.
UAE -อิหร่าน เปิดหน้าคุยตรง หลังถูกถล่มด้วยมิสไซล์–โดรนกว่า 3,000 ลูก หวังลดศึกมิสไซล์ ปกป้องศูนย์กลางการเงินอ่าวเปอร์เซีย
12-6-2026
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และอิหร่าน (Iran) เปิดการหารือแบบเผชิญหน้า (face-to-face) ในความพยายามลดระดับความตึงเครียดจากสงครามล่าสุดในตะวันออกกลาง แหล่งข่าวระบุว่า การพบปะครั้งนี้ถือเป็น “การกลับลำ” ที่ชัดเจนของทั้งสองฝ่าย และเกิดขึ้นท่ามกลางการยอมรับร่วมกันมากขึ้นว่าความสัมพันธ์ทวิภาคีที่สงบลงมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์
แหล่งข่าวซึ่งไม่ประสงค์ออกนามเนื่องจากประเด็นมีความอ่อนไหว ระบุว่า ผู้นำยูเออีกำลังมุ่งรักษาแผนการพัฒนาเศรษฐกิจเชิงรุกของประเทศให้เดินหน้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งการอัดฉีดเงินลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมัน และการลงทุนในศูนย์ข้อมูลด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI data centers) สำหรับเตหะราน ความสัมพันธ์กับยูเออีก็มีความสำคัญเช่นกัน เพราะประเทศอ่าวเปอร์เซียรายนี้เคยเป็นหนึ่งในคู่ค้ารายใหญ่ของสาธารณรัฐอิสลามก่อนสงคราม และยังเป็นช่องทางสำคัญในการส่งออกน้ำมันอิหร่านที่อยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตร
แหล่งข่าวระบุว่า การติดต่อครั้งล่าสุดของอาบูดาบีกับอิหร่าน มีแรงขับหลักจากความต้องการของยูเออีที่จะสร้าง “เด탕ต์” กับระบอบการปกครองที่ถือว่าเป็นศัตรู แต่ก็ยอมรับว่าไม่อาจถูกโค่นล้มจากอำนาจได้ในระยะสั้น
นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นปลายเดือนกุมภาพันธ์ อิหร่านได้โจมตียูเออีมากกว่าประเทศใด ๆ ในภูมิภาค ขณะที่อาบูดาบีก็ตอบโต้กลับหลายครั้ง และแสดงท่าทีแข็งกร้าวที่สุดต่อเตหะราน เมื่อเทียบกับชาติอาหรับรอบข้าง อย่างไรก็ดี ยูเออีดูเหมือนกำลังหันไปใช้เส้นทางเดียวกับกาตาร์ (Qatar) และซาอุดีอาระเบีย (Saudi Arabia) ซึ่งต่างเคยถูกโจมตีโดยอิหร่านและกลุ่มตัวแทน แต่เลือกเดินหน้าการทูตเพื่อลดความตึงเครียด
ริยาด (Riyadh) ซึ่งมีสถานพลังงานและฐานทัพถูกโจมตี ได้กลับมาติดต่อกับเตหะรานในระดับรัฐมนตรีต่างประเทศตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน ด้านกาตาร์ซึ่งได้รับความเสียหายอย่างหนักจากการโจมตีสถานีผลิตก๊าซธรรมชาติราสลัฟฟาน (Ras Laffan) แสดงท่าทีกระตือรือร้นที่สุดในการฟื้นฟูความสัมพันธ์ โดยได้ต้อนรับคณะผู้แทนอิหร่านเมื่อปลายเดือนที่แล้ว และเพิ่มบทบาทเป็นตัวกลางระหว่างวอชิงตันกับเตหะรานมากขึ้นเรื่อย ๆ
ทั้งสามชาติอาหรับต่างตระหนักร่วมกันถึงความจำเป็นต้อง “อยู่ร่วม” กับประเทศเพื่อนบ้านฝั่งตรงข้ามอ่าวเปอร์เซียที่มีประชากรราว 90 ล้านคนและมีกำลังทางทหารไม่น้อย แม้อิหร่านจะได้รับความเสียหายอย่างหนักจากการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ และอิสราเอลก็ตาม
การโจมตีของอิหร่านทำให้การไต่ระดับของดูไบ (Dubai) และอาบูดาบี (Abu Dhabi) ในฐานะศูนย์กลางกองทุนเฮดจ์ฟันด์และสถาบันการเงินระดับโลกเสี่ยงสะดุด ขณะเดียวกันก็ส่งผลกระทบต่อการส่งออกน้ำมันและการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นเสาหลักของเศรษฐกิจยูเออี
