สหรัฐฯ เล็งจัดหาขีปนาวุธสกัดภัยทางอากาศรุ่นใหม่
สหรัฐฯ เล็งจัดหาขีปนาวุธสกัดภัยทางอากาศรุ่นใหม่ กว่า11,000 ลูก แทน ‘Stinger’ ยุคสงครามเย็น
10-6-2026
สำนักข่าว Defense News รายงานว่า กองทัพบกสหรัฐฯ (U.S. Army) มีแผนการที่จะสั่งซื้อขีปนาวุธป้องกันภัยทางอากาศระยะสั้นเจเนอเรชันใหม่จำนวนหลายพันลูก เพื่อนำมาใช้ทดแทนขีปนาวุธรุ่นเก่าอย่าง FIM-92 Stinger ที่เริ่มล้าสมัย
เอกสารขอข้อมูลหรือข้อเสนอแนะ (Request for Information หรือ RFI) ฉบับใหม่ของกองทัพบกสหรัฐฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหาและระบุตัวบริษัทผู้ผลิตที่สามารถส่งมอบขีปนาวุธสกัดกั้นระยะสั้นเจเนอเรชันใหม่ หรือ Next Generation Short Range Interceptor (NGSRI) จำนวน 11,000 ลูก โดยจะเริ่มต้นกระบวนการส่งมอบภายในปีงบประมาณ 2028 (Fiscal Year 2028) ทั้งนี้ กำหนดระยะเวลาสุดท้ายในการตอบรับ RFI ดังกล่าวคือวันที่ 6 กรกฎาคม
ในเอกสาร RFI ได้ระบุให้บริษัทต่างๆ “จัดทำประมาณการต้นทุนต่อหน่วย โดยใช้ปัจจัยการวางแผนที่จำนวนขีปนาวุธ NGSRI จำนวน 11,000 ลูก และชุดอุปกรณ์ควบคุมการยิง (Control Launch Assemblies หรือ CLA) จำนวน 2,200 ชุด ตลอดกรอบระยะเวลาการผลิตรวม 10 ปี” พร้อมทั้งระบุเพิ่มเติมว่า “ในส่วนของปัจจัยการวางแผน ให้สมมติฐานการจัดซื้อจัดจ้างไว้ที่ขีปนาวุธจำนวน 200 ลูก และชุดระบบ CLA จำนวน 20 ชุดในปีแรก (ปีงบประมาณ 2028) และขีปนาวุธจำนวน 500 ลูก ควบคู่กับชุดระบบ CLA จำนวน 20 ชุดในปีที่สอง (ปีงบประมาณ 2029) นอกจากนี้ ในส่วนของแผนงานรองรับเพิ่มเติม ให้คำนวณสมมติฐานเพิ่มเป็นสองเท่าของปริมาณการผลิตช่วงเริ่มต้นในอัตราต่ำ (Low-rate initial production) ทั้งในปีแรกและปีที่สอง”
กองทัพบกสหรัฐฯ ได้อธิบายคุณลักษณะของระบบขีปนาวุธ NGSRI ว่าเป็น “ระบบขีปนาวุธจากพื้นสู่อากาศที่มีประสิทธิภาพสูง ทหารสามารถพกพาเคลื่อนย้ายได้ มีระบบนำวิถีแบบยิงแล้วขยายผลได้เองหรือยิงแล้วลืม (Fire and forget) และมีความสามารถในการทำลายล้างภัยคุกคามจากอากาศยานปีกหมุน (เฮลิคอปเตอร์) อากาศยานปีกตรึง (เครื่องบิน) และระบบอากาศยานไร้คนขับหรือโดรนในกลุ่มประเภท Group 2 และ Group 3 (Group 2/3 unmanned aircraft system)”
ความคิดริเริ่มในการพัฒนาขีปนาวุธ NGSRI ในครั้งนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของโครงการระบบป้องกันภัยทางอากาศระยะสั้นระดับกองพลดำเนินกลยุทธ์ หรือ Maneuver Short Range Air Defense (M-SHORAD) ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อปรับปรุงและปฏิรูประบบป้องกันภัยทางอากาศแบบเคลื่อนที่ของกองทัพบกสหรัฐฯ ท่ามกลางสถานการณ์ภัยคุกคามที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียง (Hypersonic missiles) และอาวุธนำวิถีประเภทอื่นๆ
ในการทดสอบภาคสนามสำหรับโครงการ M-SHORAD เฟสแรก (Increment 1) ซึ่งได้รับการเปลี่ยนชื่อรหัสเรียกขานใหม่เป็น "Sgt. Stout" นั้น ได้มีการติดตั้งขีปนาวุธ Stinger, ปืนใหญ่กลขนาด 30 มิลลิเมตร (30mm cannon) และปืนกลขนาด 7.62 มิลลิเมตร (7.62mm machine gun) ลงบนยานเกราะล้อยาง Stryker ที่ติดตั้งระบบเรดาร์ตรวจจับ ส่วนในเฟสที่สอง (Increment 2) ได้ดำเนินการทดสอบระบบอาวุธเลเซอร์ขนาด 50 กิโลวัตต์ (50 kW laser) บนยานเกราะ Stryker เช่นเดียวกัน
