.
อินเดียค้านแผนสกุลเงินร่วม BRICS ของรัสเซีย–จีน ชี้ต้องรักษาสมดุลกับชาติตะวันตกและพันธมิตร ปัดลดบทบาทดอลลาร์สหรัฐฯ
1-5-2026
World Update รายงานว่า ในการประชุมกลุ่ม BRICS ครั้งล่าสุดมื่อปลายเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ BRICS ที่อินเดียยืนหยัดอย่างแข็งกร้าวในจุดยืนของตนเอง โดยกล่าวปฏิเสธข้อเรียกร้องและความคาดหวังจากอิหร่าน (Iran), รัสเซีย (Russia) และจีน (China) พร้อมทั้งเดินเกมท่ามกลางความเสี่ยงและแรงกดดันที่เป็นจริงอย่างระมัดระวัง เสมือน “ศิลาก้อนใหญ่” ที่ไม่ยอมขยับตามกระแสของพันธมิตรกลุ่มเดียวกัน
ในเวทีการทูต อินเดียถูกจับตาอย่างใกล้ชิดจากการแสดงท่าทีต่อปฏิบัติการของอิสราเอล (Israel) ในฉนวนกาซา (Gaza) ซึ่งอินเดียใช้ถ้อยคำประณามอย่าง “เจือจาง” และระมัดระวังมาก โดยหลีกเลี่ยงการใช้ภาษาที่รุนแรงต่ออิสราเอล แตกต่างจากท่าทีของสมาชิก BRICS บางประเทศอย่างอิหร่านและรัสเซียที่ต้องการภาษาประณามที่แข็งกร้าวกว่านี้อย่างชัดเจน
ความระมัดระวังเชิงถ้อยแถลงของอินเดียสะท้อนยุทธศาสตร์การทูตแบบ “เล่นหลายขั้ว” (multi-alignment) ที่นิวเดลีพยายามรักษาไว้ในวิกฤตตะวันออกกลาง อินเดียมีผลประโยชน์โดยตรงทั้งจากการนำเข้าน้ำมันจากอิหร่านและอ่าวเปอร์เซีย ความสัมพันธ์ด้านยุทโธปกรณ์และเทคโนโลยีกับรัสเซีย และความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับจีน ขณะเดียวกันก็ต้องรักษาความสัมพันธ์ทางยุทธศาสตร์กับสหรัฐฯ (US) และยุโรป จึงเลือกใช้ถ้อยคำที่ “ไม่ตัดสะพาน” กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างเด็ดขาด
ในมิติการเงินระหว่างประเทศ อินเดียยังได้ปฏิเสธข้อเสนอสำคัญของกลุ่ม BRICS ที่ต้องการเร่งให้การค้าระหว่างกันเปลี่ยนมาชำระเงินในสกุลท้องถิ่น หรือผลักดันสกุลเงินร่วมของ BRICS เพื่อท้าทายอิทธิพลของดอลลาร์สหรัฐ อินเดียแสดงจุดยืนชัดว่าไม่เห็นด้วยกับแผนสกุลเงินร่วม และในหลายเวที เจ้าหน้าที่ระดับสูงทั้งจากธนาคารกลางและกระทรวงการต่างประเทศอินเดียเคยระบุว่า แนวคิดดังกล่าว “แทบเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ”
อินเดียให้เหตุผลว่า ต้องการรักษาอธิปไตยด้านนโยบายการเงินของตนเองและไม่ต้องการผูกอนาคตทางเศรษฐกิจเข้ากับโครงสร้างที่จีนมีอิทธิพลสูงเกินไป โดยยังย้ำว่าการค้าระหว่างประเทศในปัจจุบันของอินเดียยังพึ่งพาดอลลาร์สหรัฐอย่างลึกซึ้ง การเปลี่ยนผ่านแบบกระทันหันไปสู่ระบบสกุลเงินใหม่ในกรอบ BRICS อาจสร้างความผันผวนต่อค่าเงินรูปีและเสถียรภาพทางการเงินภายในประเทศ
เมื่อหันมาดู “ขนาดเศรษฐกิจ” ภายในกลุ่ม BRICS จะเห็นว่า จีนยังคงเป็นเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุด โดยมีขนาดเศรษฐกิจตามตัวเลขประมาณการอยู่ราว 19.2–20.85 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามมาด้วยอินเดียในฐานะเศรษฐกิจขนาดใหญ่ลำดับถัดไป มี GDP ประมาณ 4.15–4.51 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งทำให้อินเดียเป็นแรงถ่วงสำคัญในสมการภายในกลุ่ม
ประเทศอื่นในกลุ่ม BRICS มีขนาดเศรษฐกิจที่เล็กกว่า แต่ยังมีบทบาทสำคัญในภูมิภาคของตนเอง โดยบราซิล (Brazil) มีขนาดเศรษฐกิจราว 2.13–2.64 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ รัสเซียอยู่ที่ราว 2.08–2.66 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ อินโดนีเซีย (Indonesia) ราว 1.43–1.55 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ราว 0.55–0.60 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ แอฟริกาใต้ (South Africa) ราว 0.48 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ อียิปต์ (Egypt) ราว 0.35–0.40 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ อิหร่านราว 0.34–0.38 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และเอธิโอเปีย (Ethiopia) ราว 0.12–0.13 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้อิหร่านและรัสเซียจะมีน้ำหนักด้านภูมิรัฐศาสตร์และพลังงานสูง แต่ในมิติขนาดเศรษฐกิจและตลาด อินเดียคือเสาหลักอีกต้นหนึ่งของ BRICS ที่มีความสำคัญเทียบได้กับจีน ดังนั้น เมื่ออินเดียเลือก “พูดว่าไม่” ต่อข้อเสนอสำคัญบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นถ้อยแถลงที่แข็งกร้าวกว่าต่ออิสราเอล หรือแนวคิดลดบทบาทของดอลลาร์สหรัฐในกรอบ BRICS ผลสะเทือนจึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่มิติการเมืองการทูต แต่ยังสั่นสะเทือนถึงความทะเยอทะยานด้านสถาปัตยกรรมการเงินระหว่างประเทศของกลุ่มด้วย
คำถามที่ตามมาคือ ในฐานะเศรษฐกิจใหญ่อันดับสองของ BRICS และประธานหมุนเวียนในปีนี้ อินเดียจะสามารถรักษาสมดุลระหว่างการ “ยืนหยัดในจุดยืนตนเอง” กับการ “ประคองเอกภาพของกลุ่ม” ได้ยาวนานเพียงใด ท่ามกลางแรงดึงจากทั้งวอชิงตัน ปักกิ่ง มอสโก และเตหะรานที่เพิ่มสูงขึ้นตลอดเวลา
---
IMCT NEWS
ที่มา https://x.com/itswpceo/status/2049778544155234496?s=20