.
จับตาซัมมิต 'ทรัมป์-สี จิ้นผิง' 14 พฤษภาคมนี้! ผู้เชี่ยวชาญชี้สงครามอิหร่านหนุนจีนกุมความได้เปรียบเหนือสหรัฐฯ ปม ทั้งปม“ไต้หวันและซัพพลายเชน”
6-5-2026
สำนักข่าว SCMP รายงานว่า บรรดานักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญชาวอเมริกันประเมินว่า สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน (Iran) กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างอำนาจต่อรองให้แก่ปักกิ่ง (Beijing) ในประเด็นสำคัญระดับโลก ทั้งเรื่องห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีขั้นสูงและปัญหาไต้หวัน (Taiwan) ก่อนการประชุมสุดยอดครั้งสำคัญระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง (Xi Jinping) ที่กำลังจะมาถึง
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) มีกำหนดการจะเข้าพบหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง (Xi Jinping) ณ กรุงปักกิ่งในสัปดาห์หน้า โดยนายสก็อตต์ เบสเซนต์ (Scott Bessent) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ยืนยันผ่านรายการของ Fox News เมื่อวันอาทิตย์ว่า ผู้นำสหรัฐฯ จะไม่เลื่อนกำหนดการเดินทางออกไปอย่างแน่นอน หลังจากที่ทรัมป์ได้เน้นย้ำเมื่อวันศุกร์ว่าการเดินทางเยือนครั้งนี้จะ "ยอดเยี่ยม" ตามแผนที่วางไว้
การประชุมสุดยอดซึ่งคาดว่าจะเริ่มขึ้นในวันที่ 14 พฤษภาคมนี้ ถือเป็นการเยือนประเทศจีน (China) ครั้งแรกของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในรอบกว่า 8 ปี และเป็นการเดินทางไปต่างประเทศครั้งแรกของทรัมป์ นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอล (Israel) เปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ทางการปักกิ่งยังไม่ได้มีการยืนยันการเยือนครั้งนี้อย่างเป็นทางการ
นายอาลี ไวน์ (Ali Wyne) ที่ปรึกษาอาวุโสด้านความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีน จาก International Crisis Group ระบุว่า การหารือเรื่องสงครามอิหร่านและการขยายระยะเวลาพักรบทางการค้า (Trade Truce) ที่ตกลงกันไว้เมื่อเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา จะเป็นสองวาระเร่งด่วนที่สุดในการพบปะครั้งนี้ โดยไวน์ชี้ให้เห็นว่าสงครามที่เกิดขึ้นได้ส่งผลให้คลังอาวุธขีปนาวุธสกัดกั้นของสหรัฐฯ ลดลงอย่างรุนแรง
“สหรัฐฯ จำเป็นต้องพึ่งพาการส่งออกแร่แกลเลียม (Gallium) จากจีนเพื่อนำไปผลิตขีปนาวุธสกัดกั้นเพื่อเติมเต็มคลังแสงที่ร่อยหรอลง” ไวน์กล่าวในงานสัมมนาซึ่งจัดโดยองค์กร ReThink Media แม้ว่าจีนจะเคยสั่งห้ามส่งออกแร่นี้ไปยังสหรัฐฯ ในช่วงเดือนธันวาคม 2024 แต่ต่อมาได้ระงับมาตรการดังกล่าวพร้อมกับแร่สำคัญอื่นๆ อีก 4 ชนิด หลังการพบปะระหว่างทรัมป์และสีที่ประเทศเกาหลีใต้ (South Korea) เมื่อเดือนตุลาคม 2025 โดยปัจจุบันจีนเป็นผู้ควบคุมการผลิตแร่แกลเลียมส่วนใหญ่ของโลก ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductors)
นอกจากประเด็นด้านทรัพยากรแล้ว ไวน์ยังตั้งข้อสังเกตว่าสหรัฐฯ ถูกบีบให้ต้องถอนกำลังทางทหารบางส่วนออกจากญี่ปุ่น (Japan) และเกาหลีใต้เพื่อไปสนับสนุนปฏิบัติการต่อต้านอิหร่าน ซึ่งการเคลื่อนย้ายกำลังพลดังกล่าวถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีในมุมมองของปักกิ่ง และคาดว่าประธานาธิบดีทรัมป์จะพยายามโน้มน้าวให้ประธานาธิบดีสีเข้ามามีบทบาทในการนำอิหร่านกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา อย่างไรก็ตาม การหยุดชะงักในระยะยาวที่ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) อาจส่งผลเสียต่อจีนมากกว่าสหรัฐฯ เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นผู้ผลิตทั้งน้ำมันและก๊าซรายใหญ่ที่สุดของโลก รวมถึงปักกิ่งยังมีความกังวลต่อความสัมพันธ์กับกลุ่มประเทศอาหรับในอ่าวเปอร์เซีย (Gulf countries) หากความขัดแย้งยืดเยื้อออกไป
ทางด้านนายเจค เวิร์นเนอร์ (Jake Werner) ผู้อำนวยการโครงการเอเชียตะวันออกจาก Quincy Institute มองว่าจีนน่าจะยกประเด็นสงครามอิหร่านขึ้นมาเพื่อกดดันทรัมป์และสร้างอำนาจต่อรอง โดยเชื่อว่าผลลัพธ์ของการหารือเรื่องอิหร่านจะมีผลต่อความสัมพันธ์โดยรวมของสหรัฐฯ-จีน มากกว่าเรื่องการยุติสงครามโดยตรง
ขณะที่นายไลล์ โกลด์สไตน์ (Lyle Goldstein) ผู้อำวยการโครงการเอเชียจาก Defense Priorities ให้ความเห็นว่า การที่คลังกระสุนของสหรัฐฯ ร่อยหรอลง ทำให้จีน "ถือไพ่เหนือกว่าในทางทหาร" เมื่อพิจารณาถึงความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นกับวอชิงตันเหนือประเด็นไต้หวัน ซึ่งคาดว่าประเด็นเรื่องเกาะไต้หวันจะถูกยกขึ้นมาหารือในซัมมิตครั้งนี้อย่างแน่นอน โดยจีนยังคงยึดมั่นว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของตนที่ต้องรวมชาติ แม้ว่าสหรัฐฯ จะไม่ได้รับรองสถานะอิสระของไต้หวันอย่างเป็นทางการ แต่ก็คัดค้านความพยายามในการใช้กำลังและยังคงมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนอาวุธให้แก่ไต้หวันต่อไป
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.scmp.com/news/china/diplomacy/article/3352399/iran-war-could-give-xi-upper-hand-meeting-trump-us-experts?utm_medium=Social&utm_content=visual-style&utm_source=Twitter