.
สหรัฐฯ ทำให้เอเชียขาดความเชื่อมั่น จากการชะลอขายอาวุธ?
28-5-2026
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า โมเดลความมั่นคงแบบเดิมที่มีสหรัฐฯ (US) เป็นศูนย์กลางกำลังก้าวผ่านสู่โครงสร้างอำนาจใหม่ในเอเชียอย่างรวดเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยไต้หวัน (Taiwan) กลายเป็นบททดสอบสำคัญว่าภูมิภาคนี้จะสามารถรักษาความมั่นคงในการป้องกันตนเองได้หรือไม่ ในสถานการณ์ที่พันธมิตรของสหรัฐฯ เริ่มปรับตัวเพื่อหาหนทางพึ่งพาตนเอง
ความร่วมมือระหว่างญี่ปุ่น (Japan) และฟิลิปปินส์ (Philippines) กำลังกระชับแน่นแฟ้นขึ้น โดยนายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทากาอิจิ (Sanae Takaichi) และประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ (Ferdinand Marcos Jr.) เตรียมหารือเพื่อยกระดับความสัมพันธ์ทวิภาคีสู่ "หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุม" (Comprehensive strategic partnership) ซึ่งถือเป็นระดับความสัมพันธ์ทางการทูตสูงสุดก่อนที่จะถึงขั้นพันธมิตรอย่างเป็นทางการ
แม้สหรัฐฯ จะยังคงเป็นมหาอำนาจทางทหารที่โดดเด่นในอินโด-แปซิฟิก แต่หลังจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ดำรงตำแหน่งเข้าสู่ปีที่ 2 ประเทศในเอเชียต่างตระหนักถึงความเป็นจริงที่ว่าการสนับสนุนจากสหรัฐฯ อาจไม่ใช่สิ่งรับประกันได้อีกต่อไป โดยเฉพาะหลังจากสหรัฐฯ ประกาศระงับข้อตกลงการขายอาวุธมูลค่า 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์ให้แก่ไต้หวัน โดยอ้างเหตุผลความจำเป็นในการสำรองกระสุนสำหรับการปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ในอิหร่าน (Iran) ซึ่ง รัช โดชี (Rush Doshi) ผู้อำนวยการ China Strategy Initiative แห่งสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (Council on Foreign Relations) ตั้งข้อสังเกตผ่านสื่อสังคมออนไลน์ X ว่า นี่เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าแนวทางของวอชิงตันต่อปักกิ่งนั้นมุ่งเน้นที่การประนีประนอมเป็นหลัก
การชะลอการขายอาวุธให้ไทเป (Taipei) สร้างความกังวลอย่างยิ่งให้แก่เมืองหลวงอื่นๆ ในเอเชีย หากสหรัฐฯ ไม่สามารถปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้กฎหมายความสัมพันธ์ไต้หวัน (Taiwan Relations Act) ในการช่วยให้ไต้หวันรักษาขีดความสามารถในการป้องกันตนเองได้ พันธมิตรรายอื่นย่อมเกิดคำถามถึงความน่าเชื่อถือของการคุ้มครองจากสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลให้เกาหลีใต้ (South Korea) เริ่มถกเถียงเรื่องโครงการอาวุธนิวเคลียร์ของตนเอง ขณะที่ญี่ปุ่นเองก็เผชิญกับข่าวการเตือนจากกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (Pentagon) ว่าอาจได้รับมอบขีปนาวุธร่อนโทมาฮอว์ก (Tomahawk cruise missiles) จำนวน 400 ลูกล่าช้าออกไปถึงสองปี
ด้วยเหตุนี้ ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นขึ้นระหว่างญี่ปุ่นและฟิลิปปินส์จึงมีความสำคัญยิ่ง เนื่องจากตำแหน่งที่ตั้งของไต้หวันเปรียบเสมือนจุดยุทธศาสตร์ที่อยู่ระหว่างหมู่เกาะทางตะวันตกเฉียงใต้ของญี่ปุ่นและกลุ่มเกาะทางตอนเหนือของฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นแกนกลางของ First Island Chain ที่เป็นปราการธรรมชาติกั้นระหว่างจีน (China) และมหาสมุทรแปซิฟิก (Pacific) การกระทำใดๆ ของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (People’s Liberation Army) ต่อไต้หวันย่อมส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของทั้งญี่ปุ่นและฟิลิปปินส์โดยตรง โดยประธานาธิบดีมาร์กอส (Marcos) ย้ำว่าฟิลิปปินส์อาจหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องหากเกิดความขัดแย้งขึ้น
ปัจจุบัน ความร่วมมือดังกล่าวเกิดผลรูปธรรมผ่านข้อตกลงปี 2024 ที่อนุญาตให้กองกำลังญี่ปุ่นและฟิลิปปินส์ปฏิบัติการในดินแดนของกันและกันได้ และการที่ญี่ปุ่นส่งกำลังพลกว่า 1,400 นายเข้าร่วมการซ้อมรบร่วมกับสหรัฐฯ และฟิลิปปินส์เมื่อปลายเดือนที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม พันธมิตรนี้ยังมีความเปราะบาง เนื่องจากฟิลิปปินส์ยังมีศักยภาพทางทหารไม่เท่าเทียมกับญี่ปุ่น และการเมืองภายในของฟิลิปปินส์ที่อาจเปลี่ยนทิศทางในอนาคต โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญกับความกดดันทางเศรษฐกิจและราคาน้ำมันที่สูงขึ้น
บทเรียนสำคัญที่พันธมิตรของสหรัฐฯ ในเอเชียกำลังเรียนรู้ คือการต้องหาหนทางป้องกันตนเองให้ได้โดยเร็วที่สุด ท่ามกลางความพยายามของปักกิ่งที่จะแสวงหาผลประโยชน์จากช่องโหว่ทางความมั่นคงเหล่านี้
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.bloomberg.com/opinion/articles/2026-05-26/the-us-has-let-asia-down-on-weapons-sales?utm_source=website&utm_medium=share&utm_campaign=copy