.
สหรัฐฯ กดดันชาติเอเชียเพิ่มงบกลาโหม 3.5% ของ GDP ขณะอาเซียนย้ำจุดยืน "ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด" เน้น "การทูต" มากกว่า "อาวุธ"
1-6-2026
สำนักข่าว SCMP รายงานว่า การประชุมด้านความมั่นคงระดับสูงประจำปี "Shangri-La Dialogue" ซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศสิงคโปร์ ได้ปิดฉากลงเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยประเด็นหลักที่ครอบงำการอภิปรายตลอดระยะเวลาการจัดงานคือ การจัดสรรงบประมาณด้านกลาโหม และระดับความมุ่งมั่นของแต่ละประเทศในการรักษาความสงบสุขในภูมิภาค หลังจากที่สหรัฐอเมริกา (US) ได้ออกมากดดันให้พันธมิตรและประเทศอื่นๆ ร่วมแบกรับภาระทางยุทธศาสตร์มากขึ้น
พีท เฮกเซธ (Pete Hegseth) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ (US) ได้ประกาศเรียกร้องให้พันธมิตรเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมให้ถึงระดับ 3.5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) โดยระบุว่าประเทศที่ปฏิเสธจะดำเนินภารกิจเพื่อการป้องกันตนเองร่วมกันนั้น จะต้องเผชิญกับ "การเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน" ในรูปแบบการดำเนินงานของสหรัฐฯ (US) ที่มีต่อประเทศนั้นๆ
"ผมเสียใจที่ต้องพูดที่นี่ว่า: ต้องมี Shangri-La น้อยลง และต้องมีเรือกับเรือดำน้ำมากขึ้น" เฮกเซธ (Pete Hegseth) กล่าวเชิงประชดประชันต่อผู้เข้าร่วมประชุม โดยเขาได้ยกตัวอย่างประเทศในสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน (Asean) ที่เริ่มแสดงความมุ่งมั่นต่อเป้าหมายดังกล่าว ได้แก่ ฟิลิปปินส์ (Philippines) มาเลเซีย (Malaysia) สิงคโปร์ (Singapore) ไทย (Thailand) และเวียดนาม (Vietnam)
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ชี้ว่าเป้าหมาย 3.5% ของ GDP นั้นเป็นตัวเลขที่เกินกำลังสำหรับประเทศส่วนใหญ่ในอาเซียน โดย ฟัยซัล อับดุล ราห์มาน (Faizal Abdul Rahman) นักวิจัยจากวิทยาลัยการศึกษาระหว่างประเทศ เอส. ราชารัตนัม (S. Rajaratnam School of International Studies หรือ RSIS) กล่าวว่า สุนทรพจน์ของเฮกเซธ (Pete Hegseth) สะท้อนถึงความคิดของมหาอำนาจผู้มั่งคั่งที่มีกำลังทรัพย์และอำนาจทางการทหารในการกำหนดทิศทางผู้อื่น ซึ่งเป็นกรอบความคิดที่ต่างจากประเทศในเอเชีย ซึ่งส่วนใหญ่ยังเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่ต้องให้ความสำคัญกับความมั่นคงภายในและปัญหาปากท้องเป็นหลัก ด้วยเหตุนี้ ประเทศในภูมิภาคจึงเลือกที่จะรักษาสมดุลระหว่างการเสริมสร้างกลาโหมกับการใช้การทูตมากกว่าเพียงแค่การสะสมอาวุธ
ในส่วนของเจ้าภาพการประชุม ชาน ชุน สิงห์ (Chan Chun Sing) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสิงคโปร์ (Singapore) ได้เน้นย้ำว่า ไม่มีความสัมพันธ์เชิงเส้นตรงระหว่างจำนวนเงินที่ทุ่มให้กับการกลาโหมและขีดความสามารถทางทหารที่ได้รับ พร้อมทั้งเสริมว่าสิ่งสำคัญคือการสร้างความเชื่อมั่นต่อสาธารณชนในการจัดสรรงบประมาณให้ต่อเนื่อง ไม่ใช่การใช้จ่ายทุ่มเทเฉพาะในยามวิกฤต โดยเมื่อถูกถามถึงจุดยืนของอาเซียนระหว่างสหรัฐฯ (US) และจีน (China) ชาน (Chan Chun Sing) ยืนยันว่า "เราไม่ได้โปรอเมริกาหรือแอนตี้อเมริกา เราไม่ได้โปรจีนหรือแอนตี้จีน แต่เราโปรอาเซียน"