หนึ่งในแหล่งข่าวระบุว่า การพบปะกันในสัปดาห์นี้เป็นผลลัพธ์จากความพยายามหลายครั้งของฝ่ายอิหร่านในการรื้อฟื้นช่องทางหารือระดับสูงกับอาบูดาบี ฝั่งยูเออีเลือกชะลอไว้ก่อน เพื่อยืนยันให้แน่ใจว่า คู่เจรจาของตนมีสายตรงถึงผู้นำสูงสุดคนใหม่ โมจ์ตาบา คอเมนี (Mojtaba Khamenei) และกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (Islamic Revolutionary Guard Corps: IRGC) ที่ทรงอิทธิพล
ผู้นำอิหร่านหลายราย รวมถึงอายาตอลเลาะห์ อาลี คอเมนี (Ali Khamenei) ผู้นำสูงสุดคนก่อนและบิดาของโมจ์ตาบา เสียชีวิตจากสงครามครั้งนี้ สหรัฐฯ ระบุว่าเป็นเรื่องยากที่จะประเมินได้อย่างชัดเจนว่าใครคือศูนย์กลางอำนาจที่แท้จริงในเตหะรานในขณะนี้
ก่อนหน้าการพบกันครั้งนี้ มีเพียงการติดต่อที่เปิดเผยระหว่างยูเออีและอิหร่านเพียงหนึ่งครั้งระหว่างสงคราม คือในช่วงกลางเดือนเมษายนไม่นานหลังการหยุดยิง ยูเออี โดยรองประธานาธิบดี เชค มานซูร์ บิน ซาเยด (Sheikh Mansour bin Zayed) ได้หารือทางโทรศัพท์กับประธานสภาอิหร่าน โมฮัมหมัด บาเกอร์ กอลีบาฟ (Mohammad Bagher Ghalibaf) ว่าด้วยแนวทางลดความตึงเครียดในภูมิภาค
หลังการสนทนาดังกล่าว และการที่มกุฎราชกุมารยูเออี เชค คาลิด บิน โมฮัมเหม็ด (Sheikh Khaled bin Mohammed) เดินทางเยือนประธานาธิบดีสี จิ้นผิง (Xi Jinping) ที่กรุงปักกิ่ง แหล่งข่าวคนหนึ่งระบุว่า ช่องทางสื่อสารระหว่างยูเออีกับอิหร่านได้ถูกเปิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
เจ้าหน้าที่ยูเออีรายหนึ่งให้สัมภาษณ์กับ Bloomberg โดยไม่เปิดเผยชื่อ ตามหลักปฏิบัติของรัฐบาล ระบุว่า นโยบายต่างประเทศของยูเออีมีหลักยึดคือ “การลดระดับความตึงเครียด” และ “ลดความขัดแย้ง” ทั่วตะวันออกกลาง ควบคู่ไปกับการผลักดันสันติภาพและเสถียรภาพระยะยาว
เจ้าหน้าที่รายเดียวกันเสริมว่า ยูเออีสนับสนุนความพยายามรวมถึงบทบาทของสหรัฐฯ ในการปกป้องประชาชนในภูมิภาคจากผลกระทบของสงคราม
การพบกันในสัปดาห์นี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนท่าทีของยูเออีอย่างต่อเนื่อง เมื่อปลายเดือนพฤษภาคม ประธานาธิบดีเชค โมฮัมเหม็ด บิน ซาเยด (Sheikh Mohamed bin Zayed) ร่วมกับผู้นำกาตาร์และซาอุดีอาระเบีย เรียกร้องให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) แห่งสหรัฐฯ อย่ารื้อฟื้นการโจมตีอิหร่านในวงกว้าง และให้โอกาสการเจรจาดำเนินต่อไป
นับตั้งแต่สงครามสหรัฐฯ–อิสราเอลกับอิหร่านเริ่มต้น อิหร่านได้ยิงมิสไซล์และโดรนเข้าใส่ยูเออีกว่า 3,000 ลูก แม้ส่วนใหญ่ถูกสกัดโดยระบบป้องกันภัยทางอากาศชั้นสูง ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรอย่างสหรัฐฯ สหราชอาณาจักร (UK) ฝรั่งเศส (France) และอิสราเอล (Israel) แต่ก็มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 13 ราย ขณะที่สถานที่สำคัญอย่างสถานีผลิตน้ำมันและก๊าซ ท่าเรือ และโรงแรมได้รับความเสียหายเป็นวงกว้าง คิดเป็นมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์
