ่งตามข้อมูลของสถาบันวิจัยสันติภาพระหว่างประเทศสตอกโฮล์ม (SIPRI) บริษัทดังกล่าวติดอันดับ 32 ของโลกในด้านรายได้จากภาคกลาโหมในปี 2024
พลเรือเอก ซามูเอล ปาปาโร (Admiral Samuel Paparo) ผู้บัญชาการกองบัญชาการอินโด-แปซิฟิกของสหรัฐฯ (US Indo-Pacific Command) ได้ออกมากล่าวชื่นชมการตัดสินใจครั้งนี้ระหว่างการเข้าพบบนแคปิตอล ฮิลล์ (Capitol Hill) ว่า "ญี่ปุ่นกำลังแสดงความเป็นผู้นำที่สร้างการเปลี่ยนแปลงในอินโด-แปซิฟิก รวมถึงการเข้าร่วมการฝึกร่วม ข้อตกลงทวิภาคี และข้อตกลงการเข้าถึงพื้นที่ซึ่งกันและกัน (RAA) ร่วมกับพันธมิตรของเราทั่วภูมิภาค ซึ่งถือเป็นจุดที่สว่างไสวที่สุดจุดหนึ่งในสภาพแวดล้อมทางยุทธศาสตร์"
อย่างไรก็ตาม กั๋ว จี้คุน (Guo Jiakun) โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน (China) ได้วิพากษ์วิจารณ์การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ที่กรุงปักกิ่ง (Beijing) โดยระบุว่าประเทศของเขามี "ความกังวลอย่างยิ่งต่อพัฒนาการในครั้งนี้" และจีนจะ "รักษาความตื่นตัวในระดับสูง พร้อมต่อต้านการกระทำที่ขาดความยับยั้งชั่งใจของลัทธิทหารญี่ปุ่นรูปแบบใหม่อย่างเด็ดขาด"
รัฐบาลญี่ปุ่นหวังว่าข้อตกลงกับออสเตรเลียจะเป็นสัญญาณนำไปสู่สัญญาการส่งออกในภาคกลาโหมเพิ่มเติม เนื่องจากบริษัทต่างๆ ต้องการใช้ประโยชน์จากการเพิ่มขึ้นของงบประมาณด้านการทหารทั่วโลกผ่านการลงทุนในวิจัยและพัฒนา (R&D) และการผลิต นอกจากนี้เจ้าหน้าที่รัฐยังคาดหวังว่าความเคลื่อนไหวนี้จะกระตุ้นให้บริษัทในท้องถิ่นสามารถก้าวทันเทคโนโลยีป้องกันประเทศที่สำคัญ เช่น โดรนทางการทหาร (Military-use drones) ซึ่งพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพในความขัดแย้งในยูเครนและตะวันออกกลาง
อุตสาหกรรมป้องกันประเทศของญี่ปุ่นมีความแตกต่างจากผู้รับเหมาขนาดใหญ่ในประเทศอังกฤษ (UK) และประเทศสหรัฐฯ (US) เนื่องจากประกอบด้วยกลุ่มบริษัทผู้ผลิตและเทคโนโลยีรายใหญ่ที่เน้นธุรกิจอื่นๆ เป็นหลัก โดยรายได้จากภาคกลาโหมมักมีสัดส่วนน้อยกว่าร้อยละ 20 ของรายได้รวม และส่วนใหญ่เป็นการจัดส่งให้กับกองกำลังป้องกันตนเอง (Self-Defense Forces) เท่านั้น ตลาดที่จำกัดนี้ทำให้บริษัทต่างๆ ลังเลที่จะเพิ่มกำลังการผลิต และธุรกิจขนาดเล็กต้องดิ้นรนเพื่อสร้างกำไรเนื่องจากส่วนต่างกำไรที่ต่ำ นอกจากนี้บางธุรกิจยังกังวลเรื่องภาพลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับ "ธุรกิจแห่งความตาย" (Business of death) แต่อคติดังกล่าวเริ่มลดลงในหมู่คนรุ่นใหม่ที่สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านจากแนวทางรักสันติภาพในอดีต
การผงาดขึ้นของจีนในฐานะมหาอำนาจทางการทหาร รวมถึงโครงการขีปนาวุธและนิวเคลียร์ของประเทศเกาหลีเหนือ (North Korea) เป็นแรงขับเคลื่อนให้เกิดการสนับสนุนกองทัพที่แข็งแกร่งขึ้นในญี่ปุ่นเพื่อป้องปรามคู่แข่งในภูมิภาค ส่งผลให้ราคาหุ้นของบริษัทญี่ปุ่นที่มีธุรกิจป้องกันประเทศปรับตัวสูงขึ้นขานรับนโยบายของ ทาคาอิจิ ที่เร่งแผนเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมขึ้นเป็นร้อยละ 2 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ภายในปีงบประมาณที่สิ้นสุดในเดือนมีนาคม
การสร้างอุตสาหกรรมป้องกันประเทศในท้องถิ่นให้ใหญ่ขึ้นและหลากหลายขึ้นจะช่วยลดการพึ่งพายุทโธปกรณ์จากสหรัฐฯ ของญี่ปุ่น โดยปัจจุบันญี่ปุ่นกำลังจะมีฝูงบินขับไล่ F-35 ของบริษัท ล็อกฮีด มาร์ติน (Lockheed Martin) ขนาดใหญ่ที่สุดนอกประเทศสหรัฐฯ (US) แต่ในขณะเดียวกันก็ได้ร่วมมือกับประเทศอังกฤษ (UK) และประเทศอิตาลี (Italy) พัฒนาเครื่องบินขับไล่ขั้นสูงของตนเองภายใต้โครงการ Global Combat Air Program
ทั้งนี้ ภายใต้กฎการส่งออกใหม่ ประเทศที่สามารถซื้อยุทโธปกรณ์ที่มีอานุภาพทำลายล้างของญี่ปุ่นได้ จะถูกจำกัดเฉพาะประเทศที่ได้ลงนามในข้อตกลงกับญี่ปุ่นเกี่ยวกับการปกป้องข้อมูลที่เป็นความลับที่เกี่ยวข้องกับยุทโธปกรณ์และเทคโนโลยีดังกล่าว ซึ่งในปัจจุบันญี่ปุ่นมีข้อตกลงร่วมกับ 17 ประเทศ รวมถึงประเทศในยุโรป เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ประเทศอินเดีย (India) และประเทศสหรัฐฯ (US)
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-04-21/japan-scraps-most-weapons-export-limits-in-boost-to-arms-sector