ด้าน โมฮาเหม็ด คาเลด นอร์ดิน (Mohamed Khaled Nordin) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมาเลเซีย (Malaysia) กล่าวว่า สหรัฐฯ (US) มี "สิทธิโดยชอบธรรม" ที่จะขอให้พันธมิตรเพิ่มรายจ่ายกลาโหม แต่มาเลเซีย (Malaysia) ก็มีข้อจำกัด เนื่องจากเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่จำเป็นต้องพัฒนาภาคส่วนอื่นควบคู่ไปด้วย เพื่อป้องกันความไม่มั่นคง
ในมุมมองของภาคประชาสังคม โฮเซ รามอส-ออร์ตา (Jose Ramos-Horta) ประธานาธิบดีติมอร์ตะวันออก (East Timor) ได้ให้ความเห็นว่าความสงบสุขที่ยั่งยืนไม่ได้มาจากกระบอกปืน แต่มาจากความอดกลั้นและความสอดคล้องทางการทูต ------
ซึ่งสอดคล้องกับตัวแทนจากติมอร์ตะวันออกที่โต้แย้งในที่ประชุมต่อ จูเซปเป คาโว ดราโกเน (Giuseppe Cavo Dragone) ประธานคณะกรรมการทหารขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือนาโต (Nato) ว่าการเตรียมพร้อมเพื่อสงครามนั้นอาจเปิดช่องให้ประเทศมหาอำนาจสร้างอาวุธที่คุกคามเสถียรภาพโลก แต่ ดราโกเน (Giuseppe Cavo Dragone) โต้ตอบว่าการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์กับการเตรียมพร้อมทางทหารเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงกัน
ขณะที่ ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ (Thitinan Pongsudhirak) นักวิชาการอาวุโสจากสถาบันความมั่นคงและนานาชาติศึกษาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Chulalongkorn University) มองว่าการเพิ่มงบกลาโหมเป็น 3.5% เป็นเรื่องท้าทายอย่างยิ่งสำหรับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งขณะนี้กำลังเผชิญกับการชะลอตัวทางเศรษฐกิจจากนโยบายกีดกันทางการค้า หากต้องทุ่มงบให้กลาโหมและลดงบในภาคส่วนวิกฤตอย่างสาธารณสุขหรือการศึกษา ย่อมก่อให้เกิดแรงกดดันและความเจ็บปวดต่อเศรษฐกิจชาติ
บิลาฮารี เคาซิคาน (Bilahari Kausikan) อดีตนักการทูตสิงคโปร์ มองว่าข้อเรียกร้องของเฮกเซธ (Pete Hegseth) เป็นเพียง "ตัวเลขในอุดมคติ" และความล้มเหลวของประเทศในอาเซียนที่จะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวไม่น่าจะลดทอนการมีอยู่ของสหรัฐฯ (US) ในภูมิภาค เนื่องจากสหรัฐฯ (US) เข้ามาเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง ไม่ใช่เพียงเพราะเอื้อเฟื้อต่อภูมิภาค
ด้าน เซอร์ ริชาร์ด ไนท์ตัน (Sir Richard Knighton) ประธานคณะเสนาธิการทหารของสหราชอาณาจักร (UK) ยืนยันว่า นอกเหนือจากสหรัฐฯ (US) แล้ว สหราชอาณาจักร (UK) จะยังคงสนับสนุนอาเซียนต่อไปเนื่องจากเป็นผลประโยชน์ของลอนดอน (London) โดยเน้นย้ำถึงความร่วมมือในข้อตกลงป้องกันประเทศ 5 ฝ่าย หรือ Five Power Defence Arrangements (FPDA) ร่วมกับออสเตรเลีย (Australia) มาเลเซีย (Malaysia) นิวซีแลนด์ (New Zealand) และสิงคโปร์ (Singapore) ซึ่งยังคงมีความแข็งแกร่งและเป็นเครื่องมือสำคัญในการแสดงความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนซึ่งกันและกันหากเกิดความเสี่ยงหรือภัยคุกคามในภูมิภาคนี้
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.scmp.com/week-asia/politics/article/3355475/shangri-la-dialogue-can-asia-do-less-shangri-la-more-ships-more-subs?module=top_story&pgtype=homepage