ผู้นำยูเออีมองว่า การโจมตีของอิหร่าน รวมถึงกรณีที่กองกำลังติดอาวุธซึ่งได้รับการสนับสนุนจากเตหะรานในอิรักโจมตีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บารากาห์ (Barakah nuclear power plant) ทางตะวันตกของอาบูดาบีเมื่อเดือนที่แล้ว เป็น “การก่อการร้ายที่ไม่มีเหตุอันชอบธรรม”
เหตุนี้ทำให้ยูเออีเลือกยืนในจุดยืนสายเหยี่ยวในช่วงต้นสงคราม นอกจากการตอบโต้ทางทหารต่อเป้าหมายในอิหร่านแล้ว ยูเออียังพยายามผลักดันให้ชาติอ่าวอาหรับอื่น ๆ อย่างซาอุดีอาระเบียและกาตาร์ เข้าร่วมปฏิบัติการตอบโต้ร่วมกันเพื่อยับยั้งเตหะราน แม้ท้ายที่สุดความพยายามดังกล่าวไม่ประสบผลสำเร็จ ตามรายงานของ Bloomberg News
อย่างไรก็ดี การปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) อย่างต่อเนื่อง การหยุดยิงที่ยังเปราะบางตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน รวมถึงจังหวะการเจรจาที่ล่าช้าระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ล้วนทำให้การคำนวณเชิงยุทธศาสตร์ของอาบูดาบีเปลี่ยนไป แหล่งข่าวระบุว่า เป้าหมายหลักของยูเออีในเวลานี้คือการลดความเสียหายเพิ่มเติมต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศให้เหลือน้อยที่สุด
มีสัญญาณบางประการที่บ่งชี้ว่าความพยายามดังกล่าวเริ่มเห็นผล อิหร่านไม่ได้ยิงโจมตีเป้าหมายในยูเออีก็นับตั้งแต่เหตุโรงไฟฟ้าบารากาห์ถูกโจมตี ภายใต้บริบทที่การปะทะระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านกลับยกระดับขึ้นในสัปดาห์นี้ โดยเตหะรานหันไปโจมตีคูเวต (Kuwait) บาห์เรน (Bahrain) และจอร์แดน (Jordan) แทน
เมื่อวันพฤหัสบดี ทรัมป์ประกาศว่าจะสั่งโจมตีอิหร่านเป็นคืนที่สามติดต่อกัน หลังความไม่คืบหน้าในการบรรลุข้อตกลงยุติความขัดแย้งทำให้ความหงุดหงิดของเขาเพิ่มสูงขึ้น
แม้ยูเออีจะยังคงรักษาความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิหร่านเอาไว้ แต่ได้ปิดสถาบันด้านสังคม การแพทย์ และการศึกษา ที่มีความเชื่อมโยงกับสาธารณรัฐอิสลามหลายแห่ง พร้อมทั้งยกเลิกวีซ่าพำนักของชาวอิหร่านบางส่วน อย่างไรก็ตาม ยูเออียังเป็นที่พำนักของคนเชื้อสายอิหร่านหลายแสนคน
อันวาร์ การ์กาช (Anwar Gargash) ที่ปรึกษาอาวุโสด้านการทูตของผู้นำยูเออี กล่าวอย่างต่อเนื่องว่าความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างยูเออีกับอิหร่าน “พังทลาย” ไปแล้ว เขาย้ำว่า การกลับมาเจรจาอย่างจริงจังจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่ออิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งโดยไม่มีเงื่อนไข และยอมจ่ายค่าชดเชยความเสียหายให้ยูเออี นอกจากนี้ ยูเออยังยืนยันว่าข้อตกลงใด ๆ ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านจะต้องครอบคลุมทั้งโครงการนิวเคลียร์ ขีปนาวุธ และเครือข่ายกองกำลังตัวแทนในภูมิภาคของเตหะราน
แม้ทรัมป์จะแสดงความต้องการจำกัดโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านอย่างชัดเจน แต่สัญญาณจากฝั่งวอชิงตันบ่งชี้มากขึ้นว่า สหรัฐฯ มีแนวโน้ม “ตัดประเด็นกองกำลังตัวแทนและขีปนาวุธ” ออกจากกรอบข้อตกลงสันติภาพใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-06-11/uae-and-iran-meet-face-to-face-to-try-to-deescalate-tensions?utm_source=website&utm_medium=share&utm_campaign=copy