ทรัมป์ลั่น“ผมรักเงินเฟ้อ” หลังค่าครองชีพสหรัฐฯพุ่ง
ทรัมป์ลั่น “ผมรักเงินเฟ้อ” หลังค่าครองชีพสหรัฐฯ พุ่ง 4.2% จากสงครามอิหร่าน สูงสุดในรอบ 3 ปี คาดเฟดตรึงดอกเบี้ยต่อ
12-6-2026
สำนักข่าว SCMP รายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวแสดงความพอใจต่ออัตราเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 3 ปีในเดือนพฤษภาคม ท่ามกลางราคาพลังงานที่ทะยานจากสงครามกับอิหร่าน จุดชนวนให้เกิดกระแสวิจารณ์ทางการเมืองอย่างดุเดือดจากพรรคเดโมแครต
โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ประธานาธิบดีสหรัฐฯ (US) ออกมาแสดงท่าทีไม่แยแสต่อความกังวลเรื่องดัชนีราคาผู้บริโภคหรืออัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นทุบสถิติใหม่ในรอบ 3 ปีประจำเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากราคาพลังงานที่ทะยานสูงขึ้นจากสงครามในประเทศอิหร่าน (Iran) โดยทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า "ตัวเลขต่าง ๆ ออกมาดีมาก... ผมรักเงินเฟ้อ" คำพูดดังกล่าวถูกพรรคเดโมแครต (Democratic Party) นำไปโจมตีทันที โดยใช้ประเด็นค่าครองชีพที่สูงขึ้นเป็นแกนหลักในแคมเปญหาเสียงเพื่อชิงเสียงข้างมากในสภาคองเกรสสำหรับการเลือกตั้งกลางเทอมเดือนพฤศจิกายนนี้
ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนพฤษภาคมปรับตัวสูงขึ้นถึง 4.2% เมื่อเทียบรายปี เร่งตัวขึ้นจากระดับ 3.8% ในเดือนก่อนหน้า และถือเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2023 เป็นต้นมา
แม้ว่าในเวลาต่อมา นายไมค์ จอห์นสัน (Mike Johnson) ประธานสภาผู้แทนราษฎรจากพรรครีพับลิกัน (Republican Party) จะออกมาแย้งว่าคำพูดของประธานาธิบดีถูกตัดตอนจนผิดบริบท แต่นายชัก ชูเมอร์ (Chuck Schumer) ผู้นำเสียงข้างน้อยในวุฒิสภาจากพรรคเดโมแครต วิจารณ์ว่าท่าทีดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความเหยียดหยามต่อความยากลำบากทางการเงินของครอบครัวชาวอเมริกัน โดยชูเมอร์โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า "ทรัมป์พูดว่า ‘ผมรักเงินเฟ้อ’ ออกอากาศให้คนทั้งอเมริกาได้ยิน ความดูถูกที่เขามีต่อพวกคุณนั้นไม่มีที่สิ้นสุด" ขณะเดียวกัน พรรคเดโมแครตได้ปล่อยคลิปโฆษณาหาเสียงตัวใหม่ในโซเชียลมีเดียพร้อมระบุว่า "ทรัมป์หลุดปากพูดความในใจออกมาแล้วว่าเขาชอบเงินเฟ้อ คนอเมริกันทุกคนควรได้เห็นสิ่งนี้"
ชนวนเหตุของราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่พุ่งกระฉูด มาจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล (US-Israel) กับอิหร่านที่เปิดฉากขึ้นเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ หลังจากที่รัฐบาลเตหะรานตอบโต้ด้วยการปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นทางผ่านของอุปทานพลังงานราว 1 ใน 5 ของโลก อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยังคงคาดการณ์ซ้ำเดิมว่าอัตราเงินเฟ้อจะ "ร่วงลงมาเหมือนก้อนหิน" ทันทีที่ความขัดแย้งสิ้นสุดลง แต่นักเศรษฐศาสตร์ต่างออกมาโต้แย้งคำอ้างดังกล่าว โดยมองว่าราคาพลังงานอาจต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะกลับคืนสู่ระดับก่อนเกิดสงคราม ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าการสู้รบจะยุติลงเมื่อใด
ข้อมูลเงินเฟ้อเดือนพฤษภาคมชี้ชัดว่า ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นถึง 23.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยราคาน้ำมันขายปลีก (Petrol) ทะยานขึ้นถึง 40.5% ขณะที่ราคาอาหารสดและสินค้าอุปโภคบริโภค (Grocery) ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเป็นเดือนที่สองติดต่อกัน โดยสูงขึ้น 2.7% จากปีที่แล้ว นอกจากนี้ ราคาสินค้าและบริการอื่น ๆ เช่น ค่ารักษาพยาบาล, ของใช้ส่วนตัว, ค่าโดยสารสายการบิน และกิจกรรมสันทนาการ ต่างปรับตัวเพิ่มขึ้นถ้วนหน้าในเดือนนี้
ประชาชนชาวอเมริกันต้องแบกรับภาระค่าครองชีพที่สูงลิ่วมานานหลายปี โดยอัตราเงินเฟ้อยังคงยืนระยะในระดับสูงแม้ว่าวิกฤตการแพร่ระบาดของโควิด-19 (Covid) จะสิ้นสุดลงไปนานแล้ว เนื่องจากเศรษฐกิจถูกซ้ำเติมจากปัจจัยช็อกโลกหลายระลอก ทั้งการบุกโจมตียูเครน (Ukraine) ของรัสเซีย (Russia), มาตรการกำแพงภาษีของทรัมป์ และล่าสุดคือสงครามในอิหร่าน สำหรับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งไม่รวมหมวดอาหารและพลังงานที่มีความผันผวน ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 2.9% ในเดือนพฤษภาคม จากระดับ 2.8% ในเดือนก่อนหน้า
ทั้งนี้ ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด (US Federal Reserve) มีเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อระยะยาวอยู่ที่ 2% ซึ่งคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของเฟดมีกำหนดการประชุมในสัปดาห์หน้า โดยการประชุมครั้งนี้จะเป็นนัดแรกของ นายเควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ประธานเฟดคนใหม่ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนที่แล้ว ท่ามกลางแรงกดดันอย่างหนักจากทรัมป์ที่ต้องการให้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ย อย่างไรก็ดี ตลาดการเงินคาดการณ์ว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้เท่าเดิมในการประชุมครั้งนี้ และเริ่มส่งสัญญาณถึงความเป็นไปได้ในการปรับขึ้นดอกเบี้ยในช่วงปลายปี ซึ่งปัจจัยดังกล่าวได้สร้างความตื่นตระหนกและทุบตลาดหุ้นให้ร่วงลง
---
IMCT NEWS
ที่มา https://sc.mp/ed2j6?utm_source=copy-link&utm_campaign=3356791&utm_medium=share_widget