สำหรับในเฟสที่สาม (Increment 3) มีข้อกำหนดในการเปลี่ยนผ่านจากการใช้ขีปนาวุธ Stinger มาเป็นขีปนาวุธสกัดกั้นระยะสั้น NGSRI ที่มีความเร็วสูงกว่าและมีระยะยิงที่ไกลกว่าเดิม โดยขีปนาวุธ Stinger รุ่นเดิมมีความเร็วสูงสุดอยู่ที่ระดับ 2 แมค (Mach 2) หรือ 2 เท่าของความเร็วเสียง ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะระบบ “ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์จรวดเชื้อเพลิงแข็งแบบดั้งเดิม” ตามการอธิบายของศูนย์การบินและขีปนาวุธ สังกัดกองบัญชาการพัฒนาขีดความสามารถการรบของกองทัพบกสหรัฐฯ (U.S. Army Combat Capabilities Development Command Aviation and Missile Center)
รายงานระบุว่า ขีปนาวุธ NGSRI รุ่นใหม่จะมีความเร็วสูงถึงระดับ 3 แมค (Mach 3) โดยบริษัท RTX และบริษัท Northrop Grumman ได้ดำเนินการทดสอบขีปนาวุธดังกล่าวร่วมกับระบบเครื่องยนต์จรวดเชื้อเพลิงแข็งที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าเดิมในชื่อ Highly Loaded Grain ไปเมื่อปีที่ผ่านมา
นอกจากนี้ ในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2026 บริษัท RTX ได้ประสบความสำเร็จในการสาธิตขีดความสามารถของขีปนาวุธ NGSRI ในการ “ตรวจจับและติดตามเป้าหมายโดรน รวมถึงการทดลองยิงจากเครื่องยิงขีปนาวุธแบบพกพาโดยทหาร” ตามแถลงการณ์ของทางบริษัท
ขีปนาวุธ NGSRI ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้สามารถยิงได้จากทั้งบนยานพาหนะและจากแท่นยิงแบบประทับบ่า โดยระบบจะสามารถใช้งานร่วมกับเครื่องยิงขีปนาวุธ Stinger ที่มีอยู่เดิมในปัจจุบันได้ อาทิ ระบบบนยานเกราะ Sgt. Stout และเครื่องยิงขีปนาวุธแบบอากาศสู่อากาศของหน่วยนาวิกโยธินสหรัฐฯ (Marine Corps Air-To-Air Launcher)
เอกสาร RFI ฉบับใหม่ของกองทัพบกยังได้กำหนดให้บริษัทคู่สัญญาอธิบายถึงแนวทางและวิธีการในการนำขีปนาวุธ NGSRI ไปติดตั้งและบูรณาการเข้ากับยานเกราะ Sgt. Stout
“บริษัทผู้เสนอราคาจะต้องอธิบายถึงแนวทางและต้นทุนต่อชุดอุปกรณ์ (Kit) ในการปรับปรุงซ่อมแฮม (Retrofitting) ยานเกราะ SGT STOUT เพื่อให้รองรับการยิงขีปนาวุธรุ่นใหม่จากเครื่องยิงขีปนาวุธมาตรฐานสำหรับยานพาหนะ หรือ Stinger Vehicle Universal Launcher” เอกสาร RFI ระบุ “โดยมีปัจจัยการวางแผนว่าจะมียานเกราะ SGT STOUT จำนวนทั้งสิ้น 248 คัน ซึ่งแต่ละแพลตฟอร์มจะติดตั้งเครื่องยิงขีปนาวุธ Stinger Vehicle Universal Launcher ได้สูงสุดจำนวน 2 ชุด”
อนึ่ง ขีปนาวุธ Stinger ถูกส่งเข้าประจำการในกองทัพเป็นครั้งแรกในช่วงต้นทศวรรษ 1980 เพื่อทดแทนขีปนาวุธรุ่นเก่าอย่าง FIM-43 Redeye และได้ถูกนำไปใช้งานในสมรภูมิความขัดแย้งมากมาย รวมถึงในสงครามโซเวียต-อัฟกานิสถาน (Soviet-Afghan War) ซึ่งกลุ่มนักรบติดอาวุธชาวอัฟกันได้ใช้ขีปนาวุธ Stinger ที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ (US) ในการยิงสกัดเฮลิคอปเตอร์โจมตีรุ่น Mi-24 ของสหภาพโซเวียตจนตกเป็นจำนวนมาก
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.defensenews.com/industry/techwatch/2026/06/05/the-us-army-wants-thousands-of-air-defense-missiles-to-replace-the-stinger/