สหรัฐฯยันภารกิจเปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นเพียงชั่วคราว
สหรัฐฯ ยันภารกิจเปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นเพียงชั่วคราว จี้พันธมิตรเตรียมรับไม้ต่อคุ้มครองเรือสินค้า ฮีกเซธอ้างสร้างโดม “แดง-ขาว-น้ำเงิน” คุ้มกันเรือกว่า 1,500 ลำ
6-5-2026
The Washington Post รายงานว่า พีท เฮกเซธ (Pete Hegseth) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ แถลงยืนยันว่าปฏิบัติการคุ้มครองเรือพาณิชย์ในช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) จะเป็นภารกิจเพียงชั่วคราวเท่านั้น โดยเน้นย้ำว่านานาประเทศจะต้องก้าวเข้ามาแบกรับความรับผิดชอบร่วมกันในอนาคตอันใกล้ พร้อมทั้งระบุว่าข้อตกลงหยุดยิงที่เปราะบางกับประเทศอิหร่าน (Iran) ยังคงมีผลบังคับใช้ แม้จะเกิดเหตุโจมตีเรือรบและเรือสินค้าของสหรัฐฯ (US) อย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา
ในการบรรยายสรุปข่าวร่วมกับพลเอกแดน เคน (Gen. Dan Caine) ประธานคณะเสนาธิการทหารร่วม นายเฮกเซธได้อธิบายถึงการจัดตั้งระบบป้องกันภัยทางอากาศและทางน้ำที่เรียกว่า “Red, White and Blue Dome” เหนือช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อเปิดทางให้เรือพาณิชย์สามารถสัญจรผ่านไปได้ โดยระบุว่าเป็น “ของขวัญโดยตรง” จากสหรัฐฯ ให้แก่ประเทศอื่นๆ อย่างไรก็ตาม เขาได้ย้ำเตือนว่าโลกไม่อาจพึ่งพากำลังทหารของสหรัฐฯ ได้ตลอดไป และคาดหวังให้ประชาคมโลกเตรียมตัวเข้ารับหน้าที่ต่อในเวลาที่เหมาะสม ซึ่งภารกิจนี้ถูกแยกส่วนอย่างชัดเจนออกจากปฏิบัติการ "Epic Fury" หรือสงครามหลักกับอิหร่านภายใต้ยุทธศาสตร์ของรัฐบาลทรัมป์ (Donald Trump)
ทางด้านพลเอกเคนเปิดเผยสถิติที่น่าสนใจว่า ปัจจุบันมีลูกเรือมากกว่า 22,500 คน บนเรือสินค้ากว่า 1,550 ลำ ที่ยังคงรอคอยการเดินทางผ่านช่องแคบดังกล่าว โดยกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ได้จัดตั้ง “เขตความมั่นคงระดับสูง” ทางตอนใต้ของช่องแคบเพื่ออารักขาความปลอดภัย แม้ว่านับตั้งแต่ประกาศหยุดยิงเมื่อวันที่ 7 เมษายน อิหร่านจะทำการยิงใส่เรือพาณิชย์ไปแล้ว 9 ครั้ง ยึดเรือ 2 ลำ และโจมตีกองกำลังสหรัฐฯ มากกว่า 10 ครั้ง แต่ทางกองทัพประเมินว่าการกระทำดังกล่าวยังอยู่ต่ำกว่าระดับที่จะนำไปสู่การเปิดฉากปฏิบัติการรบเต็มรูปแบบอีกครั้ง
ขณะเดียวกัน ฝ่ายอิหร่านได้ออกมาตอบโต้อย่างรุนแรง โดยนายอับบาส อารักชี (Abbas Araghchi) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน ได้โพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์เตือนว่าสหรัฐฯ กำลังจะติดหล่มสงครามและควรมองหาทางออกทางการเมืองมากกว่าการใช้กำลังทหาร พร้อมเรียกปฏิบัติการ “Project Freedom” ของทรัมป์ว่าเป็นโครงการสู่ภาวะชะงักงัน (Project Deadlock) สอดคล้องกับความเห็นของนายโมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบราฟ (Mohammad Bagher Ghalibaf) ประธานรัฐสภาอิหร่านที่ระบุว่า "สมการใหม่" ในช่องแคบฮอร์มุซกำลังถูกกำหนดขึ้น และสถานะปัจจุบันที่เป็นอยู่นั้นเป็นสิ่งที่สหรัฐฯ ไม่อาจทนรับได้ในระยะยาว
สถานการณ์ความตึงเครียดนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สำคัญ เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซกว่าร้อยละ 20 ของโลกก่อนเกิดสงคราม โดยประธานาธิบดีทรัมป์ยังคงแสดงความเชื่อมั่นในความเหนือกว่าทางทหารของสหรัฐฯ และระบุว่าผู้นำอิหร่านมีท่าทีที่เปลี่ยนไปเมื่อได้เจรจาโดยตรงกับเขา ท่ามกลางเสียงเรียกร้องจากผู้นำนานาชาติ เช่น นายเชห์บาซ ชารีฟ (Shehbaz Sharif) นายกรัฐมนตรีปากีสถาน (Pakistan) ที่ย้ำเตือนให้ทุกฝ่ายเคารพข้อตกลงหยุดยิงเพื่อเปิดพื้นที่ให้แก่กระบวนการทางการทูตที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.washingtonpost.com/world/2026/05/05/hegseth-briefing-iran-strait-hormuz-ceasefire/?utm_campaign=wp_main&utm_source=twitter&utm_medium=social