.
จีนยังเพิ่มถือครองทองคำ ดันมูลค่าทองในทุนสำรองโลกแซงพันธบัตรสหรัฐฯ ขึ้นเป็นสินทรัพย์สำรองหลักของโลก
4-6-2026
สำนักข่าว SCMP รายงานว่า ธนาคารกลางยุโรป (European Central Bank: ECB) ระบุว่า จีนเป็นหนึ่งในผู้ซื้อทองคำรายใหญ่ของโลก ในขณะที่ธนาคารกลางหลายประเทศทยอยเพิ่มสัดส่วนการถือครองทองคำ ท่ามกลางการเปลี่ยนทิศจากพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (US Treasuries) ไปสู่สินทรัพย์ปลอดภัยอื่น โดยทองคำได้แซงหน้า Treasuries ขึ้นมาเป็นสินทรัพย์สำรองอันดับหนึ่งของโลกในเชิงมูลค่า จากแรงหนุนด้านราคาและบทบาทในฐานะเครื่องป้องกันความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์
ตามรายงานของ ECB จีนซึ่งเป็นเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลก เป็นผู้ซื้อทองคำรายใหญ่อันดับสี่ของโลกในปี 2025 รองจากโปแลนด์ (Poland) คาซัคสถาน (Kazakhstan) และบราซิล (Brazil) โดยมียอดซื้อราว 25 ตัน ธนาคารกลางยุโรปประเมินว่า นับตั้งแต่ช่วงต้นปี 2022 จีนได้ซื้อทองคำสะสมมากกว่า 350 ตัน ซึ่งเป็นปริมาณสูงกว่าประเทศอื่นใดในช่วงเดียวกัน
ECB ระบุว่า ณ สิ้นปี 2025 ทองคำคิดเป็นสัดส่วน 27% ของเงินทุนสำรองระหว่างประเทศอย่างเป็นทางการทั่วโลก ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งถูกมองมายาวนานว่าเป็นหนึ่งในสินทรัพย์สำรองที่ปลอดภัยที่สุด ลดลงมาเหลือ 22% ส่วนเงินยูโรมีสัดส่วน 15% ตัวเลขเหล่านี้รวมทั้งเงินตราต่างประเทศและทองคำเข้าด้วยกัน ตามรายงานฉบับล่าสุดของธนาคารกลางซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่แฟรงก์เฟิร์ต
ECB อธิบายว่าการที่สัดส่วนของทองคำแซงหน้าพันธบัตรสหรัฐฯ และยูโร ส่วนหนึ่งมาจาก “ผลของการเปลี่ยนแปลงมูลค่า” (valuation effects) เนื่องจากราคาทองคำปรับเพิ่มขึ้นราว 60% ในปีที่ผ่านมา และ 30% ในปี 2024 การปรับขึ้นของราคาดังกล่าว “ทำให้สัดส่วนทองคำในเงินทุนสำรองโดยรวมเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ” เมื่อเทียบในเชิงมูลค่า
ทองคำทำสถิติราคาสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2025 ท่ามกลางฉากหลังของความไม่มั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์ แรงกดดันทางการเมืองต่อธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve) และความพยายามของหลายประเทศในการลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐ (US dollar) ECB ระบุว่า การเข้าซื้อทองคำอาจสะท้อนความพยายามของธนาคารกลางต่าง ๆ ที่ต้องการ “เสริมความยืดหยุ่นของงบดุล” ท่ามกลางความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่สูงขึ้น
ธนาคารกลางยุโรปเสริมว่า จากผลสำรวจ ธนาคารกลางจำนวนมากถือทองคำไม่เพียงเพื่อการกระจายความเสี่ยง (diversification) แต่ยังใช้เป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากเหตุปั่นป่วนทางภูมิรัฐศาสตร์ โดย “ธนาคารกลางที่ซื้อทองคำในปริมาณสูงมักตั้งอยู่ในภูมิภาคที่มีความเสี่ยงความขัดแย้งภายนอกสูง”
การขยับสัดส่วนมาถือทองคำมากขึ้นเกิดขึ้นคู่ขนานกับความเชื่อมั่นที่ลดลงต่อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งเสน่ห์ในฐานะสินทรัพย์สำรองหลักถูกสั่นคลอน ตามมุมมองของ Chen Zhiwu (Chen Zhiwu) ศาสตราจารย์ด้านการเงินประจำ University of Hong Kong เขามองว่าทั้งสงครามการค้าทั่วโลกที่ประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) เปิดฉากในเดือนเมษายน 2025 และสงครามกับอิหร่านที่เริ่มปลายเดือนกุมภาพันธ์ ล้วนบั่นทอนความน่าเชื่อถือของพันธบัตรสหรัฐฯ
“การที่ทรัมป์ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีไม่ได้ทำให้คุณภาพสถาบันของสหรัฐฯ ดีขึ้น แต่กลับยิ่งทำให้บทบาทและสถานะของสหรัฐฯ ในโลกถูกตั้งคำถามมากขึ้น” Chen กล่าว
ข้อมูลของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่า จีนลดการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญนับตั้งแต่ปี 2022 โดยในเดือนมีนาคมล่าสุด จีนลดการถือครองลงเหลือ 652.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จาก 693.3 พันล้านดอลลาร์ในเดือนก่อนหน้า
อย่างไรก็ดี ECB ชี้ว่า หากไม่นับรวมผลจากการปรับขึ้นของราคาทองคำตั้งแต่ปี 2024 สัดส่วนของทองคำในทุนสำรองโลกจะอยู่เพียงราว 16% เทียบเท่าส่วนแบ่งของยูโร และยังต่ำกว่าสัดส่วนของพันธบัตรสหรัฐฯ ที่ 26% รายงานเตือนว่าทองคำยังมีข้อจำกัดเชิงโครงสร้างหลายประการ หากเทียบกับสกุลเงินกระดาษหลัก (fiat currencies) ในฐานะสินทรัพย์สำรอง
ECB ระบุว่า ราคาทองคำมีความผันผวนสูง ไม่ให้ผลตอบแทนดอกเบี้ย และหากถือในรูปทองคำแท่งก็มีต้นทุนการจัดเก็บ นอกจากนี้ “ที่สำคัญกว่านั้น อุปทานทองคำไม่สามารถปรับเพิ่มได้อย่างยืดหยุ่นเต็มที่ และไม่สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของอุปสงค์สภาพคล่องระหว่างประเทศได้อย่างไร้รอยต่อ” ทำให้ทองคำยังไม่สามารถทดแทนบทบาทของสกุลเงินหลักได้อย่างสมบูรณ์ แม้จะมีบทบาทเพิ่มขึ้นมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
---
IMCT NEWS
ที่มา https://sc.mp/c149j?utm_source=copy-link&utm_campaign=3355805&utm_medium=share_widget