.
OECD เตือนเศรษฐกิจโลกชะลอตัว จากสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านที่บั่นทอนแนวโน้มการเติบโต
4-6-2026
องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลก โดยเตือนว่า สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านอาจทำให้สถานการณ์เศรษฐกิจเลวร้ายลงอย่างมาก หากการหยุดชะงักของตลาดพลังงานและการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซยังคงดำเนินต่อไป
OECD ระบุว่า เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มเติบโตเพียง 2.8% ในปี 2026 แต่หากเกิดสถานการณ์ที่ความขัดแย้งยืดเยื้อและการขนส่งพลังงานยังคงถูกรบกวน การเติบโตอาจลดลงเหลือเพียง 2.1%
นอกจากนี้ ผลกระทบระยะยาวยังอาจทำให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น การลงทุนอ่อนแอลง และอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้น
OECD ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจโลก
ในรายงาน Economic Outlook เดือนมิถุนายน OECD ระบุว่า เศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวจาก 3.4% ในปี 2025 เหลือ 2.8% ในปี 2026 ก่อนจะฟื้นตัวเป็น 3.1% ในปี 2027 หากวิกฤตราคาพลังงานเริ่มคลี่คลายภายในกลางปีนี้
อย่างไรก็ตาม การคาดการณ์ดังกล่าวตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า ความขัดแย้งจะมีระยะเวลาจำกัด มีการบรรลุข้อตกลงสันติภาพ และปัญหาการหยุดชะงักบริเวณช่องแคบฮอร์มุซได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็ว
สเตฟาโน สการ์เปตตา (Stefano Scarpetta) หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ OECD กล่าวว่า หากสถานการณ์เลวร้ายกว่านั้น และการหยุดชะงักของเส้นทางเดินเรือและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานยืดเยื้อไปจนถึงปี 2027 เศรษฐกิจโลกอาจเติบโตเพียง 2.1% ในปี 2026 และ 1.8% ในปี 2027
เขาเตือนว่า สถานการณ์ดังกล่าวอาจผลักดันให้บางประเทศเข้าสู่ภาวะถดถอย หรือเข้าใกล้ภาวะถดถอยอย่างมาก
ช่องแคบฮอร์มุซ: จุดเสี่ยงสำคัญของเศรษฐกิจโลก
รายงานของ OECD วิเคราะห์ว่า การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ประกอบกับความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานทั่วภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย ได้ส่งผลให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมถึงต้นทุนปุ๋ยและวัตถุดิบอุตสาหกรรมสำคัญอื่น ๆ
รายงานยังระบุว่า ผลกระทบจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ และพันธมิตรกับอิหร่าน มีแนวโน้มจะส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกต่อไปอีกระยะหนึ่ง แม้หลังจากความขัดแย้งจะยุติลงแล้วก็ตาม
ผลกระทบแตกต่างกันในแต่ละประเทศ
สการ์เปตตากล่าวกับ CNBC ว่า ผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้แตกต่างกันอย่างมากในแต่ละประเทศ แม้ในกรณีที่สถานการณ์คลี่คลายได้เร็ว
เขาชี้ว่า ประเทศในเอเชียหลายแห่งจะได้รับผลกระทบจากปัญหาการขาดแคลนพลังงาน แต่ประเทศอย่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ยังมีคลังสำรองพลังงานจำนวนมาก และสามารถรับมือกับการขาดแคลนน้ำมันและก๊าซได้ระยะหนึ่ง
ในทางตรงกันข้าม บางประเทศ เช่น อินเดีย เริ่มใช้มาตรการจำกัดการใช้ก๊าซธรรมชาติแล้ว
เขาเสริมว่า หากสามารถบรรลุข้อตกลงสันติภาพที่ยั่งยืนได้ จะไม่เพียงช่วยลดความตึงเครียดในภูมิภาคเท่านั้น แต่ยังช่วยปูทางสู่การแก้ไขผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทั่วโลกอีกด้วย
“ยิ่งการหยุดชะงักยืดเยื้อนานเท่าใด ต้นทุนทางเศรษฐกิจและสังคมก็จะยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น”
เงินเฟ้อ ว่างงาน และการลงทุนอาจได้รับผลกระทบหนัก
ในกรณีเลวร้ายที่สุด OECD คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นอีก
0.4 จุดเปอร์เซ็นต์ ในปี 2026
1.3 จุดเปอร์เซ็นต์ ในปี 2027
ขณะเดียวกัน อัตราการว่างงานจะสูงขึ้น และการลงทุนจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการลงทุนในอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูง รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI)
สการ์เปตตากล่าวว่า “การว่างงานจะเพิ่มขึ้น ขณะที่การลงทุน รวมถึงการลงทุนใน AI ที่ใช้พลังงานเข้มข้น จะอ่อนตัวลงอย่างมาก พร้อมกับความเสี่ยงที่ตลาดการเงินจะปรับมูลค่าใหม่”
เขาเตือนด้วยว่า ประเทศกำลังพัฒนาจะได้รับผลกระทบหนักเป็นพิเศษ เนื่องจากมีพลังงานสำรองจำกัด ประชาชนใช้รายได้ส่วนใหญ่ไปกับพลังงานและอาหาร มีพื้นที่ทางการคลังน้อย ระบบสวัสดิการสังคมอ่อนแอ และค่าเงินเปราะบางกว่า
AI ยังเป็นความหวังเดียวของการเติบโต
แม้ภาพรวมจะดูน่ากังวล แต่ OECD มองว่า AI ยังคงเป็นปัจจัยบวกสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก
องค์กรคาดว่า การลงทุนอย่างต่อเนื่องของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ หรือที่เรียกว่า Magnificent Seven จะช่วยเพิ่มอัตราการเติบโตของ GDP ต่อหัวโดยเฉลี่ย
เพิ่มขึ้น 0.4% ในกลุ่มประเทศ G20
เพิ่มขึ้น 0.9% ในสหรัฐอเมริกา
อย่างไรก็ตาม สการ์เปตตาเน้นว่า
“แต่มีเงื่อนไขสำคัญมาก นั่นคือ ความขัดแย้งในตะวันออกกลางต้องได้รับการแก้ไข และราคาพลังงานต้องกลับมาผ่อนคลายลง”
เนื่องจากศูนย์ข้อมูล (Data Centers) และโครงสร้างพื้นฐาน AI พึ่งพาพลังงานจำนวนมหาศาล
บทเรียนสำคัญ: ลดการพึ่งพาช่องทางพลังงานเพียงจุดเดียว
OECD ระบุว่า วิกฤตครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจโลกที่ต้องพึ่งพา "จุดคอขวด" เพียงแห่งเดียวอย่างช่องแคบฮอร์มุซ
องค์กรเรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ เพิ่มความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน กระจายแหล่งพลังงาน และลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลนำเข้า
รายงานสรุปว่า
“ในระยะสั้น มาตรการจำกัดการใช้พลังงานฉุกเฉินและความร่วมมือระหว่างประเทศในการใช้คลังสำรองพลังงานเชิงยุทธศาสตร์ สามารถช่วยบรรเทาผลกระทบจากภาวะขาดแคลนอุปทานได้บางส่วน แต่ความจำเป็นในการลงทุนเพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลนั้นเร่งด่วนกว่าที่เคยเป็นมา”
ที่มา CNBC