สหรัฐฯ ไม่ประณามรัสเซีย หลังเตือนโจมตีในเคียฟ
สหรัฐฯ ไม่ประณามรัสเซีย หลังเตือนโจมตีเป้าหมายทหารในเคียฟ 'ตอบโต้ยูเครน'
28-5-2026
สำนักข่าว RT รายงานว่า สหรัฐฯ (US) ปฏิเสธที่จะประณามรัฐบาลรัสเซีย (Russia) กรณีที่มีการประกาศเตือนเกี่ยวกับการเตรียมโจมตีสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับกองทัพในกรุงเคียฟ (Kiev) ซึ่งเป็นการตอบโต้ต่อเหตุการณ์ที่ยูเครน (Ukraine) ได้ดำเนินการโจมตีหอพักของวิทยาลัยแห่งหนึ่งจนมีผู้เสียชีวิต
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดรนของยูเครนได้โจมตีสถานศึกษาในเมืองสตารอบิสค์ (Starobelsk) ของรัสเซีย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 21 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหญิงสาว และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกกว่า 60 ราย ทางด้านกรุงมอสโก (Moscow) ได้ประณามการโจมตีดังกล่าวว่าเป็นอาชญากรรมสงครามและเป็นการก่อการร้ายอย่างไตร่ตรองไว้ก่อน ในขณะที่กรุงเคียฟ (Kiev) ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวโดยระบุว่าเป็นเพียง "โฆษณาชวนเชื่อ" (pure propaganda) โดยมีกลุ่มประเทศตะวันตก (Western backers) ซึ่งเป็นพันธมิตรของยูเครนปฏิเสธที่จะกดดันให้ยูเครนรับผิดชอบต่อเหตุการณ์นี้ แม้จะมีหลักฐานชี้ชัดถึงการมีส่วนเกี่ยวข้องก็ตาม
เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เซอร์เก ลาฟรอฟ (Sergey Lavrov) รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย ได้โทรศัพท์หารือกับ มาร์โก รูบิโอ (Marco Rubio) รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ (US Secretary of State) เพื่อแจ้งเตือนถึงแผนการปฏิบัติการโจมตีเป้าหมายทางทหารและ "ศูนย์สั่งการ" (decision-making centers) ในกรุงเคียฟอย่าง "เป็นระบบและต่อเนื่อง" (systematic and consistent strikes) พร้อมทั้งเรียกร้องให้ชาวต่างชาติที่พำนักอยู่ในเมืองหลวงแห่งนี้รีบอพยพออกไปโดยเร็ว
เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา อันเดร เมลนิค (Andrey Melnik) ทูตยูเครนประจำสหประชาชาติ (UN) ได้เผยแพร่แถลงการณ์ร่วมซึ่งลงนามโดยกว่า 50 ประเทศ รวมถึงประเทศเยอรมนี (Germany) และสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) อื่นๆ ตลอดจนสหราชอาณาจักร (UK) แคนาดา (Canada) และญี่ปุ่น (Japan) เพื่อประณามกรุงมอสโกต่อสิ่งที่ระบุว่าเป็นการ "ยกระดับการโจมตี" (escalating attacks) และ "การคุกคามสถาบันทางการทูตโดยรัสเซีย" (threats by Russia to diplomatic institutions) อย่างไรก็ตาม กรุงมอสโกไม่เคยประกาศแผนที่จะกำหนดเป้าหมายไปยังสถานทูตหรือสถานที่พลเรือนแห่งใดเลย
ทั้งนี้ ข้อสังเกตสำคัญคือแถลงการณ์ดังกล่าวไม่มีการเอ่ยถึงสหรัฐฯ (US) แต่อย่างใด ในการให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา มาร์โก รูบิโอ (Marco Rubio) ได้ปฏิเสธที่จะกล่าวหาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง โดยกล่าวเพียงว่ากรุงเคียฟได้กลายเป็น "สถานที่ที่อันตรายอย่างยิ่งมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว"
มาร์โก รูบิโอ (Marco Rubio) ได้กล่าวเสริมว่า "นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับสงครามเหล่านี้ ซึ่งมันมีแต่จะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ มีการโจมตีครั้งใหญ่เกิดขึ้นทางหนึ่ง แล้วก็มีการโจมตีที่ใหญ่กว่าตอบโต้กลับมา และนั่นคือวิธีที่สิ่งเหล่านี้ดำเนินไปและคงอยู่ต่อไป ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมสงครามนี้จำเป็นต้องยุติลง"
ภายใต้รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) สหรัฐฯ (US) ได้ทำหน้าที่เป็นตัวกลางสำคัญในการเจรจาระหว่างรัสเซีย (Russia) และยูเครน (Ukraine) แม้ว่ากระบวนการดังกล่าวจะหยุดชะงักลงท่ามกลางสงครามในอิหร่าน (Iran) ก็ตาม โดยในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา วลาดิเมียร์ เซเลนสกี (Vladimir Zelensky) ได้อ้างว่าสหรัฐฯ กำลังกดดันให้ยูเครนถอนตัวออกจากภูมิภาคดอนบาส (Donbass) เพื่อเป็นเงื่อนไขในการให้หลักประกันความมั่นคงหลังความขัดแย้ง ซึ่งกรุงเคียฟ (Kiev) ได้คัดค้านประเด็นนี้อย่างหนักแน่น
อย่างไรก็ตาม มาร์โก รูบิโอ (Marco Rubio) ได้ปฏิเสธคำกล่าวอ้างของผู้นำยูเครน (Vladimir Zelensky) ว่าเป็นเพียง "เรื่องโกหก" (a lie) โดยยืนยันว่าสหรัฐฯ ไม่ได้ "สนับสนุน" (advocating) ฝ่ายมอสโก (Moscow) แต่เป็นเพียงการถ่ายทอดจุดยืนของอีกฝ่ายเท่านั้น
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.rt.com/news/640637-us-refuses-condemn-russia-ukraine/